เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด! ตอนที่ 19
ตอนที่ 19 ข่าวด้านลบ
“ที่ 1? คุณพูดว่าที่ 1? นักข่าวหญิงถามย้ำ เหมือนจะไม่เชื่อหูตัวเอง
จางกว้านพยักหน้า “มาแข่งขันก็แน่นอนว่าต้องอยากได้ที่ 1 ครับ”
หากเป็นเซ็ทสุกุ ชินโกะของทางญี่ปุ่นตอบอย่างนี้ นักข่าวหญิงบางทีอาจจะไม่แปลกใจขนาดนี้ แต่จางกว้านพูดเช่นนี้ทำให้นักข่าวหญิงรู้สึกประหลาดใจมาก คิดว่าเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างหน้าช่างไม่รู้จักประมาณตน
‘อวดดีจริงๆ หรือว่าเขาคิดว่าจะเอาชนะนักวิ่งญี่ปุ่นได้?’ มีความดูถูกปรากฏขึ้นมาในสายตาของนักข่าวหญิง
สิงคโปร์ถึงแม้จะอยู่ในทวีปเอเชีย แต่คนสิงคโปร์กลับดูถูกประเทศอื่นๆ ในที่ไม่ใช่ญี่ปุ่น โดยเฉพาะประเทศจีน ถึงแม้จะมาจากโคตรเหง้าเดียวกัน แต่ความรู้สึกดูถูกคนจีนของคนสิงคโปร์นั้นมีพอๆ กับคนฟิลิปปินส์
ภายในใจของนักข่าวหญิงชาวสิงคโปร์คนนี้ยังมีความถือดีและความรู้สึกที่ดูถูกคนจีนอยู่ นักข่าวหญิงเหมือนจะไม่ยอมรับในคำตอบของจางกว้าน จึงถามต่อว่า “นักวิ่งญี่ปุ่นเป็นอันดับ 1 ในการแข่งวิ่งระยะสั้นของเอเชียมาโดยตลอด อย่างนี้แล้วคุณคิดว่าจะเอาชนะนักวิ่งญี่ปุ่นได้เหรอคะ?”
หากเป็นคนที่มีประสบการณ์เคยเผชิญหน้ากับพวกสื่อมวลชนแล้วล่ะก็ จะต้องฟังออกว่านักข่าวหญิงจงใจวางกับดักเอาไว้ในคำถาม อันที่จริงแล้วคำถามเดิมที่เธอเตรียมไว้คือ ‘มีความมั่นใจพอที่จะเอาชนะทีมญี่ปุ่นได้หรือไม่’ แต่หลังจากที่ได้ยินจางกว้านบอกว่าจะเป็นแชมป์ นักข่าวหญิงก็จงใจเปลี่ยนวิธีถาม มีการถามเพื่อชี้นำจางกว้าน
“ผมทำได้ครับ เป้าหมายของผมก็คือเป็นที่ 1” จางกว้านตอบไปโดยไม่ได้รู้สึกถึงหลุมพรางที่นักข่าวหญิงขุดเอาไว้
นักข่าวหญิงได้คำตอบที่เธอพึงพอใจ แต่เหมือนจะยังไม่พอ ดังนั้นจึงถามต่อว่า “ปัจจุบันสถิติในการวิ่ง 100 เมตรของเอเชียเป็นของอิโต โคจิทำไว้อยู่ที่ 10 วินาที เมื่อครู่คุณบอกว่าจะเอาชนะนักวิ่งญี่ปุ่น คุณคิดว่าในการแข่งชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้ คุณสามารถไล่ตามสถิติของอิโค โคจินี้ได้ทันหรือไม่ หรือยิ่งกว่านั้นคุณคิดว่าจะสามารถแซงอิโต โคจิได้หรือไม่คะ โดยวิ่งทำเวลาได้ต่ำกว่า 10 วินาที”
