เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด!

เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด! ตอนที่ 9

#9เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด!

ตอนที่ 9 ทำลายสถิติ

วันที่สอง ตอนเช้ามีการแข่งรอบตัดสินของการแข่งประเภทลู่และวิ่งระยะไกลก่อน การแข่งวิ่ง 100 เมตรชายรอบชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นช่วงบ่าย

การแข่งครั้งนี้นอกจากจางกว้านแล้วก็ไม่มีม้ามืดคนอื่นอีก ในการแข่งรอบตัดเชือกล้วนแต่เป็นหน้าเดิมๆ เมื่อมาถึงรอบนี้ คนที่อยู่บนสนามล้วนเป็นนักวิ่ง 100 เมตรชายระดับต้นๆ ของประเทศทั้งสิ้น แล้วก็ยังเป็นการต่อสู้กันระหว่างนักวิ่งระดับสูงสุดในประเทศอีกด้วย

ม้ามืดอย่างจางกว้านตัวนี้จู่ๆ ก็โผล่มา ย่อมกลายเป็นจุดสนใจของทุกคน ในสนามเกือบทุกคนต่างรู้ว่าเด็กคนนี้วิ่งได้เร็วอย่างเหลือเชื่อ แต่กลับออกตัวได้แย่จนไม่อยากจะมอง ยิ่งไปกว่านั้นมีคนไปสืบทราบมาได้ว่า จางกว้านเป็นเด็กที่อาจารย์เฉินไปเจอมาจากการทดสอบนักกีฬาระดับสอง เพิ่งได้รับการฝึกแบบจริงจังเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น

ทุกคนรู้ว่าจางกว้านเป็นนักวิ่งมือใหม่ แต่ไม่มีใครคิดว่าเขากระจอก เมื่อวานจางกว้านได้สิทธิ์ที่จะเข้าไปแข่งโอลิมปิก ถึงแม้นักกีฬาระดับท็อปในประเทศจะทำผลงานได้ดี แน่นอนว่าต้องเร็วกว่าเกณฑ์มาตรฐานโอลิมปิกระดับ B แต่ว่าในการแข่งกรีฑานี้ ปัจจัยก่อนที่จะลงสนามมีเยอะมาก ในกรณีที่หากปีหน้ายังไม่มีคนที่สามารถทำเวลาได้ถึงระดับ B จางกว้านจะกลายเป็นนักกีฬาเพียงคนเดียวที่ได้ไปแข่งวิ่ง 100 เมตรในการแข่งโอลิมปิกปีหน้า

ระดับการวิ่งระยะสั้นในประเทศไม่สูงพอที่จะไปคว้าชัยในการแข่งระดับนานาชาติ ดังนั้นการที่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกได้ ถือเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเหล่านักวิ่งระยะสั้นในประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย

บนลู่วิ่ง นักกีฬากำลังเตรียมตัว เสิ่นเป้าเดินมาหน้าเฉินเจี้ยน พูดว่า “สปีดของเด็กใหม่ที่ชื่อจางกว้านเร็วมาก ฉันคิดว่าถ้าหากเขาออกตัวได้เร็วล่ะก็ ต้องชนะนายแน่ๆ”

เฉินเจี้ยนยิ้มๆ “ฉันก็ได้ยินเหลาหยิ่น (หยิ่นฮั่นเจา) เพื่อนร่วมทีมของฉันพูดเหมือนกัน การแข่งของพวกนายเมื่อวานนี้ฉันเองก็ได้ดู เด็กคนนั้นเร็วจริงๆ อีกสองปีข้างหน้าต้องเร็วกว่าฉันแน่ๆ แต่ว่าตอนนี้น่ะเหรอ มันยังคนละชั้นกัน!”

