เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด! ตอนที่ 11
ตอนที่ 11 คุณสมบัติที่จะเข้าร่วมการแข่ง
บนรถไฟขากลับมณฑล จางกว้านที่นั่งอยู่ข้างอาจารย์เฉิน ถามอาจารย์เฉินว่า “อาจารย์เฉิน ครั้งนี้ผมได้เป็นแชมป์ ผมจะได้ไปแข่งชิงแชมป์เอเชียด้วยใช่หรือเปล่าครับ?”
อาจารย์เฉินคิดสักครู่ ก่อนจะส่ายหัวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ไม่แน่ ตอนนี้ก็ตอบได้ยาก”
“ทำไมล่ะครับ? ครั้งนี้ไม่ใช่การแข่งคัดเลือกเพื่อไปแข่งชิงแชมป์เอเชียเหรอครับ ตามกฎแล้วที่ผมได้แชมป์ก็เท่ากับมีคุณสมบัติที่จะไปแข่งชิงแชมป์เอเชียนี่ครับ” จางกว้านหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ภารกิจในระบบคือให้จางกว้านไปเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติหนึ่งครั้ง หากครั้งนี้เขาไม่ได้ไปแข่งชิงแชมป์เอเชีย ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรภารกิจนี้ถึงจะสำเร็จ
อาจารย์เฉินถอนหายใจออกมา พูดว่า “เรื่องมันไม่ได้ง่ายอย่างที่เธอคิด ถึงแม้การแข่งครั้งนี้จะเป็นการแข่งคัดเลือกเพื่อไปแข่งชิงแชมป์เอเชีย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่ได้ที่หนึ่งในการแข่งคัดเลือกจะได้เป็นตัวแทนประเทศไปแข่งชิงแชมป์”
จางกว้านมองอาจารย์เฉินอย่างงุนงง เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจความหมายที่อาจารย์เฉินพูด อาจารย์เฉินพูดต่อว่า “ถึงแม้เธอจะเป็นแชมป์การแข่งคัดเลือกครั้งนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วความเป็นไปได้ที่ทางส่วนกลางจะส่งเธอไปลงแข่งชิงแชมป์เอเชียมันน้อยมาก ดังนั้นสถานการณ์มันค่อนข้างซับซ้อน ประเทศเราเป็นอย่างนี้เธอเองก็เข้าใจใช่ไหม อย่าคิดว่าแค่ไปแข่งชิงแชมป์เอเชียรายการเดียว แล้วจะได้ไปแข่งคัดเลือกโอลิมปิกต่อ นักกีฬาที่ผ่านเกณฑ์โอลิมปิกระดับ A ไม่แน่ว่าจะชนะนักกีฬาที่ผ่านเกณฑ์ระดับ B เสมอไป พูดให้ฟังตอนนี้เธอก็ไม่เข้าใจ อีกหน่อยเจออะไรเยอะขึ้นเธอจะเข้าใจเอง ตอนนี้ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งได้ใจเพราะเพียงแค่ทำลายสถิติประเทศได้ หลังจากกลับไปแล้วก็ค่อยๆ ฝึก เธอเพิ่งอายุแค่ 17 ขอแค่ตั้งใจฝึกให้ดีๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้แข่ง”
ถึงแม้อาจารย์เฉินจะพูดกำกวม แต่จางกว้านฉุกคิดเพียงครู่ก็ได้สติขึ้นมาทันที
ระบบของการคัดเลือกนักกีฬาในประเทศมีเรื่องผลประโยชน์ที่ซับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง เวลาที่คัดเลือกนักกีฬาไปแข่งระดับนานาชาติ ไม่เพียงแต่จะต้องคำนึงถึงกลุ่มที่อยู่ภายในแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเรื่องผลประโยชน์ของท้องถิ่นด้วย เมื่อมองจากมุมใดมุมหนึ่ง ทีมของแต่ละท้องถิ่นจะให้ความสำคัญกับเรื่องผลประโยชน์เป็นหลัก พวกเขาทุ่มเทไปมากในการฝึกนักกีฬาขึ้นมาสักคน แน่นอนว่าย่อมต้องการผลประโยชน์จากทางนักกีฬาเป็นการตอบแทน เพื่อผลประโยชน์แล้ว พวกเขาสามารถขัดขวางไม่ให้นักกีฬาที่ยอดเยี่ยมไปแข่งในระดับที่สูงๆ สามารถหาข้ออ้างที่จะเอานักกีฬาเก็บเอาไว้ สามารถแม้กระทั่งบีบบังคับจนนักกีฬาต้องเกษียณก่อนกำหนด
