ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 39
ตอนที่ 38 พิพิธภัณฑ์วรรณกรรมสมัยใหม่
“เดิมทีเธอเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่รัฐบาลส่งไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ ระหว่างที่ออกไปท่องเที่ยวกับเพื่อนนักเรียนก็ได้ไข่มังกรยักษ์ในตำนานมาหนึ่งใบ ทั้งยังกลืนมันเข้ากับร่างสำเร็จ พลังจึงทะลุไปถึงขั้นสี่ในทันที...
...แม้พันเอกพิเศษหลิงเซ่อจะกลายเป็นผู้ถือครองพลังแล้ว แต่เธอกลับปฏิเสธข้อเสนอและสวัสดิการมากมายที่ต่างประเทศเสนอเพื่อรั้งตัวเธอไว้ เธอตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวยอมทิ้งปริญญากลับประเทศ แล้วเข้าร่วมกับกองพลมังกรเร้น นับว่าเป็นไอดอลของคนหนุ่มสาวในกองพลมังกรเร้นเลยทีเดียว”
หูฮวนหลุดปากถามอย่างตกตะลึง “แบบนี้ก็ได้เหรอ”
หลิงหูอินเค่นเสียงดังเหอะ หันมาบอกหูฮวนว่า “โชคชะตาของผู้ปลุกพลังกับผู้ถือครองพลังก็ไร้เหตุผลแบบนี้แหละ บางคนไม่ว่าพยายามเท่าไรก็ไม่อาจปลุกพลังได้ แต่บางคนกลับกลายเป็นผู้ถือครองพลังขั้นสูงได้อย่างสบายๆ”
“พวกเราเข้าเขตเมืองหลวงแล้ว นี่เป็นการฝึกซ้อมประจำวันของหลิงเซ่อ เธอมักจะลาดตระเวนท้องฟ้าบริเวณนี้อยู่เสมอจึงบังเอิญมาพบพวกเราพอดีก็เท่านั้น ทุกคนกลับไปนั่งรอเครื่องลงจอด ไม่ต้องชะเง้อมองโน่นนี่ ทำท่าทางเหมือนบ้านนอกเข้ากรุง”
พอถูกหลิงหูอินดุเข้า หูฮวนก็กลับไปนั่งอย่างว่าง่าย พลทหารคนอื่นไม่กล้าขัดคำสั่งของเบื้องบน แต่เซียวเจี้ยนเซิงใจกล้าอยู่พอตัว เขาเขยิบไปด้านข้าง ถามเสียงเบาว่า “ที่ว่ากันว่าพันเอกพิเศษหลิงเซ่อสวยสุดๆ ไปเลยนี่ จริงไหมครับ”
หลิงหูอินตอบอย่างรำคาญ “ก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง”
เซียวเจี้ยนเซิงคิดจะถามต่ออีกสองสามคำ แต่หลิงหูอินเริ่มโมโหแล้ว เขาเอื้อมมือออกมาดันทีเดียว เซียวเจี้ยนเซิงก็เหมือนน้ำเต้าที่กลิ้งตกพื้น กลิ้งหลุนๆ กลับมาข้างตัวหูฮวน
ครั้งนี้ผลัดถึงตาหูฮวนรับตัวผู้หมู่เจ็ดคนนี้บ้างแล้ว
เขาลอบครุ่นคิดในใจ ดูไม่ออกเลยแฮะว่าร้อยเอกหลิงหูขี้โมโห! หรือว่าเขามีความแค้นกับพันเอกพิเศษหลิงเซ่อ ดังนั้นเลยไม่ชอบให้ใครพูดถึง
หูฮวนไม่รนหาที่ตายเหมือนเซียวเจี้ยนเซิง เขาประคองเซียวเจี้ยนเซิงให้ตั้งหลักได้ก็กระซิบเสียงเบา “พวกเราทำตัวดีๆ อย่าก่อเรื่องเลยดีกว่าครับ”
เซียวเจี้ยนเซิงยิ้มอย่างจนปัญญา เขาก็แค่เอ่ยปากถามดูเท่านั้น ในฐานะหัวกะทิในหมู่ทหารชั้นยอด ตัวเขาย่อมมีความหยิ่งทะนงอยู่ หูฮวนอาจไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้ ต่อให้รู้สึกก็คงไม่อ่อนไหวเท่าเขา แต่เซียวเจี้ยนเซิงยอมรับไม่ได้จริงๆ ตัวเขากับสหายร่วมรบทั้งหลายล้วนเป็นหัวกะทิที่ถูกเลือกมาจากหนึ่งในพันในหมื่นลี้ พวกเขาผ่านการฝึกฝนอันยากลำบากมาสารพัดชนิด ทนแรงกดันมาไม่รู้เท่าไร แต่สุดท้ายคนส่วนมากก็ยังต้องถูกปลดจากกองพลอย่างเศร้าหมอง
แล้วเขาจะทำใจยอมรับคนที่ได้พลังอันแข็งแกร่งมาแบบหลิงเซ่อได้อย่างไร
หากคนผู้หนึ่งอาศัยความมุมานะจนกลายเป็นยอดคน ทุกคนย่อมนับถือ แต่หากคนผู้หนึ่งบังเอิญโชคดีได้พลังอันแข็งแกร่งมาครอบครอง ย่อมมีคนรู้สึกไม่ยอมรับ
ยิ่งเป็นคนที่เคยพยายามมากเท่าไรก็ยิ่งไม่ยอมรับคนที่อาศัยโชคมากเท่านั้น
