เธอกลับมาเทพ ตอนที่ 26
ตอนที่ 26 ซือฝูชิง “ตระกูลหนิงเก่งมากเหรอ”
คำพูดพวกนี้ไม่ใช่การขู่ให้ตกใจกลัว
แต่พวกพ่อมดหมอผีไม่ใช่แพทย์แผนจีนแบบดั้งเดิม พวกเขายิ่งไม่มีสิ่งที่เรียกว่าหัวใจเมตตาของคนเป็นแพทย์
คนเป็นพ่อมดหมอผีจะต้องใช้วิธีการที่น่าละอายบ้างไม่มากก็น้อย
หากใครทำให้พ่อมดหมอผีขุ่นเคือง การจะสามารถรักษาโรคได้หรือไม่นั้นเป็นเรื่องรอง พอถึงเวลานั้นจะตายอย่างไรก็ยังไม่รู้
ทำไมยังมีคนไม่เข้าใจหลักการนี้อีก
สีหน้าของชายวัยกลางคนดูสงสารเห็นใจ
ซือฝูชิงหันหน้ามา ดวงตาจิ้งจอกยกโค้งขึ้น เธอยิ้มออกมาทันที “ถ้าไม่มีตระกูลหนิงก็ไม่มีทางรักษาได้อย่างนั้นเหรอ ตระกูลหนิงเก่งมากขนาดนั้นเลย? ถ้าอย่างนั้นหมอเทวดาหัตถ์วิญญาณกับพันธมิตรหมอเทวดาก็ไม่มีความหมายแล้วสิ”
พันธมิตรหมอเทวดาเป็นสมาคมที่จัดตั้งขึ้นจากการที่เคยเรียกตัวหมอเทวดาจำนวนมากมาจัดการกับโรคร้าย เช่น โรคระบาดต่างๆ
มีนายเพียงคนเดียวก็คือฮ่องเต้อิ้น
“ดูไม่ออกเลยว่าคุณผู้หญิงที่มาจากต่างประเทศท่านนี้จะรู้เรื่องต้าซย่าของเรามากทีเดียว” ชายวัยกลางคนยิ่งรู้สึกขบขับมากขึ้น พูดจาประชดประชันกว่าเดิม “แต่ข่าวของคุณมันปลอมมาก ประการแรก พันธมิตรหมอเทวดาเป็นกองกำลังในสมัยราชวงศ์ต้าซย่า
ประการที่สอง พันธมิตรหมอเทวดามีอยู่จริงหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ เพราะฉะนั้นก็อย่าได้คิดว่าสิ่งที่เขียนในหนังสือประวัติศาสตร์จะเป็นจริงไปซะหมดทุกอย่าง”
เนื่องจากไม่มีร่องรอยให้ติดตามสืบค้น นักประวัติศาสตร์หลายคนจึงคิดว่าพันธมิตรหมอเทวดาเป็นเรื่องโกหกที่แต่งขึ้นมาเพื่อให้ฮ่องเต้อิ้นดูน่านับถือเหมือนเทพเจ้าเท่านั้นแต่ไม่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์
พันธมิตรหมอเทวดาจะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดแต่ตอนนี้คือไม่มีแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์
แม้ว่าจะมีอยู่จริง ก็มีเพียงฮ่องเต้อิ้นเท่านั้นที่สามารถบัญชาสั่งการได้
และฮ่องเต้อิ้นคือผู้ที่ตายไปแล้วไม่อาจฟื้นคืนได้อีก อีกทั้งยังไม่มีทายาทสายตรง พันธมิตรหมอเทวดาจะฟังคำสั่งใครได้อีก
ส่วนหมอเทวดาหัตถ์วิญญาณ?
หมอเทวดาหัตถ์วิญญาณเคยปรากฏตัวขึ้นในต้าซย่าก็จริง แต่จำนวนครั้งที่เขาปรากฏตัวออกมานั้นน้อยมาก และจำนวนคนที่เขายื่นมือเข้าช่วยเหลือก็ยิ่งน้อยลงไปอีก
แม้แต่ตระกูลหนิงก็ยังหาหมอเทวดาหัตถ์วิญญาณไม่เจอ ชาวต่างประเทศไม่กี่คนพวกนี้ยังคิดจะตามหาอีกเหรอ
น่าขันจริงๆ
“คุณซือ คุณ...” เฟิ่งซานถึงกับลืมโกรธไปเลย เขาเอ่ยเสียงเบา “อ่านพงศาวดารให้น้อยลงหน่อยก็ดีนะครับ สิ่งที่เขียนในนั้นใช่ว่าจะเป็นความจริงไปหมดทุกเรื่อง”
อวี้ซีเหิงได้ยินแบบนั้นก็ช้อนสายตาขึ้นมองเขาเบาๆ
เฟิ่งซานถูกมองจนเหงื่อเย็นๆ ผุดออกมาทั่วร่าง
เขางุนงงไม่เข้าใจสถานการณ์ “พี่เก้า?”