นี่ก็เป็นคำถามที่มีหลุมพรางอยู่เหมือนกัน เดิมทีนักข่าวหญิงจะถามว่า ‘มีความมั่นใจหรือไม่ที่จะทำลายสถิติเอเชียของอิโต โคจิที่ทำเวลาไว้อยู่ที่ 10 วินาที’ แต่นักข่าวสาวกลับเปลี่ยนใจความของคำถาม ไม่เพียงจะถามเพื่อชี้นำ ซ้ำยังกำหนดเวลาไว้ว่าต้องเป็นการแข่งชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้
ในคำถามของนักข่าวหญิงมีการเน้นที่ “นักวิ่งญี่ปุ่น” สี่พยางค์นี้ จุดประสงค์ก็เพื่อให้จางกว้านขายหน้า เมื่อครู่จางกว้านเพิ่งพูดว่าจะเอาชนะนักวิ่งญี่ปุ่น หากคำถามนี้เค้าตอบว่าไม่ได้ มันก็จะขัดกับคำตอบของเขาก่อนหน้านี้
นักข่าวหญิงใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องมองไปที่จางกว้าน เตรียมตัวลิ้มรสความขายหน้าของเขา แต่เธอกลับเห็นสีหน้าที่แน่วแน่ของจางกว้านแทน
“ผมต้องทำลายสถิติเอเชียแน่นอนครับ!” จางกว้านตอบ
สำหรับจางกว้านแล้ว การทำลายสถิติเอเชียไม่เพียงแต่จะเป็นเกียรติยศชื่อเสียง แต่ยังเพื่อที่จะผ่านภารกิจในระบบด้วย
ฟังคำตอบของจางกว้านแล้ว นักข่าวหญิงมองจางกว้านอย่างแปลกใจ ในสายตาแฝงไปด้วยความรู้สึกดูแคลน
‘อย่างเธอเหรอจะทำลายสถิติเอเชีย? อย่างเธอเหรอคู่ควรจะไปทำลายสถิติโลก! พวกคนจีนโง่เง่าล้าหลัง’ นักข่าวหญิงแอบคิดอยู่ภายในใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา
“ขอบคุณสำหรับการสัมภาษณ์นะคะ” นักข่าวหญิงยิ้มอย่างมีมารยาท เธอรู้ว่าเนื้อหาการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ พวกสื่อที่ไม่ชอบคนจีนจะต้องชอบแน่ๆ
.....
ในทุกๆ วันตอนเย็น ทางคณะกรรมการที่จัดการแข่งขันจะมีการออกข่าวทางสื่อให้ประชาชนได้ทราบ เช่น ผลการแข่งขันในแต่ละวัน ข่าวสารการแข่งขันในวันต่อมา และบทสัมภาษณ์นักกีฬาและอื่นๆ อีก ส่วนช่องทางหลักในการออกข่าวคือหนังสือพิมพ์ของทางสมาคมกรีฑาเอเชีย โดยทุกๆ วันจะตีพิมพ์หนังสือพิมพ์หนาๆ ออกมาหนึ่งฉบับ ทุกๆ ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันจะได้คนละ 1 ฉบับ นักข่าวของทุกประเทศที่ก่อนหน้าการแข่งขันได้ลงทะเบียนกับทางคณะกรรมการของสมาคมฯ ไว้จะได้อีก 1 ฉบับ หากคนทั่วไปอยากจะได้หนังสือพิมพ์ของทางสมาคมฯ จะต้องเสียเงินซื้อ
‘The Manila Times’ เป็นหนังสือพิมพ์ที่มียอดจัดจำหน่ายสูงมากในฟิลิปปินส์ ในตอนนี้เรมอนด์ที่เป็นบรรณาธิการหลักกำลังพลิกอ่านหนังสือพิมพ์ที่ทางคณะกรรมการจัดการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้ส่งมาให้
