เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด!

เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด! ตอนที่ 12

#12เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด!

ตอนที่ 12 การโต้แย้งและผลลัพธ์

“ผมไม่เห็นด้วยกับการให้จางกว้านไปแข่งชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้!” คนพูดคือชายวัยกลางคน รูปร่างอ้วนนิดหน่อย สวมแว่นตาทรงกลมแลดูเด็กเรียน

ชายคนนี้แซ่ทาง เขาไม่ได้เป็นนักกีฬาและไม่เคยเป็นโค้ชนักกีฬา อาชีพของเขาคือนักสถิติ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับกีฬาเลย แต่ในความเป็นจริงเขาทำงานเก่งและมีความสามารถในการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยมจนหัวหน้าของศูนย์บริหารเห็นความสำคัญ อย่างน้อยหากมองจากมุมวิชาการบริหารแล้ว ความสามารถในด้านการบริการจัดการของเขาเก่งกว่าคนที่เป็นนักกีฬาเหล่านั้นอย่างมาก บางทีอาจจะเป็นเพราะเขาเติบโตมาจากการเป็นนักสถิติ จึงวิเคราะห์ตัวเลขต่างๆ ได้เก่งมาก เป็นคนที่ตัดสินสิ่งต่างๆ โดยใช้ตัวเลขเป็นหลัก

ชายแซ่ทางพูดว่า “จริงอยู่ว่าการระเบิดพลังและสปีดของจางกว้านคนนี้เร็วมาก แต่สำหรับผมแล้วเขามีจุดอ่อนสำคัญอยู่อย่างหนึ่งที่ทำให้ไม่เหมาะที่จะไปเข้าร่วมการแข่งชิงแชมป์เอเชียคราวนี้ คือเขาวิ่งผลัดไม่เป็น!”

“การแข่งชิงแชมป์เอเชียคราวนี้ นอกจากพวกเราต้องลงแข่งรายการเดี่ยวแล้ว ยังต้องแข่งวิ่งผลัด 4x100 เมตรด้วย ผมเคยอ่านข้อมูลของจางกว้าน เขาเพิ่งจะเข้ามาฝึกแบบจริงจังได้เพียงแค่ 2 เดือน แม้แต่การออกตัวซึ่งเป็นพื้นฐานที่สุดก็ยังไม่สามารถทำได้ถึงระดับนักกีฬาอาชีพ อีกทั้งยังไม่เคยฝึกวิ่งผลัดมาก่อน และจากข้อนี้ทำให้ให้ผมคิดว่าเขาไม่เหมาะที่จะเข้าร่วมการแข่งชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้”

“ในการแข่งวิ่ง 100 เมตรชาย ทีมที่แข่งแกร่งที่สุดในเอเชียคือทีมญี่ปุ่น ถึงแม้พวกเขาจะไม่มีนักวิ่งระดับนานาชาติอย่างอิโต โคจิแล้ว แต่ในปัจจุบันทั้งอาซาฮาระ โนบุฮาระและเซ็ทสุกุ ชินโกะต่างก็เคยวิ่งได้ต่ำกว่า 10.10 วินาที พวกเขาแข็งแกร่งกว่านักกีฬาของเรามาก นอกนั้นยังมีสึชิเอะ ฮิโรยาสุกับทาคาฮิระ ชินจิ ที่ความสามารถพอๆ กับนักกีฬาของเรา ไหนจะเมดเดเวฟและเชอโนวอลของทางคาซัคสถาน แล้วยังมูบารักและอับดุลละของทางซาอุดิอาระเบียอีก โอกาสที่เราจะได้ซักเหรียญในการแข่งวิ่ง 100 เมตรมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ในการแข่งวิ่งผลัด 4x100 เมตรชาย นอกจากญี่ปุ่นที่เราสู้ไม่ได้แล้ว ความสามารถรวมๆ เราก็ไม่ต่างจากซาอุดิอาระเบียมาก ในการแข่งวิ่งผลัดอย่างน้อยก็ต้องได้เหรียญทองแดงซักเหรียญ เผลอๆ อาจจะได้เหรียญเงินด้วยซ้ำ แต่หากเรามาเปลี่ยนตัวนักกีฬาตอนใกล้จะไปแข่งอย่างนี้ เอาคนที่ไม่เคยวิ่ง 4x100 เมตรไปลงสนามล่ะก็ เกรงว่าแม้แต่เหรียญทองแดงก็จะไม่ได้