เขาพูดอะไรผิดไปเหรอ
ชายวัยกลางคนคร้านจะพูดอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์แล้ว เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชันอย่างไม่เกรงใจอีกต่อไป “คุณสกอตแลนด์ อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ ทางเราจะไม่คืนเงินมัดจำให้หรอกนะ”
“อืม งั้นก็ให้พวกคุณใช้เป็นเงินเลี้ยงดูยามแก่ชราก็แล้วกัน” ซือฝูชิงเลิกคิ้ว “น่าจะพอใช้ไปได้สักระยะเลยมั้ง”
ชายวัยกลางคนโกรธจนหน้าแดงขึ้นมาทันที
ก่อนที่เขาจะพูดอะไรออกมาอีก ซือฝูชิงก็เข็นอวี้ซีเหิงออกไปแล้ว
เฟิ่งซานรีบพุ่งตามหลังพวกเขาออกไป
พ่อบ้านหน้านิ่วคิ้วขมวด “นายท่าน พวกเขา...”
ก็แค่ให้รอนิดหน่อยเท่านั้น พวกเขาจะชักสีหน้าไปทำไม คิดว่าตัวเองแน่อย่างนั้นเหรอ
“เอาพวกเขาทุกคนขึ้นบัญชีดำของตระกูลหนิง” ชายวัยกลางคนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางเอ่ยด้วยสีหน้าอาฆาตมาดร้าย “ส่งสำเนาไปที่เมืองซื่อจิ่วด้วย ดูสิว่าจะมีใครกล้ารักษาพวกเขาไหม!”
พ่อบ้านพยักหน้า “ครับท่าน”
ก็แค่ขึ้นบัญชีดำคนไข้ที่พอจะมีเงินนิดหน่อยเท่านั้น เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องทำให้คนตระกูลหนิงที่เหลือต้องกังวลใจหรอก
พ่อบ้านดำเนินการตามคำสั่งทันทีโดยไม่ได้คิดรายงานเรื่องนี้กับเบื้องบนเลย
...
ส่วนด้านนอก
“พี่เก้า ไม่รักษาแล้วจริงเหรอ” เฟิ่งซานเม้มปาก “แล้วขาของพี่...”
“คนที่ไม่รู้จักให้เกียรติคนอื่น ทำไมจะต้องให้เกียรติเขาด้วย” ซือฝูชิงยักไหล่ “พวกเราจ่ายเงินไปแล้วด้วย ถ้าเป็นฉัน แค่สิบนาทีก็ไม่รอแล้ว”
อวี้ซีเหิงส่งเสียงรับคำก่อนจะหันหน้ามาเล็กน้อย
เสียงของเขาไม่ช้าไม่เร็วราวกับสายลมที่พัดผ่านหู ช่างไพเราะน่าฟัง “เธอบอกว่าเธอจะรักษาให้ฉันไม่ใช่เหรอ”
ซือฝูชิงลูบคางตนเองพลางเลิกคิ้ว ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงยืดยาน “เจ้านาย คุณเชื่อฉันจริงๆ เหรอเนี่ย”
ศาสตร์การแพทย์นั้นพิเศษและอาศัยประสบการณ์มากกว่าศาสตร์อื่นๆ
โดยทั่วไปแล้วผู้ที่อาวุโสกว่าจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า
แต่เขากลับเชื่อเธอจริงๆ
“อืม” อวี้ซีเหิงหลับตาเล็กน้อยแล้วพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ฉันมีเงิน”
ความหมายก็คือเพื่อเงินแล้วเธอจะไม่หลอกเขา
ซือฝูชิง “...”
เฟิ่งซานเกือบสะดุดล้ม
คุณซือแค่พูดอะไรเหลวไหลออกมา แต่พี่เก้าของเขากลับเอาด้วย?
ซือฝูชิงยกมือขึ้นสาบาน “เจ้านาย เชื่อฉันเถอะ ฉันรักคุณ ไม่ใช่เงินของคุณอย่างแน่นอน”
อวี้ซีเหิงเท้าคางมองเธอด้วยท่าทางที่แสดงออกว่า ‘เชื่อแล้ว’
ซือฝูชิงเปลี่ยนคำพูดทันที “ก็ได้ ฉันรักเงินจริงๆ แต่เจ้านาย ฉันก็จริงใจกับคุณจริงๆ นะ”
“ฉันคิดว่าบนโลกใบนี้ คนที่จะสามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับฮ่องเต้อิ้นเป็นมังกรในหมู่มนุษย์ได้ก็คือคุณเท่านั้น เจ้านาย!”
