ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก

ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 38

#38ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก

ตอนที่ 37 ดรากอน อะพอสเซิล

เซียวเจี้ยนเซิงเปิดประตูห้องเข้ามาก็เห็นหูฮวนกำลังจะเปิดประตูห้องออกมาพอดี ทั้งสองคนต่างมีท่าทางกระปรี้กระเปร่า แต่มีวงสีดำคล้ำอยู่ใต้ดวงตา

เซียวเจี้ยนเซิงยิ้มน้อยๆ หูฮวนก็ยิ้มตอบ จากนั้นพวกเขาก็หัวเราะอย่างกระอักกระอ่วน

“พวกเรารีบไปล้างหน้า เตรียมตัวออกเดินทางกันเถอะ”

หูฮวนพยักหน้าหงึกหงัก ตอนนี้จะนอนชดเชยสักงีบก็ไม่ทันแล้ว ทำได้แต่ล้างหน้ารับประทานอาหารเช้า

หูฮวนกับเซียวเจี้ยนเซิงต่างกลับไปที่ห้องของตนเองแล้วล้างหน้าล้างตาจนเรียบร้อย เรียกความกระปรี้กระเปร่ากลับมาได้หน่อย จากนั้นจึงมุ่งไปที่โรงอาหาร

วันนี้พวกเขาต้องโดยสารเครื่องบินทหารเดินทางไปเข้าร่วมอบรมที่เมืองหลวง ดังนั้นจึงไม่มีภารกิจฝึกซ้อม

ตอนที่ทั้งสองคนเดินผ่านสนามฝึก หลัวซื่อไห่ไม่ได้พูดอะไร แต่สหายร่วมรบทุกคนตะโกนเสียงดังลั่นพร้อมกัน “หูฮวน / เสี่ยวหู / ผู้หมู่เจ็ด/ เหล่าเซียว / พี่เซียว...”

“เดินทางปลอดภัยนะ”

“ รีบไปรีบกลับล่ะ”

“ต่อให้เมืองหลวงจะสวยก็สู้บ้านเกิดไม่ได้หรอก”

“ถุย แกไม่ใช่คนมณฑลนี้สักหน่อย...”

หูฮวนโบกมือให้พลทหารเหล่านั้น ในหัวใจเกิดความรู้สึกอันแสนพิเศษ ความจริงเขาก็อาลัยอาวรณ์อยู่พอสมควร แต่อย่างไรก็แค่สองเดือนเท่านั้น ความจริงไม่นานเท่าไรก็กลับมาแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเศร้ามากเกินไป

นี่ไม่ใช่การจากลาชั่วนิรันดร์อะไรสักหน่อย ก็แค่จากลากันสั้นๆ เท่านั้น

หลิงหูอินกับอีกหลายคนที่มาจากเมืองหลวงรออยู่บนรถก่อนแล้ว เมื่อเห็นพวกเขาออกมา หลิงหูอินก็บอกเสียงเรียบ “ขึ้นรถ!”

เซียวเจี้ยนเซิงกับหูหวนนั่งบนรถจี๊ปของหลิงหูอิน เซียวเจี้ยนเซิงขึ้นไปนั่งตรงเบาะข้างคนขับอย่างคุ้นชิน หูฮวนจึงได้แต่นั่งอยู่เบาะหลังกับหลิงหูอิน

ปฏิบัติการหนนี้หลิงหูอินไม่ได้มาลำพังคนเดียว เขาพาทีมขนาดเล็กมาด้วย คนเหล่านี้รับผิดชอบด้านที่พักอาศัยและการเดินทางของหลิงหูอิน รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ และการสนับสนุนระหว่างการต่อสู้

พลขับเป็นนายทหารคนสนิทคนหนึ่งของหลิงหูอิน เขาดูเป็นคนขี้อาย แต่ฝีมือการขับรถค่อนข้างดีทีเดียว