‘ถึงแม้การแข่งขันจะจัดขึ้นที่ฟิลิปปินส์ แต่เรากลับไม่ได้รางวัลแม้แต่เหรียญเดียว’ เรมอนด์พลิกไปอ่านข่าวการแข่งขันซึ่งทำให้เขารู้สึกเสียใจ แต่เมื่อได้อ่านบทสัมภาษณ์นักกีฬาที่อยู่ด้านหลัง บทสัมภาษณ์ของจางกว้านก็ดึงดูดสายตาของเขาเอาไว้ทันที
‘คนจีนคนนี้โอ้อวดจริงๆ พูดมาได้ว่าจะคว้าแชมป์วิ่ง 100 เมตร! ตลกจริงๆ! เขาคิดว่าเขาจะเอาชนะนักวิ่งญี่ปุ่นได้เหรอเนี่ย?’ เรมอนด์อ่านไล่ลงมา สายตาไปสะดุดอยู่ที่ประโยคสุดท้าย
‘ทำลายสถิติเอเชีย’ ทันใดนั้นในหัวของเรมอนด์ที่คร่ำหวอดอยู่ในด้านสื่อมวลชนมาอย่างยาวนาน ก็คิดพาดหัวข่าวที่สามารถดึงดูดความสนใจคนอ่านได้ดีทีเดียว เขาหยิบปากกาขึ้นมา เขียนพาดหัวข่าวที่เขาเพิ่งคิดได้ลงไปบนสมุดฉีก
‘นักวิ่งจีนประกาศกร้าว : จะทำลายสถิติวิ่ง 100 เมตรของเอเชียในการแข่งชิงแชมป์เอเชียคราวนี้’
เรมอนต์สะบัดปากกาเขียนรายงานข่าวขึ้นมาด้วยตัวเอง โดยเน้นไปที่จางกว้านบอกว่าจะ ‘ทำลายสถิติ’ เป็นพิเศษ ในเนื้อหามีการใช้คำพูดที่ดูถูกและป้ายสีให้อับอายมาเสียดสีจางกว้านไปจนถึงทีมชาติจีนทั้งทีม ในช่วงสรุปตอนสุดท้ายไม่เพียงแต่จะบอกผู้อ่านว่าจางกว้านเป็นคนที่หยิ่งผยองไม่ประมาณตน ทั้งยังเป็นนักกีฬาที่ไม่ซื่อสัตย์อีกด้วย
แต่ไหนแต่ไรสื่อของฟิลิปปินส์ก็ไม่ค่อยมีจรรยาบรรณอยู่แล้ว อย่างเช่นเรมอนด์คนนี้ที่ใช้ตัวหนังสือเพียงตัวสองตัวก็สามารถเขียนทำให้คนเข้าใจผิดได้อย่างช่ำชอง อีกทั้งฟิลิปปินส์ยังเป็นประเทศที่ไม่ชอบคนจีนอันดับต้นๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข่าวที่เป็นด้านลบของประเทศจีนพวกเขาจะชื่นชอบมาก พยายามใช้ทุกโอกาสในการป้ายสีประเทศจีน ยิ่งถ้าเป็นข่าวประเภทนี้ ก็จะยิ่งถูกใจผู้อ่านชาวฟิลิปปินส์ อีกทั้งสื่อของทางตะวันตกเองก็ชอบที่จะเล่นข่าวอย่างนี้เหมือนกัน ดังนั้นข่าวประเภทนี้จะมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในเรื่องยอดขายและความมีชื่อเสียงของหนังสือพิมพ์
หนังสือพิมพ์ที่ไม่มีจรรยาบรรณของฟิลิปปินส์ไม่ใช่แค่ที่นี่ที่เดียว ยังมีคนทำข่าวที่ไร้จรรยาบรรณยิ่งกว่าเรมอนด์อยู่อีก และเนื่องจากนักกีฬาดังๆ ไม่มาแข่งชิงแชมป์เอเชียคราวนี้ ทำให้งานแข่งไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น พวกสื่อต่างๆ เลยต้องหาประเด็นอะไรสักอย่างมาดึงดูดผู้อ่าน เหมือนบทสัมภาษณ์ของจางกว้านฉบับนี้ ที่พริบตาเดียวก็ถูกสื่อไม่มีจรรยาบรรณพวกนี้เขียนปลุกปั่นจนเกิดความสับสน
.....