ทีมของแต่ละท้องถิ่นใช้เวลาเป็นปีๆ ในการเสาะหาและฝึกนักกีฬาขึ้นมาสักคน จากนั้นก็ต้องเสียนักกีฬาไปให้กับทีมชาติ ดังนั้นทางทีมชาติก็ควรจะให้อะไรแก่ทีมในท้องถิ่นเป็นการตอบแทน นี่ยังไม่นับว่าเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ แต่เหมือนเป็นการพึ่งพากันและกันมากกว่า เพื่อทำให้วงการกีฬาพัฒนาไปข้างหน้า
การตอบแทนนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นด้านเงินทอง แต่ยังมีเรื่องของเกียรติยศชื่อเสียง
สำหรับรายการกีฬาไหนที่ประเทศเราไม่เก่ง การได้ไปแข่งกีฬาโอลิมปิกถือว่าเป็นเกียรติยศ! เป็นเกียรติยศที่สามารถซื้อได้ด้วยผลประโยชน์
ถึงแม้จะเป็นคนรุ่นหลัง แต่เรื่องพวกนี้ไม่ต้องพูดชัดจางกว้านเองก็เข้าใจ การที่นักกีฬาระดับ B ไปแข่งแทนระดับ A ในโอลิมปิกช่วงหลังก็มีเกิดขึ้นเหมือนกัน การแข่งยกน้ำหนักรุ่น 54 กิโลกรัมในโอลิมปิกที่ลอนดอน ตอนนั้นทีมยกน้ำหนักของประเทศไม่ได้ส่งนักกีฬาที่ทำคะแนนได้ถึงเกณฑ์ระดับ A ไปแข่ง แต่ส่งคนที่ได้คะแนนระดับ B ไปแข่งแทน สุดท้ายในรายการนี้ก็ไม่เหรียญเลยแม้แต่เหรียญเดียว
ยกน้ำหนักไม่เหมือนกับปิงปอง ที่จะส่งใครไปก็ได้แล้วได้เหรียญกลับมา แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เหมือนกันว่าทีมยกน้ำหนักของประเทศเราเองก็แข็งแกร่ง ยกน้ำหนักหญิงรุ่น 54 กิโลกรัม นักกีฬาของจีนเคยได้เหรียญทองในการแข่งโอลิมปิกและเคยทำลายสถิติโลก ถึงแม้ความสามารถจะสู้ในอดีตไม่ได้ แต่ก็ยังเก่งพอที่จะคว้าเหรียญรางวัลมาได้ แต่ในขั้นตอนการคัดเลือกนักกีฬาเข้าไปแข่ง กลับมองแต่เรื่องผลประโยชน์ของทางท้องถิ่นและกลุ่มที่คัดเลือกนักกีฬาไปแข่งเป็นหลักโดยมองข้ามเรื่องเหรียญทองไป เลือกเอาแต่พวกที่มีชื่อเสียงหรือมีเงินทองแต่ไร้ความสามารถเข้าไปแข่งโอลิมปิก เผยให้เห็นอีกด้านหนึ่งของวงการกีฬา หลังการแข่งขันจบ เมื่อเจอคำถามจากสื่อมวลชนก็ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน
เทียบกับยกน้ำหนักหญิงแล้ว การวิ่ง 100 เมตรชายในทุกๆ ปีก็เหมือนเป็นเพียงการ ‘โผล่หน้า’ ออกไปแข่งเท่านั้น ดังนั้นสิทธิ์ในการได้ไปแข่งโอลิมปิกจึงยิ่งเหมาะที่จะเป็นเกียรติยศชื่อเสียงที่ส่งให้กับทีมใดทีมหนึ่งเพื่อเป็นการตอบแทนที่หลายปีมานี้สนับสนุนการกีฬาของประเทศ
คิดถึงตรงนี้ จางกว้านได้แต่กำหมัดอย่างคับแค้นใจ ถ้าหากเขาหล่อหรือมีชื่อเสียงเหมือนลมกรดหลิว เขาก็ไม่ต้องมาคอยกังวลว่าทางส่วนกลางจะกีดกันไม่ให้เขาไปแข่งอย่างนี้ เผลอๆ กลายเป็นส่วนกลางที่จะเป็นฝ่ายมาขอร้องให้ตัวเองไปเข้าร่วมการแข่งขัน แม้แต่ไปแข่งโอลิมปิกก็ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะไม่ได้ไป!”