เฉินเจี้ยนเป็นนักวิ่งอันดับหนึ่งของประเทศในขณะนี้ แถมปีนี้ยังเป็นปีที่เขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุด ในระหว่างฝึกซ้อม เขาวิ่งโดยจับเวลาด้วยมือออกมาได้ไม่เกิน 10 วินาที ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับเขามาก เวลาที่เขาทำได้ในการแข่งแบบเป็นทางการจะอยู่ที่ประมาณ 10.30 วินาที แต่ถ้าดูจากระดับและสภาพของเฉินเจี้ยนในตอนนี้ เวลาในการแข่งของเขาจริงๆ น่าจะอยู่ที่ 10.20 – 10.25 วินาที ด้วยเหตุนี้การเผชิญหน้ากับจางกว้านที่วิ่งได้ 10.28 วินาทีในรอบรองชนะเลิศ เฉินเจี้ยนก็ยังมั่นใจว่าตัวเองจะสามารถคว้าชัยชนะมาได้

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวานที่จางกว้านทำเวลาได้ถึงเกณฑ์โอลิมปิกระดับ B นั่นยิ่งไปกระตุ้นเฉินเจี้ยนอย่างมาก การได้เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงเอเธนส์ในปีหน้าคือเป้าหมายของเฉินจี้ยนมาโดยตลอด ดังนั้นครึ่งปีมานี้ เฉินเจี้ยนจึงขยันฝึกซ้อมปรับปรุงการวิ่งของตัวเอง เตรียมที่จะทำเวลาให้ถึงเกณฑ์เข้าร่วมโอลิมปิก แต่คิดไม่ถึงว่าจะถูกจางกว้านแย่งไปก่อน วันนี้เฉินเจี้ยนเก็บแรงมาอย่างเต็มที่ เพื่อจะแข่งกับจางกว้าน

ขณะเดียวกัน ในหัวของจางกว้านกลับมีแต่เรื่องภารกิจทำลายสถิติประเทศ

ตอนนี้ถึงเวลาแข่งรอบชิงชนะเลิศแล้ว หากการแข่งวันนี้จางกว้านไม่สามารถทำลายสถิติประเทศได้ การแข่งอย่างเป็นทางการครั้งหน้าไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อไร เพื่อที่จะผ่านภารกิจ ‘ทำลายสถิติประเทศ’ ในระบบอันนั้น จางกว้านตัดสินใจทุ่มเต็มที่ในการแข่งครั้งนี้

‘สิ่งสำคัญคือการออกตัว ขอแค่ออกตัวได้เร็วขึ้นอีก 0.12 วินาที ก็จะสามารถทำลายสถิติประเทศได้’ ตอนนี้จางกว้านกำลังคำนวณอยู่ ในเวลาเดียวกันก็พยายามรวบรวมสมาธิ

เท้าของนักกีฬาทั้งแปดต่างเหยียบอยู่บนที่ยันเท้าตั้งท่าเตรียมตัวออกวิ่ง กรรมการตะโกนให้สัญญาณเตรียมตัวออกวิ่ง พร้อมกับยกปืนให้สัญญาณในมือขึ้น

‘ปัง!’ เวลาเดียวกับที่ปืนให้สัญญาณดังขึ้น นักกีฬาต่างก็พุ่งตัวออกจากเส้นเริ่มวิ่ง

การออกตัวของจางกว้านวันนี้ดีกว่าเมื่อวานมาก เขารู้สึกได้ว่าเวลาที่ตัวเองใช้ในช่วงออกตัวไม่เกิน 0.3 วินาทีแน่ๆ นี่นับว่าเขาสามารถออกตัวได้ค่อนข้างดีมากแล้ว

แต่ที่น่าเสียดายก็คือ เขายังออกตัวได้ช้าที่สุด นักกีฬาคนอื่นคาดว่าใช้เวลาในช่วงออกตัวไม่เกิน 0.15 วินาที จางกว้านรั้งท้ายอย่างเห็นได้ชัด ความต่างที่เกิน 0.1 วินาทีนี้ แม้แต่ตาเปล่าก็ยังมองออก

‘ออกตัวเร็วกว่าเมื่อวานนิดหน่อย! ก้าวหน้าขึ้นกว่าเมื่อวาน’ โค้ชอวี๋ที่อยู่บนอัฒจันทร์รู้สึกผ่อนคลายลง