คนทั้งคณะเดินทางออกจากเมืองอย่างรวดเร็วยิ่งนัก เซียวเจี้ยนเซิงงุนงงเล็กน้อย ถามขึ้นว่า “ทำไมไม่ขับไปสนามบิน”

หลิงหูอินตอบเรียบๆ “ก่อนออกเดินทาง ต้องแวะไปเขตผนึกหมายเลขสิบเจ็ดหนสุดท้าย ผมไม่อยากให้ภารกิจของตัวเองเกิดข้อผิดพลาด”

เซียวเจี้ยนเซิงจึงไม่พูดต่อ

หูฮวนกลับรู้สึกชื่นชมอยู่ในใจ ภายนอกหลิงหูอินดูท่าทางเฉยเมยเย็นชา คิดไม่ถึงว่าเขาจะมีความรับผิดชอบเช่นนี้

คนทั้งขณะขับรถออกจากเมืองแล้วจอดบริเวณหมู่ตึกหอพักร้าง หลิงหูอินไม่ได้คิดจะเข้าไป หากผู้ปลุกพลังกับผู้ถือครองพลังเข้าไปในเงาแห่งสรรพสิ่งย่อมปลุกเงาแห่งสรรพสิ่งให้ตื่นขึ้นมา ดังนั้นเขาจึงสังเกตการณ์อยู่รอบนอกเพียงครู่เดียว

หูฮวนได้ออกมาทำภารกิจหลายครั้งก็ทราบข้อห้ามในการเฝ้าจับตาดูเขตผนึกแล้ว เขาจึงไม่กล้าเข้าใกล้มากนัก เพียงนั่งยองๆ อยู่ด้านข้าง เมื่อวานเขาอ่านนิยายรักมาทั้งคืน ตอนนี้สมองยังมึนงงอยู่นิดๆ

เขตผนึกหมายเลขสิบเจ็ดมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างใหญ่ หลิงหูอินไม่ได้ลาดตระเวนตรวจดูจนครบรอบ เขาเพียงถามพลทหารที่เฝ้าประจำอยู่ที่นี่เล็กน้อย เมื่อยืนยันแล้วว่าไม่มีสถานการณ์ผิดปกติก็กลับขึ้นรถตรงไปยังสนามบิน

ก่อนเดินทางจากมา หูฮวนเหลือบมองเขตผนึกหมายเลขสิบเจ็ดอีกหนหนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็มีความรู้สึกคล้ายกับว่าบางสิ่งด้านในกำลังรอคอยตนเองอยู่

เขากดความคิดนี้ลงไปทันทีแล้วนั่งอยู่บนรถอย่างเป็นเด็กดี ไม่คิดไปก่อเรื่องอะไรเพิ่มอีก

หนก่อนตอนเขาเข้าไปในโรงงานเคมีประเภทสองเก่าก็เกือบจะเกิดเรื่อง เขาได้รับบทเรียนมาแล้ว

สองชั่วโมงหลังจากนั้น ขบวนรถก็มาถึงสนามบินทหาร แน่นอนว่ามีคนมาขับรถกลับไป หลิงหูอินพาคนของตัวเองพร้อมกับเซียวเจี้ยนเซิงและหูฮวน ขึ้นไปนั่งบนเครื่องบินขนส่งรุ่นอวิ๋น 8 ลำหนึ่ง

เครื่องบินลำนี้มีอายุการใช้งานพอสมควรแล้ว พวกมันถูกใช้งานมาเกือบยี่สิบปี แต่ได้รับการบำรุงรักษาค่อนข้างดี ของสิ่งนี้ไม่เหมือนรถยนต์ รถยนต์อายุยี่สิบปีก็เป็นรถคุณปู่แล้ว แต่เครื่องบินอายุยี่สิบปียังบินอยู่เต็มท้องฟ้า

ภายในห้องโดยสารของเครื่องบินมีของจำนวนหนึ่งบรรทุกอยู่ เหลือที่ว่างเพียงส่วนเดียวไว้ให้พวกหูฮวน