หัวหน้าทางถึงแม้จะไม่เชี่ยวชาญในด้านกรีฑา แต่ก็สามารถนำเรื่องข้อมูลตัวเลขมาวิเคราะห์เกี่ยวกับโอกาสที่ได้เหรียญรางวัล ฟังดูแล้วมีความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก

โค้ชอวี๋เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการพูดของหัวหน้าทางจึงแย้งขึ้นมาว่า “การที่เลือกจางกว้านออกไปแข่ง หลักๆ คือต้องการที่จะฝึกเขา ให้เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการแข่งขันรายการใหญ่ๆ เมื่อครู่ที่ผมฉายวีดีโอทุกท่านเองก็เห็นแล้ว ศักยภาพของจางกว้านนั้นมีอยู่มาก ปัจจุบันเวลาที่ใช้ในช่วงออกตัวของเขาอยู่ที่ประมาณ 0.3 วินาที หากในการแข่งครั้งนี้เขาสามารถทำได้ถึงระดับนักกีฬาอาชีพ อย่างน้อยถ้าลดเวลาที่ใช้ในช่วงออกตัวลงมา 0.15 วินาที แล้วเพิ่มการฝึกในแต่ละวันเข้าไป ผมคิดว่าเขาต้องสามารถวิ่งได้ไม่เกิน 10 วินาทีอย่างแน่นอน นักกีฬาประเภทนี้ อนาคตต้องไปถึงระดับโลกแน่ๆ มันคุ้มค่าที่เราจะทุ่มเทฝึกฝนให้กับเขา แถมเวลาที่เขาทำได้ก็ถึงเกณฑ์โอลิมปิกระดับ A แล้ว เพื่อโอลิมปิกในปีหน้า ผมคิดว่าเราควรจะส่งจางกว้านออกไปแข่งครั้งนี้”

“ที่โค้ชอวี๋พูดมามันก็มีเหตุผล ศักยภาพของจางกว้านนั้นมีอยู่มาก” หัวหน้าทางพูดเหมือนจะเห็นด้วยกับโค้ชอวี๋ ก่อนที่จะแย้งขึ้นมาว่า “แต่ว่าการที่นักกีฬาเด็กหนุ่มคนหนึ่งจะเติบโตได้มันต้องอาศัยเวลา หากพูดถึงเรื่องเวลาที่ใช้ในช่วงออกตัว เกรงว่าการฝึกเพียงไม่กี่เดือนไม่สามารถทำให้ไปถึงระดับสูงได้ ส่วนเรื่องที่ไกลกว่านั้นผมก็คงไม่ขอพูด และเมื่อพูดถึงลมกรดหลิวในการแข่งวิ่งข้ามรั้ว 110 เมตร ตอนที่เขาเข้ามาทีมชาติในปี 1999 เขาเพิ่งจะอายุ 16 ปี เด็กกว่าจางกว้านในตอนนี้ 1 ปี เราให้ความสำคัญกับเขาฝึกเขาอย่างหนัก ในปี 2001 ถึงจะได้เข้าแข่งขันชิงแชมป์เอเชียและได้รับรางวัล ในปี 2002 ทำลายสถิติทวีปเอเชียได้ และปีนี้ถึงจะมีคุณสมบัติพอที่จะเข้าร่วมการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์โลก เราต้องทุ่มเทฝึกฝนให้เขาอยู่ถึง 4 ปี จึงจะสามารถการเป็นนักกีฬาในระดับโลกได้ ต่อให้จางกว้านเริ่มฝึกฝนอย่างหนักตั้งแต่ตอนนี้ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลา 2-3 ปีจึงจะสามารถกลายเป็นนักกีฬาระดับโลกได้”

