เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด!

เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด! ตอนที่ 7

#7เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด!

ตอนที่ 7 อันดับหนึ่งของการแข่งรอบที่สอง

‘ออกตัวพลาดนิดหน่อย’ ในใจจางกว้านรู้สึกกลุ้ม ถึงแม้เขาจะเพิ่งเริ่มฝึก แต่ก็ยังรู้สึกได้ว่าการออกตัวครั้งนี้ไม่เหมือนตอนแข่งรอบแรก

‘ออกตัวแย่มาก’ โค้ชและนักกีฬาที่ยืนดูอยู่ต่างคิดเหมือนกัน แม้แต่อาจารย์เฉินเองก็ส่ายหัวอย่างจนปัญญา

นักกีฬาที่มีประสบการณ์ต่างก็รู้จักวิธีรักษาสภาพร่างกายและความตื่นเต้นของตนในระหว่างการแข่งขัน ดังนั้นถึงแม้ตอนเช้าต้องแข่งสองรอบ ก็ยังสามารถรักษาฟอร์มการวิ่งให้เหมือนเดิมได้ จางกว้านที่เป็นมือใหม่ไม่รู้จักเทคนิคเหล่านี้ หลังจากแข่งรอบแรกเสร็จ พอได้พักผ่อนแล้ว ร่างกายของจางกว้านก็ไม่ตื่นเต้นเหมือนก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุนี้ฟอร์มการวิ่งในรอบที่สองจึงสู้รอบแรกไม่ได้

‘ออกตัวแย่มาก’ ใช้เวลาในการออกตัวเกือบ 0.4 วินาที ต่อให้เขาวิ่งได้เร็วเหมือนรอบแรก เวลาที่ออกมาก็ต้องเกิน 10.60 วินาทีแล้ว อย่างนี้ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว คนที่ได้เข้ารอบต่อไปเป็นไปตามที่คาดไว้ เฉินเหวินจงค่อยๆ คลายมือที่กำแน่น โค้ชคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างๆ ต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

การแข่งวิ่ง 100 เมตรในระดับสูง เวลาเพียง 0.01 วินาทีก็เป็นตัวตัดสินได้ ดังนั้นเวลาที่ใช้ในช่วงออกตัวจึงถือว่าสำคัญเป็นอย่างมาก เวลาที่จางกว้านใช้ออกตัวเกือบ 0.4 วินาที แต่นักวิ่งคนอื่นใช้เวลาไม่เกิน 0.2 วินาที ห่างกันตั้ง 0.2 วินาที ในรายการแข่งวิ่ง 100 เมตร ออกตัวช้าไป 0.2 วินาทีก็ราวกับว่านักกีฬาคนนั้นถูกพิพากษาประหารชีวิตไปเสียแล้ว

เฉินเหวินจงไม่ได้ดูการแข่งของจางกว้านในรอบแรก เขาเข้าใจว่าการแข่งรอบก่อนหน้านี้ จางกว้านใช้เวลาในการออกตัวไม่เกิน 0.2 วินาทีเหมือนนักกีฬาทั่วไป ดังนั้นเขาจึงคำนวณว่าในรอบที่สองนี้ เวลาที่เข้าเส้นชัยของจางกว้านจะต้องเกิน 10.60 วินาที แต่เฉินเหวินจงไม่รู้ว่าเขาไม่สามารถใช้เกณฑ์นักกีฬาปกติทั่วไปมาตัดสินนักกีฬามือใหม่อย่างจางกว้านได้ ในการแข่งรอบแรกจางกว้านใช้เวลาออกตัว 0.3 วินาที รอบที่สองถึงแม้ฟอร์มจะไม่ดี แต่ก็ใช้เวลาออกตัวช้ากว่ารอบแรกไม่ถึง 0.1 วินาทีเท่านั้น

แต่สิ่งที่ไม่เหมือนในรอบแรกก็คือความสามารถ ‘สปรินต์’ ของจางกว้านกลายเป็นระดับมืออาชีพแล้ว

ณ ที่นั่งประธาน โค้ชอวี๋กำลังมองดูจางกว้าน เมื่อเขาเห็นจางกว้านตอนออกตัวถึงกับยิ้มออกมา แล้วคิดกับตัวเองว่า ‘ยังเป็นมือใหม่จริงๆ แต่ว่ามือใหม่นี่แหละดี สอนง่ายแถมเชื่อฟัง เอ๊ะ? พลังที่ระเบิดออกมามากกว่ารอบที่แล้ว? ทำไมเร็วขนาดนี้? เป็นไปไม่ได้!’

