เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด! ตอนที่ 20
ตอนที่ 20 ความวุ่นวายก่อตัวขึ้น
ในบรรดาหนังสือพิมพ์ของญี่ปุ่น หนังสือพิมพ์ห้าเจ้าใหญ่ๆ ได้แก่ ‘หนังสือพิมพ์โยมิอุริ’ ‘หนังสือพิมพ์อาซาฮี’ ‘หนังสือพิมพ์ซันไค’ ‘หนังสือพิมพ์มาอินิชิ’ และ ‘หนังสือพิมพ์นิคเคอิ’ ต่างก็มีหนังสือพิมพ์ฉบับเย็นเป็นของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพ์ที่เป็นฉบับเย็นโดยเฉพาะคือ ‘หนังสือพิมพ์ยูคัน ฟูจิ’ และ ‘หนังสือพิมพ์ยูคัน เก็นได’
หนังสือพิมพ์ฉบับเย็นของญี่ปุ่นส่วนใหญ่แล้วมีเพื่อรายงานข่าวของประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย เพราะว่าตำแหน่งของประเทศญี่ปุ่นจะค่อนไปทางตะวันออก ดังนั้นหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าจึงไม่สามารถที่จะรายงานข่าวของสื่อในประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียได้ แต่ในตอนที่หนังสือพิมพ์ฉบับเย็นของญี่ปุ่นกำลังเรียงพิมพ์ หนังสือพิมพ์ฉบับเช้าของประเทศอื่นๆ ในเอเชียก็เพิ่งจะออกวางขาย ด้วยเหตุนี้หนังสือพิมพ์ฉบับเย็นของญี่ปุ่นจึงสามารถตีพิมพ์ข่าวล่าสุดในวันนั้นของประเทศอื่นๆ ในเอเชียได้ และก็ด้วยเหตุนี้ทำให้หนังสือพิมพ์ฉบับเย็นของญี่ปุ่นขายดีมาก คนทำงานส่วนใหญ่จะซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับเย็นกันหลังเลิกงาน
ในเวลานี้สื่อบนอินเทอร์เน็ตของหลายๆ ประเทศในเอเชียเพิ่งจะเริ่มทำงาน หนังสือพิมพ์ต่างประเทศยังคงเป็นช่องทางสำคัญในการหาข่าวสารของสื่อญี่ปุ่น และบรรดาประเทศในเอเชีย หนังสือพิมพ์ของฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และอินเดียที่ใช้ภาษาอังกฤษกลายเป็นแหล่งข่าวสำคัญในการหาข่าวสารของหนังสือพิมพ์ฉบับเย็นของญี่ปุ่น โดยเฉพาะสื่อของทางฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพวกเกลียดจีนรักญี่ปุ่นยิ่งเป็นที่ชื่นชอบของทางสื่อญี่ปุ่น
ขณะนี้ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ทามาอินากะ ซาชิรองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์โยมิอุริกำลังนั่งพิงอยู่บนเก้าอี้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับวันนี้ของฟิลิปปินส์ที่ส่งมาทางเครื่องบินอย่างละเอียด
‘หยิ่งผยองหรือว่าเก่งจริง นักกีฬาวิ่ง 100 เมตรจีนประกาศจะคว้าชัย’ ‘ความเพ้อฝันของนักวิ่งจีน ทำลายสถิติวิ่ง 100 เมตรของเอเชีย’ ‘นักวิ่งจีนประกาศกร้าว จะทำลายสถิติวิ่ง 100 เมตรของเอเชียในการแข่งชิงแชมป์เอเชียคราวนี้’ หนังสือพิมพ์หลายฉบับของฟิลิปปินส์ล้วนมีชื่อนักกีฬาของจีนคนนี้ ซาชิเอาหนังสือพิมพ์เหล่านั้นเรียงไว้ด้วยกัน ก้มหน้าครุ่นคิดสักครู่ จากนั้นยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา
“นี่ผมทามาอินากะ ซาชิ ให้คุณมุรายามะที่เป็นนักข่าวกีฬาเข้ามาหาผมที่ออฟฟิศหน่อย ตรงนี้มีข่าวที่น่าสนใจอยู่หลายอัน ผมคิดว่าเหมาะที่จะตีพิมพ์ แล้วเดี๋ยวเราเพิ่มบทวิจารณ์เข้าไปหน่อย”
.....