หูฮวนเพิ่งเคยนั่งเครื่องบินเป็นครั้งแรก แม้จะเป็นเครื่องบินขนส่ง เขาก็ตื่นเต้นสุดๆ จึงไม่คิดเล็กคิดน้อยว่าไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง ได้แต่นั่งบนพื้นของห้องโดยสาร สิ่งที่น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวก็คือ ใกล้ๆ กันไม่มีหน้าต่างจึงมองด้านนอกไม่ได้

เครื่องบินติดเครื่องยนต์ส่งเสียงดังกระหึ่ม ชั่วชีวิตที่ผ่านมาหูฮวนไม่เคยได้ยินเสียงที่ดังขนาดนี้ หูทั้งสองข้างของเขาสั่นสะเทือนจนอื้ออึง เขารีบยกมือขึ้นมาปิดหู

หลิงหูอินกับเซียวเจี้ยนเซิงกลับคุ้นชินจนชินชาแล้ว เซียวเจี้ยนเซิงทำหน้าล้อเลียนเยาะว่าหูฮวนอ่อนเกินไป หูฮวนปิดใบหูทั้งสองข้าง ไม่กล้าตอบอะไรกลับ รอจนกระทั่งเครื่องบินสั่นสะเทือนเสียงดังแล้วเริ่มเคลื่อนตัวไหลลื่น เขาถึงรู้สึกดีขึ้นบ้าง

ทว่าตอนที่เขากำลังจะเปิดปากพูดนั่นเอง จู่ๆ เครื่องบินก็สั่นไหวเบาๆ แล้วทันใดนั้นมันก็เหินขึ้นฟ้า เพราะว่าเครื่องบินกำลังออกตัวเหินสู่ท้องนภา องศาของตัวเครื่องจึงเอียงขึ้น หูฮวนสะดุดทีเดียวก็พุ่งถลาจนตัวลอย โชคดีเซียวเจี้ยนเซิงมือไวตาไวคว้าตัวเขาไว้ทัน ก่อนจะพูดอย่างเหลืออด “ก็บอกแล้วว่าให้นายระวัง ทำไมยังจะทำตัวเซ่อซ่าอย่างนี้อีก”

หูฮวนรู้สึกไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เขาจะรู้ได้ยังไงว่าเครื่องบินขนส่งจะโคลงถึงขนาดนี้ หลังจากถูกเซียวเจี้ยนเซิงวางลงบนพื้น เขาก็รีบคว้าที่จับตรงผนังด้านข้างไว้ทันที ไม่กล้าประมาทอีกแล้ว

ไม่นานเครื่องบินขนส่งก็ออกตัวทะยานขึ้นเหนือหมู่เมฆ มันกลับมาบินตั้งลำเป็นระนาบอีกครั้ง แม้จะยังส่ายเหมือนอาชาหลุดบังเหียนอยู่บ้าง แต่ดีร้ายหูฮวนก็ตั้งหลักได้แล้ว

หลิงหูอินกลับนั่งอย่างสบายๆ ไม่ตระหนกตกใจทั้งสิ้น เขานั่งอยู่บนเครื่องบินขนส่งอย่างมั่นคงประหนึ่งเขาไท่ซาน นั่งอยู่ตรงนั้นราวกับพระพุทธรูปองค์หนึ่ง

หูฮวนสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับยอดฝีมือขั้นสามคนนี้อย่างมากมาตลอด แต่ที่ผ่านมาเขาไม่มีโอกาสให้ข้องแวะกับอีกฝ่าย ส่วนตอนนี้เขาก็ไม่มีอารมณ์จะชวนอีกฝ่ายคุย ทุกคนรวมทั้งเซียวเจี้ยนเซิงนิ่งเงียบตลอดเวลาที่เครื่องบินบินขึ้น