.....
เด็กชายคนหนึ่งที่ทำสถิติระดับประเทศในการแข่งวิ่ง 100 เมตร ทำให้ทีมกรีฑาได้รับคำชื่นชมจากหัวหน้าของสำนักงานกีฬามณฑล มีการจัดงานเฉลิมฉลอง มีนักข่าวมาวิ่งไล่ตาม แต่ผลประโยชน์ที่แท้จริงที่ได้รับคือการที่จางกว้านได้ไปอยู่ในรายชื่อบุคคลที่มีความสามารถยอดเยี่ยมของทางมณฑล ทำให้ในทุกๆ ปีเขาจะได้รับเงินสนับสนุน
แต่ตัวจางกว้านเองนั้น นอกจากที่ได้ยกระดับฐานะภายในทีมแล้ว ก็ยังเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง เมื่อเดินออกจากสนามซ้อมไปข้างนอกก็ไม่มีใครรู้จักเขา บนอินเทอร์เน็ตก็ไม่ได้โด่งดัง สถิติประเทศเพียงอันเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้นักกีฬากลายเป็นดาราดังที่รู้จักกันไปทั่ว นับประสาอะไรกับการวิ่ง 100 เมตรชายที่ตกต่ำมาเป็นเวลานานอย่างนี้ ซึ่งต่างจากฟุตบอลที่ตกต่ำมาเป็นเวลานานเช่นกัน แต่นักข่าวก็ยังคอยให้ความสำคัญ ยังมีประเด็นให้พูดถึงได้ตลอด
......
ห้องประชุมศูนย์บริหารงานกรีฑา
บนหน้าจอกำลังฉายภาพจังหวะที่จางกว้านแซงเฉินเจี้ยน ช่วงสุดท้ายกล้องซูมเข้าไปหยุดอยู่ที่สกอร์บอร์ด บนป้ายสกอร์บอร์ดเป็นตัวเลข 10.16 วินาทีขนาดใหญ่
โค้ชอวี๋กดปุ่มหยุดบนรีโมท พูดว่า “นี่คือการแข่งขันของเมื่อวาน ทุกท่านเองก็เห็นแล้ว การออกตัวของจางกว้านถึงแม้จะช้ามาก แต่การระเบิดพลังของเขาดีมาก สปีดเองก็เร็วมากเหมือนกัน อายุเพียงแค่ 17 ปี แต่สามารถระเบิดพลังและทำความเร็วถึงระดับนี้ได้ ถึงแม้จะเป็นนักกีฬาผิวดำของอเมริกาเองก็เจอได้น้อยมาก”
โค้ชอวี๋พูดจบ สายตาก็มองไปที่ชายวัยกลางคนหัวเกรียนคนหนึ่งที่นั่งอยู่กลางห้อง ชายหัวเกรียนคนนี้แซ่หม่า เป็นหัวหน้าโค้ชของทีมกรีฑาประเทศ ทั้งยังเป็นผู้ช่วยของหัวหน้าศูนย์บริหารงานกรีฑาอีกด้วย ต่อไปตำแหน่งรองหัวหน้าก็ไม่หนีจากเขาไปไหน เป็นคนที่มีตำแหน่งสูงที่สุดในห้องประชุมนี้
ประธานหม่าชี้ไปที่หน้าจอ พูดว่า “สำหรับเรื่องของจางกว้าน ผมได้ส่งข้อมูลให้ทุกคนแล้วก่อนการประชุม ผมคิดว่าทุกคนเองก็ทราบข้อมูลเกี่ยวกับเขากันแล้ว การแข่งชิงแชมป์เอเชียคราวนี้ถือว่าเป็นสนามซ้อมก่อนที่จะแข่งโอลิมปิกที่เอเธนส์ในปีหน้า ทางสำนักงานการกีฬาแห่งชาติเองก็ให้ความสำคัญอย่างมาก