แต่วันนี้ในประเทศจีนกลับไม่ใช่วันพิเศษอะไร สำหรับนักข่าวส่วนใหญ่ในประเทศแล้ว วันนี้ออกจะเป็นวันที่ค่อนข้างว่างงานเสียด้วยซ้ำ เพราะว่าทั้งในและนอกประเทศไม่มีข่าวการแข่งขันที่สำคัญอะไรน่ารายงาน
การแข่งเทนนิสรายการ US Open เพิ่งจะจบไป ส่วนรายการ China Open และ Shanghai Masters ต้องรอจนถึงปลายปีจึงจะเริ่มแข่ง การแข่งบาสฯ NBA ก็ยังอีกนาน เหยาหมิง[1]เองก็อยู่ในช่วงลาพัก วอลเลย์บอลหญิงรายการชิงแชมป์โลกก็อีกสองวันถึงจะเริ่มแข่ง เดิมที่มีการแข่งขันฟุตบอลรายการ Asian cup รอบคัดเลือก แต่เพราะการแข่งรายการ Asian cup ในปีหน้านี้จะจัดขึ้นที่ประเทศจีน ทีมชาติจีนในฐานะเจ้าบ้านจึงไม่ต้องแข่งรอบคัดเลือก ดังนั้นช่วงนี้จึงเหมือนเป็นช่วงว่างจากการแข่งขัน เหล่าบรรณาธิการสื่อกีฬาจึงพากันว่างงานกันเป็นแถว
อู๋เลี่ยงรับผิดชอบเป็นบรรณาธิการอยู่ในเว็บบอร์ดกีฬาที่มีชื่อเสียงเว็บหนึ่งบนอินเทอร์เน็ต เขาย่อมไม่สามารถทำตัวว่างงานได้เหมือนบรรดาบรรณาธิการที่เป็นลูกน้องเขาเหล่านั้น ดังนั้นเขาจึงจดจ้องไปที่การแข่งกรีฑาชิงแชมป์เอเชียที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจของคนทั่วไป
อู๋เลี่ยงพิงอยู่บนเก้าอี้คอมพิวเตอร์อย่างเกียจคร้าน กำลังดูผลการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์เอเชียของวันที่หนึ่ง พูดพึมพำกับตัวเองว่า ‘ลมกรดหลิวไม่ได้ไปแข่งวิ่งข้ามรั้ว 110 เมตร นักกีฬาที่อยู่ในระดับโอลิมปิกคนอื่นๆ ของทีมชาติก็ไม่ได้ไปแข่งเหมือนกัน การแข่งครั้งนี้ขาดสีสันไปเยอะ ดูไม่ค่อยมีอะไรให้ทำข่าวเลย ไหนดูสื่อของต่างประเทศหน่อยสิว่ามีข่าวอะไรบ้าง’
อู๋เลี่ยงหารายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับการแข่งชิงแชมป์เอเชียจากสื่อของต่างประเทศ
‘เอ๊ะ? จางกว้าน? ไม่เคยได้ยินชื่อคนนี้เลย! วิ่ง 100 เมตร? แล้วยังพูดว่าจะทำลายสถิติของเอเชีย?’ อู๋เลี่ยงอ่านไปเจอข่าวของจางกว้านในสื่อของทางญี่ปุ่นและสื่อในพื้นที่ของทางฟิลิปปินส์
‘สื่อของต่างชาติล้วนแต่นำเสนอข่าวในด้านลบ จางกว้านนี่เป็นใครกัน เท่าที่ฉันรู้การวิ่ง 100 เมตรในประเทศมีเฉินเจี้ยนคนหนึ่งล่ะ แต่จางกว้านนี่โผล่มาจากไหน’ อู๋เลี่ยงรู้สึกแปลกใจ
อู๋เลี่ยงเป็นบรรณาธิการเกี่ยวกับกีฬาระดับอาวุโสคนหนึ่ง เขามีความรู้และเข้าใจในกีฬาทุกๆประเภท แต่กีฬากรีฑาที่เป็นจุดอ่อนของประเทศเรา เขาไม่ค่อยได้ดูสักเท่าไร ทางสื่อเองก็ไม่ค่อยให้ความสนใจคอยติดตาม ด้วยเหตุนี้อู๋เลี่ยงจึงไม่ค่อยทราบเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงในวงการกรีฑา
‘ฉันต้องหาข้อมูลหน่อยว่าจางกว้านคนนี้เป็นใคร’ อู๋เลี่ยงยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา เตรียมที่จะหาข้อมูลของจ้างกว้านผ่านทางเว็บๆ หนึ่งที่ตัวเองรู้จักคนในนั้นเป็นการส่วนตัว
อู๋เลี่ยงนึกถึงระบบการค้นหาข้อมูลของนักกีฬาในระดับประเทศเป็นตัวเลือกแรกในการค้นหาข้อมูล เพราะในนั้นจะมีข้อมูลพื้นฐานของนักกีฬาต่างๆ ในระดับประเทศ ดังนั้นอู๋เลี่ยงจึงติดต่อหาเพื่อนคนหนึ่งที่ตัวเองรู้จักเป็นการส่วนตัวบนอินเทอร์เน็ต เขาคนนี้เป็นทำงานอยู่ฝ่ายเครือข่ายสารสนเทศของสำนักงานการกีฬาแห่งชาติ
จากนั้นไม่กี่นาที อีกฝั่งก็ส่งอีเมลตอบกลับมา ข้อมูลที่หามาได้ทำให้อู๋เลี่ยงต้องตกใจ
‘นักกีฬาระดับสอง? จางกว้านคนนี้เป็นแค่นักกีฬาระดับสองของประเทศ?’ อู๋เลี่ยงขยี้ตาตัวเอง แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้อ่านผิดไป
ฐานข้อมูลของนักกีฬานี้ที่มีอยู่ในตอนนี้เพิ่งจะสร้างขึ้นมา การกำหนดคุณสมบัตินักกีฬาระดับสูงไม่ได้จัดทำขึ้นในทันที แต่ว่าจะอัปเดตข้อมูลสถิติทุกๆ ครึ่งปี จางกว้านครึ่งปีแรกเขาเข้าทดสอบนักกีฬาระดับสอง ดังนั้นในเดือนมิถุนายนเขาจึงลงทะเบียนเป็นนักกีฬาระดับสองของประเทศ
ตามมาตรฐานการคัดเลือกนักกีฬาระดับสูง ในรายการวิ่งระยะสั้นนักกีฬาตั้งแต่ระดับหนึ่งขึ้นไป จะต้องทำเวลาให้ผ่านเกณฑ์ในการแข่งขันที่เป็นทางการถึงจะถูกยอมรับ จางกว้านวิ่งทำลายสถิติประเทศได้ในการแข่งขันรอบคัดเลือกเพื่อไปแข่งชิงแชมป์เอเชีย เวลาที่เขาทำได้นั้นห่างจากเวลามาตรฐานของนักกีฬาระดับนานาชาติซึ่งอยู่ที่ 10.25 วินาทีอยู่เยอะมาก ดังนั้นเขาย่อมถูกได้รับการยอมรับว่าเป็น “นักกีฬาชั้นยอดในระดับนานาชาติ” และการแข่งรอบคัดเลือกเพื่อไปชิงแชมป์เอเชียนี้ ก็จัดขึ้นตอนเดือนกรกฎาคมซึ่งเป็นครึ่งปีหลัง จึงต้องรอจนถึงปลายปีกว่าที่จะมีการอัปเดตข้อมูลของจางกว้าน ฉะนั้นฐานข้อมูลนักกีฬาในตอนนี้ จางกว้านยังเป็นเพียงนักกีฬาระดับสอง
แต่นักกีฬาระดับสองคนนี้กลับทำให้อู๋เลี่ยงนั้นคิดไปไกลมาก
‘นักกีฬาจำนวนมากในประเทศยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าทีมชาติ ยิ่งไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เข้าแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์เอเชีย เขาเป็นแค่นักกีฬาระดับสองทำไมถึงได้เข้าทีมชาติ แล้วทำยังไงถึงได้ไปแข่งที่ต่างประเทศ? ต้องเป็นพวกมีเส้นมีสายแน่ๆ ข่าวนี้ถ้าหากแพร่ออกไป จะกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวของวงการกีฬาในประเทศเรื่องหนึ่ง