จางกว้านออกตัวแย่มาก อันนี้ไม่ผิดจากที่ทุกคนคาดไว้ ทั้งโค้ชและนักกีฬาทั้งสนามต่างรู้ว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของจางกว้านคือความเร็วของเขา การแซงจากที่สุดท้ายขึ้นมาเป็นที่หนึ่งอย่างยอดเยี่ยมนั้น ยิ่งทำให้คนที่ดูการแข่งขันอยู่ ตื่นเต้นจนเลือดในตัวพลุ่งพล่าน

เหมือนอย่างที่ทุกคนคิดไว้ จางกว้านออกตัวเป็นคนสุดท้าย สงครามการวิ่งแซงเริ่มขึ้นอีกครั้ง นักวิ่ง 2-3 คนถูกแซงหล่นไปอยู่ด้านท้าย เมื่ออยู่ต่อหน้าจางกว้านแล้ว พวกเขาไม่มีทางที่ตอบโต้ได้เลยแม้แต่น้อย ความเร็วของคนแซงกับคนที่ถูกแซงอยู่กันคนละชั้นโดยสิ้นเชิง พวกเขาทำได้แต่มองตัวเองถูกจางกว้านแซงไปตาปริบๆ ไม่สามารถทำอะไรได้

คนที่นำอยู่ข้างหน้าตอนนี้คือเฉินเจี้ยนและเสิ่นเป้า พวกเขาแทบจะคู่คี่สูสีกัน อย่างน้อยหากตัดสินด้วยตาก็ยากที่จะบอกได้ว่าใครอยู่ข้างหน้าใครอยู่ข้างหลัง

แต่ว่าเสิ่นเป้าในเวลานี้กลับมองเฉินเจี้ยนด้วยสายตาที่ทึ่ง ในระยะ 50 เมตรแรกของเสิ่นเป้าคือระดับโลก เขาคิดกับตัวเองว่าในครึ่งแรกของการแข่งวิ่ง 100 เมตรไม่มีใครที่จะเร็วกว่าตัวเอง จากประสบการณ์ที่เคยแข่งกับเฉินเจี้ยนเมื่อก่อนเสิ่นเป้าจะนำอยู่ในช่วงแรก จากนั้นช่วงหลังถึงจะถูกเฉินเจี้ยนไล่ตามขึ้นมา

แต่ว่าครั้งนี้เฉินเจี้ยนกลับวิ่งขึ้นมาตีคู่กับเสิ่นเป้าตั้งแต่ช่วงแรก นี่ก็อธิบายได้ว่าในระยะทางช่วงหลังเฉินเจี้ยนจะต้องแซงเสิ่นเป้าแน่ๆ

‘เฉินเจี้ยนนายนี่มัน...ในเวลานี้ยังจะซ่อนความสามารถเอาไว้! กลับไปฉันต้องฝึกให้หนักขึ้น ไม่อย่างนั้นแม้แต่ลำดับที่สองก็รักษาไว้ไม่ได้แล้ว’ เสิ่นเป้าคิด

การแข่งดำเนินไปกว่าครึ่ง ระยะระหว่างเฉินเจี้ยนและเสิ่นเป้าเริ่มทิ้งห่างอย่างชัดเจน แล้วก็ในเวลานี้ จางกว้านไล่เข้ามาใกล้เสิ่นเป้าแล้ว

‘ลืมไปได้ยังไงว่ายังมีจางกว้านอีกคน เห็นทีวันนี้แม้แต่ที่ 2 ก็รักษาไว้ไม่ได้แล้ว’ เสิ่นเป้ารู้สึกเสียใจเล็กน้อย จากนั้นก็เห็นว่าจางกว้านไล่ตามตัวเองขึ้นมาทันแล้ว

‘จำได้ว่าเมื่อวานจางกว้านไม่ได้ไล่ขึ้นมาเร็วขนาดนี้นี่ เด็กคนนี้พออีกวันหนึ่งก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนจริงๆ พลังไม่มีสิ้นสุดเหรอไง! บางทียุคของเราอาจจะหมดลงแล้วก็ได้ คงต้องค่อยๆ ถอนตัวออกจากเวทีนี้ซะแล้ว’ เสิ่นเป้ามองดูจางกว้านแซงตัวเองขึ้นไป ในใจพลันมีความรู้สึกกังวลแปลกๆ