หลังจากออกบินมาได้ราวครึ่งชั่วโมง หูฮวนก็เริ่มง่วงเล็กน้อย เมื่อวานเขาไม่ได้นอนดีๆ แล้ววันนี้ยังต้องตื่นแต่เช้า เขาจึงเริ่มสัปหงก แม้จะพยายามฝืนให้ตัวเองตื่นอยู่สองสามครั้ง แต่ก็เริ่มต่อต้านนิทราที่เข้ามากล้ำกรายไม่ได้

ระหว่างที่ครึ่งหลับครึ่งตื่นนั่นเอง จู่ๆ หูฮวนก็ได้ยินเสียงมังกรคำรามดังสนั่น เขาคิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่จึงไม่สนใจ ทว่าต่อมาร่างกายก็ถูกเขย่า เซียวเจี้ยนเซิงเขย่าปลุกเขาขึ้นมา

เกือบทุกคนบนเครื่องบินต่างมีสีหน้าเคร่งขรึม

หูฮวนเช็ดน้ำลายที่มุมปากแล้วรีบขยับไปข้างหลิงหูอิน ตรงนั้นมีหน้าต่างบานน้อยอยู่บานหนึ่ง

เขามองลอดหน้าต่างของตัวเครื่องออกไปด้านนอก ระหว่างก้อนเมฆขาวที่ลอยละล่อง มังกรตะวันตกร่างยักษ์ตัวหนึ่งกำลังกระพือปีกบินเหินคล้ายกำลังเยาะเย้ยว่าพวกเขาบินช้าเกินไป

หูฮวนไม่เคยเห็นเจ้าสิ่งนี้มาก่อน แม้แต่เห็นในผลงานภาพยนตร์ก็ไม่เคย ในยุคนี้ภาพยนตร์ที่หาดูได้มีน้อยเหลือเกิน ภาพยนตร์จำพวกแฟนตาซียิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ ทำได้แต่อ่านในนิยายเท่านั้น เขาคาดว่ากิ้งก่ายักษ์บินได้ตัวนี้อาจจะเป็นมังกรตามความเชื่อของตะวันตก

“น่านฟ้าของประเทศเรามีเจ้าตัวนี้ได้ยังไงกัน ศัตรูเหรอ”

หูฮวนกำหมัดแน่น ทั้งร่างเกร็งเครียดเล็กน้อย ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็อยู่บนเครื่องบินขนส่ง หากต่อสู้กันขึ้นมาแล้วถูกสัตว์ประหลาดตัวนี้พุ่งชนเข้าสักหน ทุกคนคงไม่เหลือชีวิตแน่

เซียวเจี้ยนเซิงพึมพำประโยคหนึ่งว่า “น่าเสียดาย ฉันมีแต่วิชาดำดิน ไม่มีวิชาเหาะเหิน ไม่อย่างนั้นอาจจะสู้กับสัตว์ประหลาดตัวนี้ได้สักตั้ง”

หลิงหูอินว่าอย่างไม่สบอารมณ์ “จะสู้อะไรกันเล่า นั่นหลิงเซ่อ!”

“นั่นคือพันเอกพิเศษหลิงเซ่อเหรอ”

เซียวเจี้ยนเซิงเพิ่งรู้สึกตัวว่าแม้พลทหารฝั่งหลิงหูอินจะตกตะลึง แต่พวกเขากลับไม่ตื่นตระหนก พอรู้ว่าตัวเองเข้าใจผิด เขาก็ยิ้มอย่างขัดเขิน จากนั้นก็คว้าตัวหูฮวนผู้เป็นมือใหม่เสียยิ่งกว่าตัวเองและยังคงทำหน้ามึนงงอยู่มาอธิบายว่า “พันเอกพิเศษหลิงเซ่อคือหนึ่งในสามยอดฝีมือระดับสูงสุดในกองพลมังกรเร้นของพวกเรา ผู้ถือครองพลังขั้นสี่สายชีวิต...ดรากอน อะพอสเซิล!”

devc-af530e87-33711ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 38