เซียวเจี้ยนเซิงถูกหูฮวนปรามก็หัวเราะหึๆ แต่ในใจอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าฉันเจอไข่มังกรบ้าง ก็คงไม่ด้อยกว่าพันเอกพิเศษหลิงเซ่อหรอก
เขาเหลือบมองหูฮวน ทันใดนั้นในใจก็รู้สึกโชคดี คิดในใจว่า ถึงฉันจะไม่มีโชคแบบนั้น แต่ถ้าเป็นเสี่ยวหูก็ไม่แน่ เขาเก็บเถาวัลย์ดูดเลือดมาได้ก็ไม่แน่ว่าอาจจะเก็บอย่างอื่นมาได้อีก กลับไปแล้วคลุกอยู่กับเขาให้มากหน่อย ไม่แน่อาจจะโชคดีได้อะไรมาบ้างก็ได้
หูฮวนคงคิดไม่ถึงหรอกว่าผู้หมู่เจ็ดที่รักคนนี้จะลูบหางจิ้งจอกจนเสพติดเสียแล้ว เขากำลังตื่นตาตื่นใจกับท้องฟ้าครามและก้อนเมฆขาวด้านนอกที่เมื่อครู่มองเห็นผ่านหน้าต่าง บอกตามตรง ความรู้สึกตะลึงที่เกิดขึ้นนั่นไม่แพ้ตอนเขาเห็นมังกรตัวหนึ่งเลย
ครั้งแรกที่ได้ก้มมองสิ่งต่างๆ จากบนท้องฟ้าทำให้เขารู้สึกประทับใจมิรู้ลืม
หูฮวนเหลือบมองหลิงหูอินที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างแวบหนึ่ง เขาอยากจะเหลือบมองอีกสักหน แต่สุดท้ายก็ใจไม่กล้าพอ
ผ่านไปไม่กี่สิบนาที เครื่องบินก็ลดระดับความสูงลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากโคลงเคลงสองสามหน และส่งเสียงดังสนั่น มันก็ลงจอดบนพื้นดิน
เครื่องบินเคลื่อนตัวอย่างราบรื่นไปบนทางวิ่ง นักบินกับเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินให้สัญญาณอย่างต่อเนื่อง หลังจากแรงเฉื่อยจากการร่อนลงจากฟ้าหมดลง เครื่องก็วิ่งวนรอบทางวิ่งสองสามโค้ง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินจะเข้ามานำทางให้เครื่องบินเข้าไปจอดในโรงเก็บเครื่องบินแห่งหนึ่ง
พวกหูฮวนเพียงโดยสารติดมากับเครื่องชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นการขนสิ่งของที่บรรทุกมาลงจากเครื่องจึงไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาแต่อย่างใด
หลิงหูอินเป็นม้าแก่ชำนาญทาง เขายืมโทรศัพท์เรียกรถบรรทุกเจี่ยฟั่งมาคันหนึ่ง ขณะที่กำลังจะเตรียมตัวพาทุกคนออกไป มังกรยักษ์ก็บินลงมาจากท้องฟ้า
มังกรยักษ์ร่อนลงบนพื้น หลังจากนั้นร่างกายของมันก็ค่อยๆ หดเล็กลงจนสุดท้ายกลายเป็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง สวมเสื้อกล้ามสีเขียวกับกางเกงทหารลายพราง เท้าสองข้างสวมรองเท้าบูททหารหุ้มข้อ เส้นผมบนศีรษะของเธอผูกเป็นเปียเส้นใหญ่ยาวจดบั้นเอว ดูท่าทางองอาจและกระฉับกระเฉง
แม้จะสวมเครื่องแบบทหารทั้งตัว แต่ผู้หญิงคนนี้แต่งออกมาแล้วกลับให้บรรยากาศต่างไปอีกแบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอยืนย้อนแสง ทำให้ร่างของเธอมีรัศมีแสงเจิดจ้าฉายออกมารอบตัวราวกับแสงตะวันโอบล้อมตัวของเธออยู่
ชั่วขณะนั้น ทุกคนถูกบรรยากาศรอบตัวของผู้หญิงคนนี้สะกดไว้จนไม่ทันมีใครสังเกตว่าเธอหน้าตาเป็นอย่างไร
อีกอย่างในเมื่อยืนย้อนแสงอยู่ แน่นอนว่าย่อมไม่มีใครมองเห็นชัด
หญิงสาวผู้กลายร่างมาจากมังกรยักษ์สาวเท้าเข้ามาหาพวกเขาแล้วเอ่ยกับหลิงหูอินว่า “นายมาพอดี ให้ฉันติดรถไปด้วยสักเที่ยวสิ ฉันจะกลับกองบัญชาการใหญ่เหมือนกัน”
หลิงหูอินส่งสัญญาณมือ หูฮวนที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับอึ้งอยู่ครู่เดียวก็รีบพลิกตัวลงมาจากรถแล้วขึ้นไปนั่งบนกระบะท้าย
หญิงสาวเหลือบมองเขาแล้วถามว่า “คนที่พากลับมาใหม่จากทางใต้เหรอ ผู้ปลุกพลังสายไหนล่ะ”
หลิงหูอินตอบเรียบๆ “สายนักรบ!”
