เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด!

เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด! ตอนที่ 8

#8เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด!

ตอนที่ 8 ตั๋วไปโอลิมปิก

การแข่งวิ่ง 100 เมตรในช่วงเช้าเสร็จสิ้น บ่ายแก่ๆ ถึงจะเริ่มจัดการแข่งรอบรองชนะเลิศ ในรอบรองชนะเลิศจะแข่งกันเพียงสองกลุ่ม จากนั้นนำเวลาทั้งหมดมาจัดอันดับ คัดเอา 8 คนแรกที่ทำเวลาได้ดีที่สุดเพื่อไปแข่งรอบชิงชนะเลิศในวันพรุ่งนี้

เมื่อการแข่งดำเนินมาถึงตอนนี้ จะไม่มีนักกีฬาระดับล่างๆ เข้าแข่งแล้ว คนที่สามารถมาถึงจุดนี้ได้ล้วนเป็นนักวิ่งที่มีฝีมือจริงๆ หากพูดถึงม้ามืด ก็จะมีเพียงจางกว้านเพียงคนเดียว

นักกีฬาอีก 15 คน ถ้าดูตามความสามารถจริงๆ เห็นจะมีเพียงเฉินเจี้ยนและเสิ่นเป้าสองคนเท่านั้นที่ได้เข้ารอบชิงชนะเลิศแน่นอน สองคนนี้ต่างก็วิ่งได้ไม่เกิน 10.30 วินาที ส่วนคนอื่นๆ ต้องดูว่าวันนี้ทำออกมาได้ดีแค่ไหน

ฝ่ายที่รับผิดชอบการแบ่งกลุ่มในการแข่งขันจับเอาเฉินเจี้ยนและเสิ่นเป้าสองคนที่แข็งแกร่งที่สุดแยกไปอยู่คนละกลุ่ม จางกว้านพอดีได้อยู่กลุ่มเดียวกับเสิ่นเป้า กลุ่มเดียวกันนี้ยังมีหยิ่นฮั่นเจาแชมป์วิ่ง 100 เมตรชายในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 9 กงเหว่ยผู้ที่ครองสถิติวิ่ง 100 เมตรของมณฑลกว่างซี หลิวต้าเผิงอันดับหนึ่งของตงเป่ย จินเข่อนักเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งรับเข้ามาเป็นพิเศษ และคนที่เคยแข่งมาด้วยในรอบที่สอง จอมยุทธ์แว่นหูไค

ถ้าดูจากความสามารถ เสิ่นเป้าแข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย หยิ่นฮั่นเจา กงเหว่ย หลิวต้าเผิงสามคนนี้ล้วนแต่เป็นนักกีฬาที่ประสบการณ์สูง เคยเข้าไปแข่งในรอบตัดเชือก

เมื่อนักกีฬาต่างยืนอยู่บนที่ยันเท้า กรรมการยกปืนให้สัญญาณขึ้น

เสียงปืนดังขึ้น ทุกคนรีบพุ่งออกไปทันที มีจางกว้านเพียงคนเดียวที่ออกตัวช้าไปจังหวะหนึ่ง วินาทีที่ออกตัวก็ตกไปอยู่ที่สุดท้าย

‘ยังออกตัวห่วยแตกเหมือนเดิม ครั้งนี้ใช้เวลาออกตัวเกือบ 0.4 วินาที! ดูแล้วเด็กคนนี้ออกตัวได้แย่จริงๆ ไม่ได้แกล้งทำ!’ โค้ชอวี๋ที่อยู่บนอัฒจันทร์คิดอย่างเงียบๆ

ในสนามแข่ง จางกว้านเองก็รู้สึกจนปัญญา การออกตัวในช่วงบ่ายก็ยังแย่เหมือนเดิม ถึงแม้จะดีกว่าตอนเช้าในรอบที่สองอยู่หน่อย แต่ถ้าเทียบกับการแข่งรอบแรกในตอนเช้าที่ใช้เวลาออกตัว 0.3 วินาทีแล้วก็ยังแย่กว่าอยู่นิดหน่อย

แต่หลังจากนั้น ก็เข้าสู่จังหวะการวิ่งที่จางกว้านฝึกอยู่เป็นประจำ ความสามารถสปรินต์เริ่มแสดงผลของมัน การระเบิดพลังที่รุนแรง พริบตาเดียวความเร็วก็เพิ่มขึ้นไปถึงระดับสูงสุด จากนั้นก็แซงผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ

จอมยุทธ์แว่นหูไคออกตัวได้คู่คี่กับจินเข่อ สองคนนี้คนหนึ่งก็เป็นนักเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหวารับเข้ามาเป็นพิเศษ อีกคนก็เป็นนักเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งรับเข้ามาเป็นพิเศษ ทั้งสองคนเป็นนักเรียนของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดสองแห่งของประเทศ ความรู้สึกที่ต้องแข่งขันชิงชัยกันระหว่างชิงหวาและปักกิ่งเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ตอนนี้ต่างก็ไม่มีใครยอมใคร ทุ่มแรงทั้งหมดที่มี สับฝีเท้าแข่งกับอีกฝ่าย แต่หูไคเหมือนจะวิ่งได้ดีกว่าหน่อย หลังยื้อกันอยู่ซักพัก หูไคก็นำ จินเข่อไปครึ่งช่วงตัว

และในเวลานั้น ก็มีเงาคนๆ หนึ่งโผล่ขึ้นมาข้างๆ หูไค เขาก็คือจางกว้าน

‘ถูกแซงไปแล้ว ความรู้สึกนี้คุ้นจัง ฉากนี้เหมือนเคยเจอเมื่อตอนเช้า ทำไมถึงเป็นจางกว้านอีกแล้ว!’

ฉากเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นตอนแข่งรอบสองในช่วงเช้า ตอนนั้นหูไคเพิ่งจะแซงผางกุ้ยปินได้ครึ่งช่วงตัวก็ถูกจางกว้านแซงไปแล้ว แต่หูไคไม่คิดเลยว่าในการแข่งรอบรองชนะเลิศ เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง วันเดียวกันในสนามแข่งเดียวกัน ถูกคนๆ เดียวกันใช้วิธีเดียวกันแซงขึ้นไปถึงสองครั้ง หูไคขณะนั้นรูสึกเศร้าใจมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ความเร็วของหูไคทำอย่างไรก็ไล่จางกว้านขึ้นไปไม่ทัน

ต่อมา จางกว้านไล่ตามหลิวต้าเผิงของตงเป่ย หลิวต้าเผิงยังไม่ทันได้มีโอกาสตั้งตัว จางกว้านก็แซงขึ้นไปแล้ว จากนั้นก็ไล่ขึ้นไปหากงเหว่ย เจ้าของสถิติของมณฑลกว่างซี

‘นั่นจางกว้าน เขาเร็วจริงๆ!’ กงเหว่ยแอบคิดในใจ เขาเคยได้ยินผางกุ้ยปินที่เป็นเพื่อนร่วมทีมพูดให้ฟัง ตอนนั้นแค่ชั่วพริบที่เห็นจางกว้านแซงขึ้นไป ความเร็วที่อยู่คนละชั้นทำให้ผางกุ้ยปินถึงกับถอดใจที่จะวิ่งไล่ตาม และตอนนี้กงเหว่ยเองก็กำลังเผชิญเหตุการณ์แบบเดียวกับผางกุ้ยปิน

หยิ่นฮั่นเจาที่อยู่ในลำดับสองพบว่าระยะห่างของตนกับเสิ่นเป้าที่นำอยู่นั้นเหลืออีกเพียงนิดเดียว หยิ่นฮั่นเจาคิดว่าตัวเองมีโอกาสที่จะไล่ตามทัน เพราะเขารู้ว่าในช่วงครึ่งหลังของการแข่งขัน เสิ่นเป้าจะช้าลง