หัวหน้าหม่าแต่ไหนแต่ไรมีนิสัยชอบกินข้าวเช้าไปอ่านหนังสือพิมพ์ไป ดังนั้นในตอนเช้าตรู่ เขาจึงหามุมในห้องอาหารบุฟเฟต์ของโรงแรม พลิกอ่านหนังสือพิมพ์ที่อยู่ในมือ
หนังสือพิมพ์ของฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นภาษาอังกฤษ ฉบับภาษาจีนมีน้อยมาก หลักๆ ก็จะขายให้แต่คนจีนที่อยู่ในฟิลิปปินส์ หัวหน้าหม่ารู้สึกไม่สนใจหนังสือพิมพ์ภาษาจีน เขาเปิดอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ทันใดนั้นพาดหัวข่าวอันหนึ่งก็ดึงดูดความสนใจของหัวหน้าหม่าเอาไว้
‘หยิ่งผยองหรือว่าเก่งจริง นักกีฬาวิ่ง 100 เมตรจีนประกาศจะคว้าชัย’
หันหน้าหม่าอ่านบทความไล่ลงมา เนื้อหาหลักคือรายงานสิ่งที่จางกว้านให้สัมภาษณ์ แล้วยกเอาเวลาที่ทีมญี่ปุ่นเคยทำได้ จากนั้นจึงเปรียบเทียบถึงความต่างในการวิ่ง 100 เมตรของจีนกับญี่ปุ่นสองประเทศ สุดท้ายได้ข้อสรุปมาข้อหนึ่ง นั่นก็คือสิ่งที่จางกว้านประกาศว่าจะคว้าแชมป์ในการแข่งล้วนเป็นความหยิ่งผยองที่เป็นเรื่องตลก
หัวหน้าหม่าส่ายหัวอย่างเอือมระอา เขาเคยนำทีมชาติไปแข่งกรีฑาในประเทศต่างๆ แล้วก็ได้เห็นการเสนอข่าวด้านลบของสื่อต่างชาติอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นเขาจึงไม่ให้ความสำคัญกับรายงานข่าวฉบับนี้
‘ทหารที่ไม่อยากเป็นแม่ทัพไม่ใช่ทหารดี คนหนุ่มมันก็ต้องมีความรู้สึกอยากต่อสู้ถึงจะถูก แค่คำพูดว่าอยากจะเป็นแชมป์เท่านั้นก็ใส่สีตีไข่จนกลายเป็นอย่างนี้’ หัวหน้าหม่าพูดกับตัวเอง
‘ความเพ้อฝันของนักวิ่งจีน ทำลายสถิติวิ่ง 100 เมตรของเอเชีย’
‘จางกว้านอีกแล้วเหรอ?’ หัวหน้าหม่าไล่อ่านต่อไปด้านล่าง รายงานข่าวนี้ก็ไม่ต่างจากฉบับก่อนหน้าเท่าไร เอาจางกว้านไปเปรียบเทียบกับอิโต โคจิที่เป็นเจ้าของสถิติวิ่ง 100 เมตรของเอเชียคนก่อนหน้า สรุปตอนท้ายบอกว่าที่จางกว้านจะทำลายสถิติวิ่ง 100 เมตรของเอเชียล้วนเป็นเรื่องเพ้อฝัน
‘เหอะ เพ้อฝันอย่างนั้นเหรอ? สถิติวิ่งข้ามรั้ว 110 เมตรของเอเชียก็ถูกพวกเราทำลายลงไปแล้ว วิ่ง 100 เมตรก็อีกไม่นานหรอก’ หัวหน้าหม่าแอบคิดอยู่ภายในใจ ถึงแม้จะพูดได้ไม่เต็มปาก แต่ก็พอจะมีความมั่นใจอยู่บ้าง
หัวหน้าหม่าวางหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ลงอย่างเอือมๆ แล้วหยิบฉบับที่สามขึ้นมา
‘นักวิ่งจีนประกาศกร้าว : จะทำลายสถิติวิ่ง 100 เมตรของเอเชียในการแข่งชิงแชมป์เอเชียคราวนี้’
‘นี่มันอะไรกัน?’ หัวหน้าหม่ารีบอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับนี้อย่างรวดเร็วแล้วรีบวางลงไป