หญิงสาวยิ้มน้อยๆ ให้หูฮวน ตอนนี้หูฮวนเพิ่งจะมองเห็นหน้าตาของหญิงสาวชัดเจน น่าจะเป็นเพราะการฝึกฝน ใบหน้าของเธอจึงถูกแดดเผาจนกลายเป็นสีทองแดงดูสุขภาพดี ไม่ใช่ผิวนวลขาวผ่องแบบเด็กสาว แต่สีผิวเช่นนี้กลับยิ่งทำให้เครื่องหน้าทั้งห้าของเธอยิ่งดูดิบเถื่อนมีเสน่ห์ไปอีกแบบ
“ฉันเหยียนหลิงเซ่อ! การฝึกอบรมกำลังพลรบพิเศษหนนี้ ฉันเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา พวกนายมีความคิดเห็นอะไร มีปัญหาอะไรก็มารายงานกับฉันได้ ฉันจะพยายามช่วยพวกนายแก้ปัญหาเอง”
เหยียนหลิงเซ่อยิ้มน้อยๆ แล้วก้าวขึ้นรถไปนั่งข้างหลิงหูอิน
หลิงหูอินบอกนายทหารด้านข้าง “นายลงรถไปด้านหลัง”
ห้องโดยสารของรถบรรทุกเจี่ยฟั่งนั่งได้สามคน แต่เดิมมีนายทหารพลขับหนึ่งคน หลิงหูอินกับหูฮวน ตอนนี้เหลือแต่หลิงหูอินกับเหยียนหลิงเซ่อ
หลิงหูอินขยับมานั่งเบาะคนขับ จากนั้นจึงสตาร์ทรถบรรทุกเจี่ยฟั่งรุ่น CA15 ขับออกไปจากสนามบินทหารอย่างช้าๆ
หูฮวนอยู่ที่กระบะท้ายรถที่แม้จะส่ายโคลงเคลงแต่ก็ดีกว่าอยู่บนเครื่องบินขนส่งไม่รู้เท่าไร เขาเหยียดแขนขา ถามเซียวเจี้ยนเซิงว่า “อีกเดี๋ยวกินข้าวแล้ว พวกเราจะมีเวลาอิสระไหมฮะ”
เซียวเจี้ยนเซิงหัวเราะฮ่าๆ ตอบว่า “พวกเรามาเรียน แน่นอนว่าต้องมีเวลาอิสระ”
หูฮวนกดเสียงเบาบอกว่า “ผมอยากไปดูตรงที่เขาชักธงชาติขึ้นเสา”
เซียวเจี้ยนเซิงหัวเราะตอบว่า “พี่ชายจะพานายไปเอง”
หูฮวนวางใจแล้ว เขาไม่เคยออกจากบ้านมาก่อน ให้มาอยู่ลำพังในเมืองแปลกหน้า เขายังไม่กล้าพอจะเที่ยวเตร็ดเตร่ไปทั่วคนเดียวจริงๆ มีพี่ใหญ่พาไป หนุ่มน้อยยังไม่บรรลุนิติภาวะอย่างเขาย่อมสบายใจกว่า
รถบรรทุกเจี่ยฟั่งไม่ได้แล่นเข้าไปในค่ายทหารที่ไหน มันแล่นมาถึงถนนเป่ยซื่อหวนแล้วจอดตรงประตูของสถานที่ที่ดูโอ่อ่าอย่างยิ่งแห่งหนึ่ง หูฮวนมองกำแพงด้านข้างประตูของอาคารขนาดใหญ่ ตัวอักษรตัวโตคำว่าพิพิธภัณฑ์วรรณกรรมสมัยใหม่ติดอยู่เด่นเป็นสง่า
รถยนต์ไม่ได้แล่นเข้าไป หลิงหูอินลงจากรถแล้วพูดกับนายทหารคนหนึ่ง เขามารับช่วงพวงมาลัยพาคนที่เหลือจากไป เหลือไว้แต่หูฮวน เซียวเจี้ยนเซิงกับเหยียนหลิงเซ่อ