รายการที่เสิ่นเป้าเก่งที่สุดคือการวิ่งในร่ม 60 เมตร ตอนเดือนมีนาคมเขาได้ที่ 3 จากการแข่งวิ่งในร่ม 60 เมตรในการแข่งขันชิงแชมป์กรีฑาในร่มระดับนานาชาติที่จัดขึ้นที่กรุงเวียนนา ฉะนั้นการวิ่งในร่ม 60 เมตรของเสิ่นเป้าถือว่าเป็นระดับต้นๆ ของโลก จุดเด่นของเสิ่นเป้าคือ การตอบสนองในช่วงออกตัวที่รวดเร็ว ระเบิดพลังได้รุนแรงและเร็ว จึงทำเวลาการวิ่งในร่ม 60 เมตรได้ยอดเยี่ยมมาก แต่ในการวิ่ง 100 เมตรเสิ่นเป้าไม่สามารถนำการระเบิดพลังแบบเดียวกับที่วิ่ง 60 เมตรมาใช้ในการแข่งขันได้ ด้วยเหตุนี้ในการแข่งวิ่ง 100 เมตร เขาไม่อาจจะเอาชนะเฉินเจี้ยนได้

เหตุการณ์เป็นไปตามที่หยิ่นฮั่นเจาคาดเอาไว้ หลังจากผ่านไป 50 เมตร ซึ่งเป็นช่วงที่นักกีฬาส่วนมากความเร็วจะพุ่งจนถึงจุดสูงสุด แต่เสิ่นเป้ากลับไม่ได้รวดเร็วเหมือนตอนแรก

‘โอกาสมาแล้ว! ไม่แน่ว่าก่อนถึงเส้นชัยอาจจะไล่เสิ่นเป้าทัน! เดี๋ยวก่อน ข้างหลังมีคนไล่ตามขึ้นมา!’ ในเวลานี้หยิ่นฮั่นเจารู้สึกได้ถึงจางกว้านที่กำลังใกล้เข้ามา

ผ่านไป 70 เมตร เสิ่นเป้าที่นำอยู่ก็พบว่าด้านหลังมีสองคนกำลังใกล้เข้ามา

ผ่านไป 80 เมตร จางกว้านแซงหยิ่นฮั่นเจาขึ้นมาแล้ว

เสิ่นเป้าค่อยๆ หันมามอง เขาเห็นภาพที่จางกว้านแซงหยิ่นฮั่นเจาขึ้นมาพอดี

‘คนที่แซงขึ้นมาคือมือใหม่ที่ชื่อจางกว้าน! เขาน่าจะออกตัวช้ามาก ทำไมถึงไล่ขึ้นมาทัน!’ ในหัวเสิ่นเป้ามีภาพการแข่งรอบที่สองในช่วงเช้าแวบขึ้นมา ภาพที่จางกว้านจากอันดับสุดท้ายวิ่งแซงขึ้นมาเป็นที่หนึ่ง เสิ่นเป้ามองไปข้างหน้า เห็นเส้นชัยอยู่ไม่ไกล

‘จะถึงเส้นชัยแล้ว รักษาตำแหน่งไว้! ฉันจะมาแพ้ให้กับมือใหม่ได้ยังไง!’ เสิ่นเป้ากัดฟันแน่น ทุ่มแรงทั้งหมดที่มี

ผ่านไป 90 เมตร จางกว้านตีคู่ขึ้นมากับเสิ่นเป้า ถึงตอนนี้ไม่ว่าจางกว้านหรือเสิ่นเป้า ต่างก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องยอมแพ้ มันไม่ได้เป็นแค่การแข่งเพื่อผ่านเข้ารอบ แต่เป็นการแข่งเพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีในฐานะนักกีฬา

เสิ่นเป้าในตอนนี้ ทุกๆ หนึ่งเมตรข้างหน้า ล้วนแต่ใช้แรงทั้งหมดที่มี เขาไม่อยากแพ้ แต่เขาก็ต้องผิดหวังที่พบว่า ในแต่ละเมตรที่ก้าวออกไป ตัวเองกำลังตกไปอยู่ข้างหลังทีละน้อย เขาตาโตมองดูจางกว้านที่แซงขึ้นไปจากด้านข้างของตนพุ่งเข้าสู่เส้นชัย เห็นได้ชัดว่าเรี่ยวแรงที่เขาใช้ออกไปทั้งหมด มันไร้ประโยชน์สิ้นดี

จากนั้นเขามองไปดูที่เวลาของลำดับที่ 1 ซึ่งก็คือจางกว้าน

‘10.28 วินาที’ เสิ่นเป้าตกใจ เขาคิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มที่จู่ๆ ก็โผล่มาคนนี้จะวิ่งได้น้อยกว่า 10.30 วินาที เวลาอันนี้เพียงพอจะทำให้จางกว้านผ่านเข้าไปสู่ระดับนักวิ่งชั้นแนวหน้าของประเทศ

......