หัวหน้าทางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาพูดกับหัวหน้าหม่าว่า “ส่วนเรื่องการแข่งโอลิมปิกที่เอเธนส์ในปีหน้า ตอนนี้ถ้าจะมานั่งถกกันว่าจะส่งใครไปแข่งมันอาจจะยังเร็วไป แต่คุณสมบัติในการเข้าแข่งโอลิมปิกระดับ A ของจางกว้าน สำหรับเราแล้วมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ยังไงเราก็ยังส่งนักกีฬาไปแข่งได้เพียงคนเดียว เฉินเจี้ยนก็ทำเวลาได้ถึงเกณฑ์ระดับ B แล้วนี่! ผมคิดๆดูแล้ว การแข่งขันที่ใหญ่ระดับโอลิมปิก ควรจะส่งนักกีฬาที่มีประสบการณ์อย่างเฉินเจี้ยนไปค่อนข้างจะปลอดภัยกว่า ไม่แน่อาจจะมีโอกาสได้เข้ารอบที่ 2 จางกว้านอายุยังน้อยเกินไป ประสบการณ์ในการเข้าแข่งขันก็น้อยมาก การวิ่งที่ดีกว่าปกติเพียงครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีความสามารถในระดับยอดเยี่ยม การส่งจางกว้านไปแข่งจึงมีความเสี่ยงสูงมาก

ประโยคสุดท้ายของหัวหน้าทางทำให้คนที่อยู่ในห้องประชุมต้องชะงัก จางกว้านที่จู่ๆ โผล่มาในการแข่งครั้งนี้ และยังสามารถทำลายสถิติประเทศได้อีก เขาเพิ่งจะเข้าร่วมการแข่งอย่างเป็นทางการครั้งนี้เป็นครั้งแรก จริงอยู่ว่าอาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะทำเวลาออกมาได้ดี แต่ก็ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าจางกว้านจะยังคงวิ่งทำเวลาออกมาได้ดีเหมือนเดิมไปเรื่อยๆ เทียบกับนักกีฬาที่มีประสบการณ์ในการแข่งขันเหล่านั้น เวลาที่จางกว้านทำออกมาได้ในครั้งนี้ทำให้คนรู้สึกว่ามันไม่น่าเชื่อถือสักเท่าไร หลายคนรู้สึกกลัวว่าจางกว้านจะเป็นเพียงดาวตกดวงหนึ่ง ที่ส่องแสงออกมาเพียงครู่ก่อนที่จะหายไปในความมืด

หัวหน้าหม่าขมวดคิ้ว ลึกๆ เขารู้ว่าการส่งจางกว้านออกไปแข่งมีความเสี่ยงสูงมาก ถ้าหากจางกว้านเป็นเพียงดอกโบวตั๋น[1]ดอกหนึ่งจริงๆ อย่างนั้นการที่ส่งจางกว้านไปแข่งไม่เพียงแต่จะไปไม่ถึงเป้าที่ต้องการ แต่เหรียญรางวัลการแข่งวิ่งผลัด 4x100 เมตรก็อาจจะหลุดมือทีมชาติไปด้วย สำหรับกรีฑาทีมชาติแล้ว กว่าจะได้เหรียญรางวัลสักเหรียญในการแข่งระดับนานาชาติเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก

หัวหน้าหม่าไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา แต่เมื่อการพูดคุยเริ่มมาถึงประเด็นการแข่งโอลิมปิก ในห้องประชุมก็เริ่มมีคนนั่งไม่ติดแล้ว

“หัวหน้าทางพูดมีเหตุผล การแข่งโอลิมปิกส่งเฉินเจี้ยนไปจะปลอดภัยกว่า ที่จริงจางกว้านก็ยังเด็กมาก ประสบการณ์ก็ยังไม่เพียงพอ โอกาสในภายหน้าก็ยังมีอีกเยอะ”

“ถูกต้อง หลายปีมานี้การกีฬาของกว่างตงพัฒนาไปเยอะ ฝึกฝนนักกีฬาฝีมือดีออกมาหลายต่อหลายคน สร้างคุณงามความดีให้กับประเทศอย่างมาก ระบบการฝึกซ้อมนักกีฬาของพวกเขา คุ้มค่าที่จะเรียนรู้และขยายออกไปทำให้เป็นที่นิยมโดยทั่ว”

นอกจากโค้ชอวี๋แล้ว คนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมนั้นต่างพยักหน้าเห็นด้วย