ตามที่ทางสมาคมกรีฑาเราวางแผนเอาไว้ก่อนหน้านี้ นักกีฬาที่จะเข้าร่วมการแข่งวิ่ง 100 เมตรชายได้กำหนดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ในบรรดานักกีฬาที่เลือกเอาไว้แต่เดิมไม่มีจางกว้าน ที่จางกว้านทำลายสถิติประเทศได้ในครั้งนี้ สำหรับพวกเราแล้วถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้คาดการณ์เอาไว้ เรายังจะเอารายชื่อนักกีฬาตามที่ตกลงไว้แต่เดิมหรือว่าเปลี่ยนเอาจางกว้านลงแข่ง นี่ก็เป็นหัวข้อหลักที่ผมเรียกทุกคนมาประชุมในวันนี้”
พอประธานหม่าพูดจบ ก็มองไปทางพรรคพวกที่ดูจะอาวุโสกว่าฝั่งตรงข้ามแล้วพูดว่า “เหล่าเหอ นายว่าก่อนแล้วกัน”
เหล่าเหอพยักหน้า พูดว่า “ผมแต่เดิมก็เป็นนักกีฬาค้ำถ่อ เรื่องวิ่งระยะสั้นก็พอจะรู้อะไรนิดหน่อย ในเมื่อประธานหม่าให้ผมพูด ผมก็จะพูดก่อน หากทุกท่านมีความคิดเห็นเช่นไรก็สามารถแนะนำผมได้ จางกว้านคนนี้ถือว่าเป็นเพชรเม็ดงามคนหนึ่ง พลังที่ระเบิดออกมาและความเร็วล้วนอยู่ชั้นแนวหน้า ขอแค่ฝึกฝนเป็นประจำ วันหน้าจะกลายเป็นอาวุธที่สำคัญ เด็กคนนี้ปีนี้เพิ่งจะอายุเพียงสิบเจ็ด ยังค่อนข้างเด็ก หากมองในด้านการฝึกฝนกลุ่มคนที่มีความสามารถแล้วก็ควรจะให้โอกาสแก่เด็กหนุ่มที่มีความสามารถเหล่านี้ แต่ผมเห็นว่าเขาเพิ่งจะเข้ามาฝึกได้อย่างจริงจังเพียงแค่สองเดือนเท่านั้น ในด้านเทคนิคและประสบการณ์ยังห่างจากนักกีฬาที่โตกว่ามาก หากเราผลีผลามทำอะไรใจร้อนเกินไป เกรงว่าจากผลดีจะกลายเป็นผลร้าย”
เหล่าเหอพูดจบก็นั่งลงไป โค้ชอวี๋มองไปที่เขา ในใจก็พูดว่าไอแก่นี่ พูดมาตั้งนานเหมือนไม่ได้พูดอะไร หาสาระไม่ได้เลย
ประธานหม่าเองก็รู้ว่าไม่ต้องคาดหวังให้เหล่าเหอพูดอะไรมาก ใจจริงของเขาเพียงแค่อยากจะหาคนมาพูดเปิดประเด็นเพื่อให้คนอื่นๆ ได้พูดอย่างเต็มที่ เหล่าเหอคนนี้อายุมากแล้ว ปกติก็ไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ จึงเหมาะที่จะเป็นคนที่ถูกเลือกให้พูดก่อน
เป็นไปตามคาด ไม่ต้องรอให้ประธานหม่าเปิดโหวตเสียง ก็มีคนพูดขึ้นมาเองว่า “ผมไม่เห็นด้วยกับการให้จางกว้านไปแข่งชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้”
...............................................