ฉันจะกลายเป็นฮีโร่ที่เปิดโปงด้านมืดของวงการกีฬา! ยิ่งไปกว่านั้นเป็นเพราะสิ่งที่จางกว้านให้สัมภาษณ์ ทำให้สื่อต่างประเทศจำนวนมากต่างพากันเสนอข่าวด้านลบ นี่ก็เป็นประเด็นที่ร้อนแรงมากเหมือนกัน! เมื่อคิดถึงตรงนี้ อู๋เลี่ยงก็ยิ้มขึ้นมา ในช่วงเวลาที่ว่างจากการแข่งขันอย่างนี้ หากสามารถขุดข้อมูลอื้อฉาวของวงการกีฬาออกมาได้ จะต้องเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างมากแน่ๆ อู๋เลี่ยงมองเห็นโบนัสปลายปีที่กำลังรอเขาอยู่
ดังนั้น อู๋เลี่ยงจึงเปิดไฟล์ขึ้นมาพิมพ์พาดหัวข่าวลงไปทันที
‘ความสามารถตัวเองหรือว่าใต้โต๊ะ? นักกีฬาระดับสองได้เข้าทีมชาติไปแข่งกรีฑาชิงแชมป์เอเชีย’
......
สิ่งที่เหล่าบรรณาธิการของสื่อบนอินเทอร์เน็ตในประเทศชำนาญที่สุดคืออะไร?
แน่นอนว่าคือการ ‘Copy’ และ ‘Paste’
เมื่อบทความของอู๋เลี่ยงอันนี้ถูกอัปโหลดขึ้นสู่อินเทอร์เน็ต ก็ได้รับความสนใจจากเพื่อนร่วมอาชีพโดยทันที
ภายในบทความ มีการเกริ่นนำก่อนว่านักกีฬาของทีมชาติที่ไปเข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้มีนักกีฬาคนหนึ่งชื่อจางกว้าน เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้วพบว่าเขาเป็นเพียงนักกีฬาระดับสองของประเทศเท่านั้น จากนั้นก็ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดนักกีฬาระดับสองของประเทศถึงมีสิทธิ์เข้าร่วมทีมชาติ และทำไมถึงสามารถเป็นตัวแทนของประเทศไปเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ และยังมีการนำเอารายงานข่าวที่ทางสื่อของฟิลิปปินส์และญี่ปุ่นตีพิมพ์ออกมาเปิดเผย ไม่เพียงเท่านี้ยังมีการบอกว่าการที่จางกว้านเป็นตัวแทนประเทศไปแข่งที่ต่างประเทศนั้นไม่เหมาะ ทำให้สื่อของต่างชาตินำเสนอข่าวในด้านลบ ใส่ร้ายป้ายสีคนในประเทศ ทั้งยังมีการกล่าวเป็นนัยๆ ว่าในการคัดเลือกนักกีฬาเข้าทีมชาตินั้นมีเบื้องลึกเบื้องหลัง มีการใช้ใต้โต๊ะ ในบทความมีการแปะรูปข้อมูลนักกีฬาระดับสองของจางกว้าน และมีการขยายตรงวันเวลาที่จางกว้านเข้าทำการทดสอบนักกีฬาระดับสองให้ใหญ่เป็นพิเศษ
ในช่วงเวลาที่เว้นว่างจากงานแข่งขันเช่นนี้ เหล่าสหายบรรณาธิการเมื่อได้เห็นบทความนี้ก็ตื่นเต้นขึ้นมา ขณะที่พวกเขากำลังกังวลว่าไม่รู้จะรายงานข่าวอะไรดี บทความของอู๋เลี่ยงก็เหมือนดั่งฝนที่มาได้จังหวะพอดิบพอดี
โดยทั่วไปแล้วข่าวฉาวของหน่วยงานรัฐบาล มักจะเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วๆ ไปที่ไม่รู้ความจริง ในขณะเดียวกันก็สามารถดึงดูดบรรดานักเลงคีย์บอร์ดได้ง่าย
.....