โค้ชอวี๋มองปราดเดียวก็รู้ว่าความเร็วของจางกว้านมากกว่ารอบที่แล้วอยู่หน่อย ทำให้โค้ชอวี๋รู้สึกประหลาดใจมาก

ถ้ามองตั้งแต่ช่วงจางกว้านออกตัว สภาพของเขาในรอบที่สองนี้เห็นได้ชัดว่าไม่เหมือนรอบแรก ความตื่นตัวในร่างกายก็ไม่สูงเหมือนรอบก่อนหน้านี้จึงออกตัวได้ช้าอย่างนั้น แต่หลังจากที่จางกว้านออกวิ่ง ความเร็วไม่เพียงจะไม่ลดลง แต่กลับเร็วขึ้นกว่ารอบที่ผ่านมา นี่ผิดไปจากที่โค้ชอวี๋คิดเอาไว้ทั้งหมด

‘การออกตัวไม่ดีเหมือนรอบแรกแต่กลับวิ่งได้เร็วกว่า! พูดไปใครจะเชื่อ? หรือเด็กคนนี้ในรอบแรกไม่ได้ใช้แรงทั้งหมด’ โค้ชอวี๋ครุ่นคิด

นอกสนาม อาจารย์เฉินเองก็กำลังขมวดคิ้ว

อาจารย์เฉินเองก็ดูออกว่าจางกว้านช่วงออกตัวทำได้ไม่ดีเหมือนรอบแรก แต่กลับวิ่งได้เร็วกว่า เห็นได้ชัดว่ามันไม่สมเหตุสมผล

‘หรือว่าก่อนหน้านี้เขาออมแรงเอาไว้? ต้องเป็นอย่างนี้แน่ๆ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง แม้แต่ฉันก็ดูไม่ออกว่าเจ้าเด็กคนนี้มันออมแรงเอาไว้’ อาจารย์เฉินถึงแม้จะคิดเช่นนี้ แต่ภายในใจกลับกำลังปลื้มที่วันนี้จางกว้านวิ่งออกมาได้ดีเกินกว่าที่เขาคาดหวังไว้มาก ในฐานะโค้ชคนหนึ่ง เขาอุทิศทั้งชีวิตตนให้กับการกีฬาของประเทศ แต่ด้วยอายุปูนนี้ การที่ลูกศิษย์ทำผลงานออกมาได้ดีเหมือนจะกลายเป็นความฝันเพียงหนึ่งเดียวของเขา

.....

บนลู่วิ่ง จอมยุทธ์แว่นหูไคซึ่งอยู่ที่สาม กำลังใช้แรงทั้งหมดที่มีวิ่งไปข้างหน้า ผ่านไปประมาณ 5 เมตร เขาก็ตีคู่ขึ้นมากับผางกุ้ยปินที่เป็นลำดับสอง

‘ใส่แว่นตา เจ้าหูไค!’ ผางกุ้ยปินเห็นว่าหูไคกำลังไล่ขึ้นมา จากนั้นก็มองหวังเผิงที่นำเป็นอันดับหนึ่งอยู่ข้างหน้า เขารู้สึกได้ว่าต่อให้ทุ่มแรงทั้งหมดที่มีก็ไล่หวังเผิงไม่ทัน ชั่วพริบตาผางกุ้ยปินจึงตัดสินใจออกมา เขาต้องรั้งอันดับสองเอาไว้ให้ได้ เขาจึงเปลี่ยนจังหวะการวิ่งทันที ใช้กลยุทธ์วิ่งก่อกวน

หูไคเพิ่งจะเริ่มหัดวิ่งระยะสั้นเมื่อสองปีก่อน ประสบการณ์ในการแข่งขันและการปรับตัวในระหว่างการแข่งขันไม่อาจจะสู้ผางกุ้ยปินได้ แต่หากจะเปรียบกันเรื่องพรสวรรค์ หูไคนั้นมีมากกว่า เขาในตอนนี้หาจังหวะการวิ่งของตนเองเจอแล้ว ความเร็วเองก็เพิ่มขึ้น ทันใดนั้นเขาก็วิ่งแซงผางกุ้ยปินขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด

‘แซงขึ้นมาแล้ว!’ หูไคดีใจ เตรียมตัวจะวิ่งไล่ขึ้นไปหาหวังเผิงที่เป็นอันดับหนึ่ง

ทันใดนั้นนั่นเอง มีเงาของใครบางคนแวบขึ้นมาทางด้านข้างของหูไค

‘แย่แล้ว โดนผางกุ้ยปินแซงกลับแล้ว!’ หูไคตกใจ แต่กลับพบว่าเงาของคนที่แซงตนเองขึ้นมาสูงกว่าผางกุ้ยปินนิดหน่อย สีเสื้อนักกีฬาก็ไม่เหมือนกัน

‘ไม่ใช่ผางกุ้ยปิน เป็นใครกัน? ดูจากใบหน้า ใช่แล้ว นั่นมันจางกว้าน!’ หูไคกว่าจะรู้ตัวอีกทีจางกว้านก็วิ่งแซงขึ้นไปหาหวังเผิงที่อยู่ข้างหน้าแล้ว

หวังเผิงตั้งแต่ออกตัววิ่งก็อยู่ลำดับหนึ่งมาโดยตลอด

ฟอร์มการวิ่งของหวังเผิงในรอบนี้ดีมาก หลังจากผ่านไป 50 เมตร เขาก็ได้กลิ่นของการเป็นที่หนึ่งอยู่ไม่ไกล

‘วันนี้เราวิ่งดีมาก รอบนี้วิ่งได้ต่ำกว่า 10.40 วินาทีแน่นอน!’ หวังเผิงคิดคำนวณในใจเงียบๆ เขาเป็นนักกีฬาที่ประสบการณ์โชกโชน ถึงแม้จะกำลังแข่งขันอยู่ เขาก็ยังสามารถคำนวณเวลาที่ตัวเองจะทำออกมาได้

ทันใดนั้น ที่หางตาของหวังเผิงก็เห็นว่ามีนักวิ่งคนหนึ่งไล่ตามขึ้นมา

‘สปีดเร็วมาก ใครกัน? ไม่ได้ใส่แว่น ไม่ใช่หูไค อย่างนั้นต้องเป็นผางกุ้ยปินแน่ๆ ปีนี้ผางกุ้ยปินก้าวหน้าไปมาก ไม่คิดว่าจะวิ่งได้เร็วขนาดนี้’ ความคิดภายในหัวของเขาแล่นขึ้นมา ในเวลานี้เขาพบว่าอีกฝ่ายวิ่งตีคู่ขึ้นมากับตัวเองแล้ว เขาต้องประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะว่าคนที่ออกตัวทีหลังแต่ถึงก่อนคนนี้ ไม่ใช่ผางกุ้ยปินอย่างที่คาดไว้!

‘จางกว้านที่ได้ที่ 1 ในรอบคัดเลือก? เขาไล่ตามฉันทัน หรือว่าที่เขาวิ่งได้ 10.38 วินาทีมันจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ’ เมื่อหวังเผิงคิดถึงตรงนี้ ในเวลาเดียวกันเขาก็ตระหนักได้ว่า ความเร็วของตนไม่อาจสู้จางกว้านได้ ชั่วพริบตาที่ทั้งสองตีคู่สูสีช่วงชิงความได้เปรียบ จางกว้านก็แซงหวังเผิงขึ้นไปเรียบร้อย ในจังหวะที่จางกว้านแซงขึ้นไปนั้น หวังเผิงรู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางที่จะแซงจางกว้านกลับได้ ความเร็วของอีกฝ่ายเร็วมาก ทำให้หวังเผิงรู้สึกหมดหวัง