ไม่เพียงแต่ยกย่องเขา แต่ยังยกย่องไอดอลของเขาด้วย
ปฏิบัติการรอบนี้เธอรู้สึกว่าตนเองเป็นขั้นเทพแล้ว
ไม่แน่เธออาจจะได้ขึ้นเงินเดือนก็ได้
อวี้ซีเหิงลืมตาขึ้น
ม่านตาของเขามีสีน้ำตาลอ่อนแต่รูม่านตาของเขากลับดำสนิทลึกล้ำ เขาเพียงแค่จ้องมองเธออย่างสงบนิ่ง
ไม่กี่วินาทีต่อมาเขาก็กระแอมขึ้น “อืม กลับกันเถิด”
ซือฝูชิงมองรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาไร้ข้อบกพร่องใดๆ ของเขาและเริ่มคิดถึงการหาเงินนับร้อยวิธีอย่างจริงจังในระหว่างการเดินทาง
ทั้งสามคนตรงกลับมาที่เมืองหลินทันที
หลังจากนั้นเฟิ่งซานก็ไปส่งซือฝูชิงที่อพาร์ตเมนต์ของเธอตามคำสั่งของอวี้ซีเหิง
ตัวยาทั้งหมดก็ถูกขนขึ้นไปข้างบนด้วย
ซือฝูชิงเช็ดมืออย่างง่ายๆ “ซานเอ๋อร์ เห็นแก่ที่นายช่วยฉันยกของ ฉันจะให้ข้อมูลบางอย่างกับนาย”
เฟิ่งซานสงสัย “อะไรเหรอ”
“คำว่าหัตถ์วิญญาณของหมอเทวดาหัตถ์วิญญาณไม่ได้มาจากการที่เธอสามารถแย่งชิงคนตายมาจากเงื้อมมือของยมบาลได้หรอกนะ” ซือฝูชิงกดนิ้วของเธอลงบนริมฝีปากด้วยแววตาที่ชั่วร้ายอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในยามปกติ
ในช่วงเวลาสองสามวินาทีที่จ้องหน้ากัน จู่ๆ เฟิ่งซานก็รู้สึกถึงความตึงเครียดและความกดดันแบบเดียวกับที่เขาสัมผัสได้จากอวี้ซีเหิงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากันเท่านั้น
เขาอดก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งไม่ได้ “คุณ คุณซือ?”
ซือฝูชิงคลี่ยิ้มออกมาอีกครั้ง “นั่นเป็นเพราะเธอเลือดเย็นและไร้หัวใจ เธอจะช่วยชีวิตคนตอนที่กำลังจะตายเท่านั้นแหละ”
เฟิ่งซานตัวแข็งทื่อไปทันที
“อย่าได้ลืมเด็ดขาด” ซือฝูชิงพิงกรอบประตูด้วยมือข้างเดียวพร้อมกะพริบตาปริบๆ “บ๊ายบาย ซานซาน”
เฟิ่งซานเพิ่งจะได้สติหลังจากที่เขาออกจากตึกอะพาร์ตเมนต์มาแล้ว
ซานซานมาจากไหนอีกล่ะเนี่ย!
...
ส่วนทางฝั่งตระกูลจั่ว
พรุ่งนี้เป็นวันทำพิธีฝังท่านผู้เฒ่าจั่วแล้ว แม้ว่าคนตระกูลจั่วจะสนใจเรื่องมรดกมากกว่าแต่เรื่องผิวเผินพวกนี้ก็ยังจำเป็นต้องทำอยู่
“มันมีสิทธิ์อะไรมาร่วมพิธีฝังของคุณปู่ด้วย” พอจั่วฉิงหย่าได้ยินว่าซือฝูชิงจะมาด้วย เธอก็แสดงความไม่พอใจออกมาทันที “พี่ใหญ่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะมัน คุณปู่โรคหัวใจกำเริบก็ต้องเป็นเพราะโมโหมันแน่ๆ คนเนรคุณอย่างยัยนั่นจะมาอีกทำไม!”
“ถึงยังไงต่อไปยัยนั่นก็จะมาบ้านตระกูลจั่วไม่ได้แล้ว” จั่วเทียนเฟิงใจกว้างขึ้นมาไม่น้อย เขาโบกมือ “คนตระกูลจั่วอย่างพวกเราจะปล่อยให้คนอื่นเอาเรื่องไปพูดสนุกปากเหมือนเรื่องของมันไม่ได้หรอกนะ”
พอเขาพูดจบก็ขึ้นไปจัดการเรื่องงานที่ชั้นบน
“พี่รอง นี่มันน่าโมโหจริงๆ นะ” จั่วฉิงหย่าขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “รายการหนุ่มสาววัยใสตอนที่สองออกอากาศแล้วแต่ซือฝูชิงกลับมีแฟนคลับเพิ่มขึ้นด้วย!”
จั่วเสียนอวี้ขยับแก้วชาด้วยท่าทางไม่สนใจ “แล้วยังไง”
“ก็มันไม่คู่ควรน่ะสิ!” จั่วฉิงหย่าแค่นเสียงออกมาเล็กน้อย “ก็ฉันชอบมู่เหยี่ยนี่นา มันมีสิทธิ์อะไรให้เขาไปอยู่คลาสเอฟด้วย”
พอพูดถึงตรงนี้จู่ๆ เธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “พี่รู้จักใครในรายการบ้างไหม ให้ฉันเข้าไปได้ไหม ฉันจะหาวิธีสั่งสอนยัยนั่นซะหน่อย”
หลังจากซือฝูชิงหลังชนฝาในวงการบันเทิงแล้ว ยัยนั่นก็จะตระหนักได้เองว่าที่ผ่านมาตระกูลจั่วดีต่อมันแค่ไหน!