เวลาที่ตอบสนองในช่วงออกตัวของจางกว้านวันนี้เร็วกว่าเมื่อวาน 0.1 วินาที ในการแข่งวิ่ง 100 เมตร ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเวลา 0.1 วินาทีคือความต่างอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อยิ่งมาถึงการแข่งในช่วงครึ่งหลัง ผลของ 0.1 วินาทีก็ยิ่งเห็นชัดมากขึ้น ถ้าเป็นช่วงออกตัว เวลา 0.1 วินาทีนั้นสั้นมากจนแม้แต่นักกีฬาก็ยังไม่พอที่ใช้ออกตัว แต่หากเป็นช่วงเวลาที่เข้าเส้นชัย ถึงแม้มองด้วยตาเปล่าก็ยังเห็นได้ชัดถึงระยะที่ห่างกันหลายช่วงตัว

และในตอนนี้ เวลา 0.1 วินาทีกำลังสร้างความกดดันอย่างมากแก่เฉินเจี้ยน

เมื่อวานเฉินเจี้ยนได้ดูจางกว้านแข่งในรอบแรกและรอบที่สอง จุดเด่นของจางกว้านในเรื่องสปีดที่เร็วและการออกตัวที่ช้า เฉินเจี้ยนเข้าใจในเรื่องนี้ดี เขาเองก็ได้เตรียมแผนเอาไว้สำหรับรอบชิงชนะเลิศนี้ แต่เดิมแผนที่เค้าคิดไว้ ด้วยความเร็วของจางกว้านน่าจะเป็นช่วงใกล้ถึงเส้นชัยจึงจะไล่เข้ามาใกล้ตนเองได้ แต่ในเวลานั้นตัวเองก็ถึงเส้นชัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เฉินเจี้ยนจะใช้ข้อได้เปรียบเรื่องเวลาในช่วงออกตัวที่เร็วกว่าจางกว้านมากกว่า 0.1 วินาทีในการพุ่งเข้าเส้นชัย

แต่คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต วันนี้จางกว้านออกตัวเร็วกว่าเมื่อวานอยู่ 0.1 วินาที ไม่นานเขาก็ไล่ขึ้นมาทันเฉินเจี้ยน

‘ไล่ขึ้นมาเร็วขนาดนี้เลย! ไม่เหมือนกับที่คิดไว้!’ เฉินเจี้ยนรู้สึกว่าอีกนิดจางกว้านก็จะวิ่งขึ้นมาตีคู่กับตัวเองแล้ว ภายในใจรู้สึกตกใจ เมื่อมองไปข้างหน้าเห็นเส้นชัยอยู่ไม่ไกล เขารู้ว่าต้องทุ่มแรงทั้งหมดที่มี

เฉินเจี้ยนเป็นแชมป์ประเทศ เป็นอันดับหนึ่งของประเทศในปัจจุบัน ถึงแม้ปีที่แล้วเพิ่งจะเข้าทีมชาติ แต่ในปีนี้เขากวาดรางวัลมาแล้วเกือบทุกรายการ เขาเพิ่งมาเป็นนักวิ่งระยะสั้นตอนอายุ 23 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงที่เหมาะที่สุดที่จะเป็นนักวิ่ง ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เขาแข็งแกร่งที่สุด และก็เพราะอย่างนี้เขาจึงไม่อยากจะแพ้ มันไม่ใช่แค่เพราะตั๋วไปโอลิมปิกใบนั้นเท่านั้น แต่มันคือศักดิ์ศรีของนักกีฬา

เฉินเจี้ยนโน้มตัวลงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หวังจะให้ส่วนหัวเข้าเส้นชัยก่อน แต่เป็นจางกว้านที่ทำท่าแบบเดียวกันออกมาก่อน

เพราะว่าตอนนี้จางกว้านขึ้นนำแล้ว เขาอยู่ใกล้เส้นชัยมากกว่า

ผู้ตัดสินที่อยู่ตรงเส้นชัยรู้สึกแค่เบื้องหน้ามีเงาคนผ่านไปวูบหนึ่ง จากนั้นก็เห็นสองคนต่างพุ่งเข้าเส้นชัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