ทั้งกว่างตงและกว่างซีแต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นมณฑลที่การวิ่งระยะสั้นแข็งแกร่ง เมื่อพูดถึงในปัจจุบัน นักวิ่งที่มีชื่อเสียงในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเฉินเจี้ยน หยิ่นฮั่นเจา หลิวหยางต่างก็มาจากกว่างตงทั้งสิ้น และในหมู่นักกีฬาที่ยังเด็ก เช่น เวินหย่งอี้ เหลียงเจียหง ต่างก็มาจากกว่างตง และในอนาคตลมกรดซูนักวิ่งอันดับหนึ่งที่วิ่งได้ 9.99 วินาทีเองก็มาจากกว่างตง

โค้ชหยวนของทีมกรีฑากว่างตงนำเอาการฝึกของฮ่องกงมาใช้ ผลิตนักกีฬาชั้นยอดออกมากลุ่มหนึ่ง นักกีฬาที่เก่งๆ ยิ่งมีมาก เวลาที่ทำออกมาก็ยิ่งดี อำนาจการต่อรองในทีมชาติก็จะสูง ยิ่งไปกว่านั้นกว่างตงเป็นหนึ่งในมณฑลที่เศรษฐกิจดีที่สุด ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะในสมาคมกรีฑาหรือสำนักงานการกีฬาแห่งชาติ กว่างตงล้วนมีเส้นสายและความสัมพันธ์ที่ดี

หัวหน้าหม่าเองก็มีตำแหน่งในสมาคมกรีฑาที่สูง ย่อมต้องรู้ว่าในหมู่คนระดับสูงของสมาคมกรีฑา ส่วนใหญ่ก็ได้มีการเลือกเอาเฉินเจี้ยนไปแข่งโอลิมปิกที่เอเธนส์อย่างลับๆ ไว้แล้ว ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบแทนมณฑลกว่างตงโดยมอบเกียรติอันนี้ให้ ความสามารถของเฉินเจี้ยนสามารถเข้าไปแข่งโอลิมปิกได้อย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นในระดับสูงของสำนักงานกลางการกีฬาแห่งชาติ หรือนักกีฬาคนอื่นๆ ที่ทางสมาคมกรีฑาจะส่งไปต่างก็ไฟเขียวให้

“จางกว้านปีนี้อายุ 17 ปี เมื่อถึงโอลิมปิกที่จะจัดขึ้นที่ปักกิ่งในอีก 5 ข้างหน้า เขาก็เพิ่งจะอายุ 22 ปี เป็นช่วงอายุที่เหมาะที่สุดในการวิ่งระยะสั้น บางทีถ้าเราส่งเขาไปแข่งโอลิมปิกครั้งนี้มันจะเร็วเกินไป”

ระหว่างเหรียญรางวัลกับการฝึกซ้อมนักกีฬา หัวหน้าหม่าทำการตัดสินใจ

หัวหน้าหม่าพูด “อย่างที่หัวหน้าทางว่า การฝึกฝนนักกีฬาขึ้นมาสักคนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่นึกจะทำก็ทำได้สำเร็จ ถึงแม้จะเป็นเด็กมีพรสวรรค์ ก็ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะกลายเป็นนักกีฬาระดับนานาชาติ ในการแข่งวิ่ง 100 เมตรชาย ระดับนักกีฬายิ่งสูงการทำเวลาออกมาให้ดีขึ้นก็จะยิ่งยาก ดังนั้นภายในระยะเวลาอันสั้นระดับของจางกว้านคงจะเพิ่มไม่ได้มาก แถมจางกว้านเองก็ยังเด็กมาก ยังมีปัจจัยที่ไม่แน่นอนอีกหลายอย่างในตัวเขา ครั้งนี้ผมจะยังไม่ส่งเขาลงแข่ง อายุยังน้อย อนาคตมีโอกาสอีกเยอะ ไม่ใช่ว่ามีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวซะเมื่อไร”