ตามตารางการแข่งขัน ตอนเช้าจางกว้านต้องแข่งวิ่งผลัด 4x100 เมตรรอบแรก แล้วตอนบ่ายยังต้องแข่งวิ่ง 100 เมตรรอบรองชนะเลิศ
การแข่งวิ่งผลัด 4x100 เมตรมีประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 16 ประเทศ แปดทีมแรกที่ทำเวลาได้ดีที่สุดจะได้ไปแข่งรอบชิงชนะเลิศ ในรายการวิ่งผลัดของเอเชีย ทีมญี่ปุ่นถือว่าแข็งแกร่งที่สุด ทีมจีน คาซัคสถานและซาอุดีอาระเบียถือว่าเป็นทีมที่แข็งแกร่งรองลงมา ประเทศไทย กาตาร์ บาห์เรน ถือว่าอยู่ในอันดับท้ายๆ ของเอเชีย แต่ประเทศอย่างอินเดีย ฟิลิปปินส์นั้นถือได้ว่าเป็นเพียงไม้ประดับประจำการแข่งขัน
เนื่องจากเป็นการคัดเลือกทีมจากการทำเวลาที่ดีที่สุดแปดทีม ดังนั้นการแบ่งกลุ่มจึงดูเหมือนจะไม่ค่อยจำเป็นเท่าไร ทีมจีนถึงแม้จะไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับทีมญี่ปุ่น แต่ก็อยู่กลุ่มเดียวกับทีมที่แข็งแกร่งอย่างคาซัคสถานและซาอุดีอาระเบีย นอกจากนั้นในกลุ่มนี้ยังมีสิงคโปร์ อินเดีย อุซเบกิสสถาน เกาหลีใต้และไต้หวัน ห้าทีมหลังนี่ดูแล้วยากที่จะได้เข้าไปแข่งในรอบชิงชนะเลิศ
บนสนามแข่ง จางกว้านมองนักกีฬาที่อยู่รอบๆ ทันใดนั้นเขาพบนักกีฬาผิวดำคนหนึ่งยืนอยู่ตรงเขตเตรียมตัววิ่ง เมื่อมองอย่างละเอียด เห็นว่าบนเสื้อนักกีฬาของเขาแปะชื่อประเทศซาอุดีอาระเบีย
จางกว้านเดินไปใกล้เฉินเจี้ยน ถามเสียงเบาๆ ว่า “พี่เฉิน นี่มันการแข่งชิงแชมป์เอเชียไม่ใช่เหรอ ทำไมมีคนดำล่ะ?”
เฉินเจี้ยนเงยหน้าขึ้นมอง “ที่นายพูดถึงคือยาย่า ฮาบีบของทางซาอุดีอาระเบีย สัญชาติเดิมของเขาคือไนจีเรีย แล้วเปลี่ยนสัญชาติมาเป็นซาอุดีอาระเบีย นักกีฬาของประเทศเขาทั้งอับดุลละและมูบารักต่างก็เป็นนักวิ่งที่มีชื่อเสียงในเอเชีย ถ้าหากมีฮาบีบคนนี้ ก็จะยิ่งเหมือนเสือติดปีก จะว่าไปแล้วนายน่าจะไม่เคยแข่งกับนักกีฬาแอฟริกา”
จางกว้านส่ายหน้าตอบว่า “ไม่เคยครับ ฮาบีบนี่เป็นนักวิ่งผิวดำคนแรกที่ผมเคยเจอ”
เฉินเจี้ยนอธิบายเสียงเบาอีกว่า “ความสุดยอดของนักกีฬาผิวดำในการวิ่งระยะสั้นนั้นเป็นที่รู้กันดี โดยเฉพาะจังหวะการก้าวเท้าที่เร็วมาก พละกำลังในการถีบตังสูงมาก นี่เป็นสิ่งที่นักวิ่งเอเชียอย่างเราๆ ไม่อาจสู้ได้ แต่จะว่าไปแล้ว หลังจากที่นายเร่งความเร็ว จังหวะของนายรู้สึกคล้ายกับนักกีฬาผิวดำมาก”
.................................
[1]เหยาหมิง คือ นักกีฬาบาสเก็ตบอลที่มีชื่อเสียงอย่างมากคนหนึ่งของจีน