‘ใครชนะ?’ ผู้ชมที่ดูการแข่งขันอยู่รอบสนามต่างมองไปที่สกอร์บอร์ด พวกเขาต่างกระจัดกระจายไปทั่วทั้งสนาม บางคนอยู่ใกล้เส้นชัยบางคนอยู่ไกลเส้นชัย แถมยังอยู่ในระนาบเดียวกับนักกีฬา ปกติการสังเกตอะไรด้วยตามันก็ไม่ได้แม่นยำอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับการตัดสินกีฬา หากใช้ตาเปล่ามาตัดสินมันจะเกิดข้อผิดพลาดอย่างมาก ในชั่วพริบตาจึงยากที่จะตัดสินได้ว่าใครเร็วกว่า

มีเพียงโค้ชอวี๋เพียงคนเดียวที่กำหมัด แล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า ‘จางกว้านชนะแล้ว!’

โค้ชอวี๋อยู่ตรงที่นั่งประธาน ซึ่งอยู่ขนานกับสนามแข่งวิ่งหนึ่ง 100 เมตรพอดิบพอดี เป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดในสนามที่จะชมการแข่งขัน ดังนั้นเขาจึงมองเห็นอย่างชัดเจนว่าจางกว้านนำอยู่หน่อย

‘นานแล้วที่ไม่ได้ดูการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมอย่างนี้’ โค้ชอวี๋มองดูนักกีฬาที่อยู่ตรงเส้นชัยอย่างปลื้มปิติ

เฉินเจี้ยนวิ่งออกมาด้วยทุกอย่างที่เขามี ไม่เสียทีที่เป็นเบอร์หนึ่งในการวิ่ง 100 เมตรของประเทศในปัจจุบัน โค้ชอวี๋มองออก สภาพร่างกายของเฉินเจี้ยนสมบูรณ์มาก หากรักษาสภาพร่างกายได้อย่างนี้อีกหน่อยต้องทำเวลาได้ดีกว่านี้แน่

แต่ที่ยิ่งทำให้โค้ชอวี๋ดีใจก็คือจางกว้าน มือใหม่ที่อายุเพียง 17 ปี กลับวิ่งได้เร็วกว่าเฉินเจี้ยนอย่างไม่น่าเชื่อ ในเวลานี้โค้ชอวี๋มั่นใจว่า จางกว้านจะกลายเป็นความหวังของกรีฑาทีมชาติในอนาคตอย่างแน่นอน

โค้ชอวี๋หลับตานึกถึงเหตุการณ์ตอนที่เข้าเส้นชัยเมื่อสักครู่อย่างละเอียด จากนั้นจึงตัดสินออกมาว่า ‘สองคนน่าจะห่างกันประมาณ 0.05 วินาที!’

ในที่สุด เวลาที่นักกีฬาทุกคนทำได้ก็ปรากฏขึ้นบนสกอร์บอร์ด

‘เฉินเจี้ยนวิ่งได้ 10.22 วินาที!’ มีคนร้องตะโกนออกมาทันที

นี่คือการวิ่งปกติของเฉินเจี้ยน เดิมทีเขาก็สามารถวิ่งได้ต่ำกว่า 10.20 วินาที ตามประวัติศาสตร์แล้ว ครึ่งปีหลังของปี 2003 คือช่วงเวลาที่การวิ่งของเฉินเจี้ยนอยู่ในระดับที่ดีที่สุด ไม่นานจากนั้น ในการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์ประเทศ เขาสามารถวิ่งทำเวลาที่ดีที่สุดของเขาออกมาได้คือ 10.17 วินาที เท่ากับสถิติของประเทศที่โจวเหว่ยทำเอาไว้ในปี 1998 และหลังจากนั้นเรื่อยมาจนถึงปี 2010 ในประเทศก็ไม่มีนักกีฬาที่สามารถวิ่งทำเวลาได้น้อยกว่า 10.20 วินาทีอีกเลย

เกือบจะเป็นเวลาเดียวกัน เสียงอีกคนหนึ่งตะโกนดังขึ้นมา

‘ดูเร็ว 10.16 วินาที! สถิติใหม่ของประเทศ!’

........................................................

devc-1b3c75c7-32954