‘เด็กหนอเด็ก สงสัยจะโดนนักข่าวพวกนั้นใช้อุบายหลอกถาม ยิ่งอยู่ต่างประเทศ จะพูดอะไรก็ต้องคิดให้เยอะ เราจะเตือนเขาดีไหม? ให้เขารู้ตัว’ หัวหน้าหม่าก้มหน้าครุ่นคิด
แต่เขาก็คิดได้ นี่เป็นครั้งแรกที่จางกว้านไปแข่งที่ต่างประเทศ ก่อนหน้านี้เนื่องจากต้องรีบไปฝึกซ้อมวิ่งผลัด 4x100 เมตร เลยไม่ได้เข้าอบรมนักกีฬา การที่ไม่รู้ว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูดก็เป็นเรื่องที่สมควร ดังนั้นเรื่องนี้จะไปโทษจางกว้านทั้งหมดก็ไม่ได้
‘รอกลับถึงประเทศค่อยให้เขาเข้าอบรมว่าควรพูดอย่างไรเวลาให้สัมภาษณ์ แต่ว่าวันนี้จางกว้านต้องแข่งวิ่งผลัด 4x100 เมตรรอบแรก ตอนบ่ายยังต้องแข่งวิ่ง 100 เมตรรอบรองชนะเลิศ เรื่องนี้อย่าเพิ่งบอกให้เขารู้เลย จะได้ไม่กระทบกับฟอร์มการวิ่งของเขา’ หัวหน้าหม่าคิดถึงตรงนี้ ก็พับหนังสือพิมพ์เหล่านั้นเก็บลงไปในกระเป๋า
ในขณะเดียวกัน ที่ร้านอาหารในที่พักของทีมญี่ปุ่น หัวหน้าโค้ชโคบายาชิ ฮิโรคาสุส่งหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งให้กับทาคาโน สุสุมุ พูดว่า “ทาคาโน นายอ่านข่าวนี้สิ”
สุสุมุรับหนังสือพิมพ์มาจากฮิโรคาสุอย่างนอบน้อม เขาอ่านอย่างละเอียด ครู่เดียวก็เงยหน้าขึ้นมาพูดกับฮิโรคาสุว่า “โค้ชครับ ถึงแม้ผมเองก็คิดว่าจางกว้านไม่สามารถทำลายสถิติเอเชียได้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าจางกว้านเป็นนักวิ่งที่มีความสามารถคนหนึ่ง คนฟิลิปปินส์ที่กีฬากรีฑายังอยู่ในระดับล่างอย่างนี้ มีสิทธิ์อะไรมาวิพากษ์วิจารณ์จางกว้านเสียๆ หายๆ แล้วเขายังใช้คำพูดมาใส่ร้ายป้ายสีนักกีฬาที่มีความสามารถอีก ช่างไม่มีจรรยาบรรณเอาเสียเลย”
วัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นแต่ไหนแต่ไรมาจะชื่นชมผู้ที่แข็งแกร่ง ในเวลาเดียวกันก็ดูถูกผู้ที่อ่อนแอกว่า ในสายตาของสุสุมุ ประเทศที่ระดับของกีฬาต่ำเตี้ยอย่างฟิลิปปินส์นั้นถูกมองว่าเป็นผู้อ่อนแอ จางกว้านที่วิ่งได้ต่ำกว่า 10.10 วินาทีถือว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง อย่างน้อยควรได้รับความเคารพถึงจะถูก แต่พวกอ่อนแออย่างฟิลิปปินส์กลับไปใส่ร้ายป้ายสีผู้ที่แข็งแกร่งกว่าอย่างหน้าไม่อาย นับเป็นพฤติกรรมที่ไร้จรรยาบรรณมาก
“ทาคาโน ที่นี่ไม่ใช่ญี่ปุ่น ที่นี่มันฟิลิปปินส์” ฮิโรคาสุยิ้มๆ แล้วพูดต่อว่า “หรือเธอคิดว่าพวกฟิลิปปินส์เป็นพวกมี จรรยาบรรณ”
ฮิโรคาสุยื่นหนังสือพิมพ์อีกสองสามฉบับให้สุสุมุ พูดว่า “นายดูสิ ทุกฉบับเขียนแทบจะเหมือนกัน คนจีนเป็นคนรักหน้าตามาก ครั้งนี้ฉันคิดว่าจางกว้านคนนั้นลำบากแล้วล่ะ”
...........................