หัวหน้าหม่าพูดแล้วหันไปมองทางโค้ชอวี๋ที่ดูไม่สบอารมณ์ จากนั้นพูดต่อว่า “แต่ว่าที่จางกว้านทำลายสถิติประเทศได้ ก็ต้องให้รางวัลเขาเหมือนกัน ผมได้รายงานกับทางสมาคมกรีฑาไปแล้วว่าจะให้เงินรางวัล 100,000 หยวน และยังจะให้เงินสนับสนุนพิเศษสำหรับการฝึกซ้อมอีก 200,000 หยวน ทางหัวหน้าสมาคมเองก็คงไม่มีปัญหา อีกทั้งผมคิดว่า นักกีฬาที่มีศักยภาพยอดเยี่ยมอย่างจางกว้าน การแข่งโอลิมปิกในอนาคตที่จะจัดขึ้นที่ปักกิ่งจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

โค้ชอวี๋พยักหน้า แสดงออกว่าเห็นด้วยกับหัวหน้าหม่า เขาทราบดีว่าโอลิมปิกในอีก 5 ปีข้างหน้าที่จะจัดขึ้นที่ปักกิ่งสำคัญขนาดไหน การได้ไปอยู่ในสนามรังนกนั้นมีความหมายเป็นอย่างมาก หากเอาตามที่สำนักงานการกีฬาแห่งชาติวางแผนเอาไว้ หัวหน้าหม่ายังคงเป็นคนคุมทัพนักกรีฑาเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกที่จะจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ดังนั้นที่หัวหน้าหม่าบอกว่าจะให้สิทธิพิเศษในการเข้าไปแข่งโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่งนี้ นับว่าเป็นการตอบแทนจางกว้านอย่างเหมาะสม

.....

ผลลัพธ์ที่ออกมานี้ไม่เหนือไปจากที่อาจารย์เฉินคาดการณ์ไว้ เขาเอาผลสรุปนี้และเหตุผลทุกๆ ข้อบอกกับจางกว้านอย่างชัดเจน

“ที่ไม่ส่งเธอไปลงแข่ง อย่างน้อยก็ยังได้เหรียญในการวิ่งผลัด 4x100 เมตรติดมือกลับมา ถ้าส่งเธอไปแม้แต่เหรียญนี้ก็อาจจะไม่ได้ และถ้าดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ เรื่องที่เธอได้ไปแข่งโอลิมปิกในปีหน้าที่กรุงเอเธนส์ กลัวว่าจะไม่ค่อยมีหวังเหมือนกัน”

อาจารย์เฉินนิ่งไปครู่ ก่อนจะพูดอย่างจริงจังขึ้นมาว่า “เสี่ยวจาง จำเอาไว้ให้ดี กีฬามันก็โหดร้ายอย่างนี้แหละ แม่น้ำทั้งห้าอะไรก็ชักเอามาพูดจนหมด สำหรับนักกีฬาอย่างเราควรจะว่ากันเรื่องคะแนนหรือเวลาที่ทำออกมาได้ เพื่อเหรียญวิ่งผลัด 4x100 เมตรเพียงเหรียญเดียวทำให้เธอเสียโอกาสที่จะได้ไปแข่ง และด้วยเหตุผลอะไรไม่รู้ อาจจะทำให้เธอเสียโอกาสที่จะได้ไปแข่งโอลิมปิก ถ้าเธอไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก ก็ต้องขยันฝึกให้หนัก แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ในการแข่งทุกๆ รายการต้องได้เหรียญรางวัลถึงจะใช้ได้ เมื่อเธอยืนอยู่ในจุดสูงสุดของระดับโลก เธอถึงจะสามารถกำหนดชีวิตตัวเองได้อย่างแท้จริง เมื่อถึงตอนนั้น การที่เธอจะเข้าแข่งขันหรือไม่จะไม่ใช่คนอื่นมาตัดสินใจแล้ว แต่เป็นตัวเธอเองที่มีสิทธิ์ในการตัดสินใจ!”

จางกว้านพยักหน้า “อาจารย์เฉินวางใจได้ วันนั้นจะมาถึงในอีกไม่ช้า....”

......................................................

[1] เป็นการเปรียบเปรย เพราะว่าดอกโบวตั๋นจะบานในช่วงกลางคืนและเหี่ยวเฉาในเวลาเช้าเมื่อเจอกับแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นมากๆ จึงนำมาเปรียบเปรยกับเรื่องราวที่ทำให้ประทับใจอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาที่สั้นมากเหลือเกิน

devc-1b3c75c7-32954เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด! ตอนที่ 12