10.28 วินาที เป็นเวลาที่ดีที่สุดในรายการแข่งวิ่ง 100 เมตรในปีนี้แล้ว

บนที่นั่งประธาน โค้ชอวี๋เหมือนคิดอะไรได้ เขากำหมัดขึ้นด้วยความตื่นเต้น

‘ตั๋วใบนี้มาอยู่ในมือแล้ว รอมาจะปีหนึ่ง ในที่สุดก็มีคนที่ทำเวลานี้ออกมาได้....’

แล้วโค้ชอวี๋ก็หันไปมองทางเฉินเจี้ยนที่เป็นนักวิ่งระยะสั้นอันดับ 1 ในประเทศ บ่นพึมพำว่า ‘เธอก็ควรจะออกแรงได้แล้ว ไม่อย่างนั้นจะถูกเด็กรุ่นหลังอย่างนี้แซงเอาได้ ไม่แน่ว่าโอลิมปิกครั้งหน้าอาจจะอดไปก็ได้นะ!’

ในเวลาเดียวกัน อาจารย์เฉินและเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ที่ดูการแข่งขันอยู่ต่างวิ่งกรูเข้ามา กระทั่งโค้ชจากทีมอื่นๆต่างมาแสดงความยินดี บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่น

‘เกิดอะไรขึ้น? ทำไมวิ่งมากันหมดเลย? มีอะไรกัน?’ จางกว้านรู้สึกตกใจ

อาจารย์เฉินจับจางกว้านไว้แน่น พูดว่า “จางกว้าน ทำได้ดีมาก! ในที่สุดก็คว้าตั๋วใบนี้มาให้ประเทศเราจนได้”

“ตั๋ว? ตั๋วอะไร?” จางกว้านถามอย่างสงสัย

“ตั๋วเข้าไปแข่งโอลิมปิกน่ะสิ!” อาจารย์เฉินพูดต่อ “เธอวิ่งได้ 10.28 วินาที ถึงเกณฑ์การเข้าแข่งโอลิมปิกระดับ B แล้ว!”

จางกว้านเข้าใจในทันที

โอลิมปิกเป็นการแข่งขันกีฬาที่สำคัญที่สุดในโลก เพื่อจะคัดเอานักกีฬาที่มีระดับค่อนข้างต่ำออกไปไม่ให้กระทบต่อระดับการแข่งขันทั้งหมด ทางคณะกรรมการจัดการแข่งขันโอลิมปิกจึงได้วางเกณฑ์ที่จะได้เข้าร่วมการแข่งเอาไว้ สำหรับเกณฑ์ของการแข่งขันกรีฑา จะใช้เวลาที่ทำได้ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการที่คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติจัดขึ้นหรือการแข่งที่ระดับสูงกว่านี้ภายในระยะสองปีมาเป็นเกณฑ์ตัดสิน โดยแบ่งเป็นระดับ A และระดับ B

ตามที่คณะกรรมการจัดการแข่งขันโอลิมปิกกำหนด ในรายการแข่งขันกรีฑาประเภทเดี่ยว คณะกรรมการโอลิมปิกของแต่ละประเทศสามารถส่งตัวแทนนักกีฬาที่ทำเวลาได้ถึงเกณฑ์โอลิมปิกระดับ A ทั้งหมด 3 คนเข้าร่วมการแข่งขัน ถ้าหากนักกีฬาที่ถึงเกณฑ์ระดับ A มีไม่ถึง 3 คน ก็ให้เข้าร่วมได้ตามจำนวนนักกีฬาที่ทำเวลาได้ถึงเกณฑ์ระดับ Aจริงๆ และถ้าหากไม่มีนักกีฬาที่ทำเวลาได้ถึงเกณฑ์ระดับ A แต่ถึงเกณฑ์ระดับ B ก็ให้ส่งนักกีฬาที่ทำเวลาถึงเกณฑ์ระดับ B ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ถ้าแม้แต่เกณฑ์ระดับ B ยังได้ไม่ถึง ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน

ภายใต้กฎเกณฑ์อย่างนี้ ถ้าในประเทศหนึ่งๆ มีนักกีฬาที่ทำคะแนนถึงเกณฑ์ระดับ A ได้เพียงคนเดียว จะถือว่าเสียเปรียบมากๆ เพราะว่าจำนวนนักกีฬาที่ส่งเข้าแข่งขันได้เท่ากับประเทศที่มีนักกีฬาระดับ B หรือพูดได้ว่ามีนักกีฬาระดับ A ก็เท่ากับมีนักกีฬาระดับ B

นักกีฬาที่ทำเวลาไม่ถึงเกณฑ์หากอยากเข้าร่วมการแข่งขัน ทางสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติจะตัดสินโดยดูจากเวลาที่นักกีฬาทำออกมาได้เปรียบเทียบกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ โดยความสามารถของนักกีฬาต้องอยู่ในระดับนานาชาติ และผ่านการเข้าแข่งขันในรายการระดับนานาชาติที่ทางสหพันธ์ฯ ให้การยอมรับ เพื่อพิสูจน์ความสามารถของตนเอง พูดให้ชัดก็คือ ‘ใช้เส้น’ เข้าแข่งขัน

โอลิมปิกปี 2004 ที่กรุงเอเธนส์ เกณฑ์มาตรฐานที่จะสามารถเข้าร่วมแข่งโอลิมปิกในรายการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรชายได้ ระดับ A จะอยู่ที่ 10.21 วินาทีและระดับ B อยู่ที่ 10.28 วินาที เวลา 10.28 วินาทีนี้คือเกณฑ์ต่ำที่สุดของนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก จนถึงโอลิมปิกปี 2008 ที่กรุงปักกิ่งยังคงใช้มาตรฐานนี้อยู่ แต่พอถึงโอลิมปิกปี 2012 ที่ลอนดอน เกณฑ์มาตรฐานก็เพิ่มเป็น ระดับ A อยู่ที่ 10.18 วินาทีและระดับ B อยู่ที่ 10.24 วินาที

การแข่งวิ่งระยะสั้นชายแต่ไหนแต่ไรมาเป็นรายการที่ประเทศเราอ่อนที่สุด นักกีฬาที่เข้าไปแข่งโอลิมปิกส่วนใหญ่ล้วนแต่ใช้เกณฑ์ระดับ B ในการเข้าไปแข่งทั้งสิ้น นักกีฬาที่จะมีสิทธิ์เข้าแข่งขันกรีฑาชายเดี่ยวในโอลิมปิกปีหน้าที่กรุงเอเธนส์ จะต้องเข้าแข่งขันในรายการระดับประเทศ หรือรายการแข่งขันที่มีระดับเท่ากับหรือสูงกว่าที่คณะกรรมการโอลิมปิกเป็นผู้จัดขึ้น และทำเวลาได้ถึงเกณฑ์ระดับ A หรือระดับ B โดยมีช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2002 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2004 เป็นอันสิ้นสุด (ยกเว้นมาราธอน เดินทนและกรีฑาประเภทรวม) แต่เวลาในการวิ่งที่นักกีฬาในประเทศเราทำได้ดีที่สุดตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2002 เป็นต้นมาอยู่ที่ 10.32 วินาที หรือพูดอีกอย่างก็คือปัจจุบันในประเทศเรายังไม่มีนักกีฬาคนไหนที่วิ่งทำเวลาได้ถึงเกณฑ์โอลิมปิกระดับ B ซึ่งอยู่ที่ 10.28 วินาที

ทีมชาติเราไม่เห็นด้วยกับการ ‘ใช้เส้น ” ในการเข้าไปแข่ง แต่ในระยะหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมานี้ ไม่มีนักกีฬาคนไหนที่ทำเวลาได้ถึงมาตรฐานโอลิมปิกระดับ B ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก แน่นอนว่าระดับความสามารถของนักกีฬาในประเทศเรายังไม่เพียงพอที่จะไปถึงมาตรฐานระดับ B ได้ แต่เวลา 10.28 วินาทีของจางกว้านในวันนี้ ถือว่าได้ซื้อตั๋วที่การันตีว่าจะได้ไปโอลิมปิกให้กับประเทศมาใบหนึ่งแล้ว

นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชื่อของจางกว้านก็ได้เข้าไปสู่วงการกรีฑาอย่างแท้จริง

.................................

devc-1b3c75c7-32954เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด! ตอนที่ 8