ในการแข่งขันความเร็วทุกประเภท ช่วงเวลาที่แซงอีกฝ่ายได้เป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นและยอดเยี่ยมที่สุด เนื่องจากจางกว้านออกตัวช้า พอออกตัวก็ตกไปอยู่ที่สุดท้าย แต่ในชั่วระยะเวลาสั้นๆ ไม่ถึง 10 วินาที กลับแซงคู่แข่งอีกเจ็ดคนขึ้นมาได้อย่างหมดจดขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง การแข่งขันที่กลับตาลปัตรเช่นนี้ ทำให้ผู้ชมที่อยู่รอบๆ ตื่นเต้นฮือฮาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงนี้จางกว้านแซงหวังเผิงขึ้นมา รอบสนามก็มีเสียงตะโกนดังอื้ออึงขึ้นมา

บนลู่วิ่ง อีกไม่ถึง 15 เมตรก็จะถึงเส้นชัย ตามสถานการณ์ในตอนนี้ จางกว้านคิดว่าการเข้ารอบรองชนะเลิศไม่น่ามีปัญหาอะไรแล้ว และเมื่อคิดถึงความสามารถสปรินต์ที่ใช้ได้ถึง 20 วินาที จางกว้านเลยลดความเร็วของตนเองลง

10 เมตรสุดท้าย หวังเผิงรีบสปรินต์ตัวขึ้นมา แต่ก็ไม่อาจแซงได้ จางกว้านยังคงเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่ง เวลาที่เขาทำได้คือ 10.35 วินาที เร็วกว่าเวลาที่ทำได้ในรอบแรกอยู่ 0.03 วินาที และเป็นอันดับหนึ่งในการแข่งรอบที่สองนี้

จางกว้านเดินออกมาจากสนามไปยังอุโมงค์ทางเดินนักกีฬา สิ่งที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงคือ ระหว่างทางมีนักกีฬาและโค้ชที่ไม่รู้จักเข้ามาทักทายเขา ยิ่งไปกว่านั้นบางคนยังเข้ามาพูดคุยกับเขาสองสามคำ

‘กีฬานี่มันโหดร้ายจริงๆ!’ จางกว้านแอบนึกปลงอยู่ในใจ ในสนามแข่งความสามารถเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ได้รับการยอมรับ แม้คุณจะหน้าตาไม่ดี รูปร่างไม่สูงใหญ่ หรือแม้แต่คุณเป็นคนคุยไม่เก่งเลย ขอเพียงแค่ทำคะแนนได้ดี ทุกคนก็จะให้การยอมรับคุณ เมื่อคุณทำคะแนนได้ดีเพียงพอ ทุกคนก็จะหันมองขึ้นมาที่คุณ

.....

อาจารย์เฉินเดินขึ้นมาข้างหน้า แสร้งทำเป็นโมโห พูดว่า “เธอนี่รู้จักซ่อนความสามารถเอาไว้ด้วยนะ! เห็นชัดๆ ว่าวิ่งไว้เร็วขนาดนี้ แต่เวลาฝึกกลับเก็บเอาไว้ แม้แต่ฉันก็ดูไม่ออก”

จางกว้านยิ้มแห้งๆ เขาไม่ได้แอบเก็บความสามารถเอาไว้ จริงๆ แล้วเป็นเพราะความสามารถเพิ่งอัปเกรดหลังจบการแข่งรอบที่หนึ่งพอดี

“พูดมาตามตรง เธอวิ่งได้เร็วเท่าไรกันแน่?” อาจารย์เฉินถาม

“อันนี้.....” จางกว้านลังเลเล็กน้อย แล้วพูดว่า “ผมเองก็ยังไม่เคยลอง แต่ผมเดาว่าถ้าออกตัวได้ดีกับใช้แรงเต็มที่ น่าจะไม่เกิน 10.30 วินาที”

“เร็วขนาดนั้น? ทำได้จริงหรือเปล่า?” อาจารย์เฉินถาม

“ทำได้ครับ! จางกว้านพยักหน้าอย่างมั่นใจ จากนั้นก็เดินเข้าไปใกล้ๆ อาจารย์เฉิน พูดเบาๆว่า “ เมื่อกี้ตอนแข่ง ช่วงสุดท้ายผมลดความเร็วลงหน่อยหนึ่ง”

อาจารย์เฉินพยักหน้า “ทำถูกแล้ว ตอนบ่ายยังมีการแข่งรอบรองชนะเลิศ ถ้านับการแข่งตอนเช้าสองรอบ ก็เท่ากับวันหนึ่งแข่งสามรอบ การแข่งแบบนี้โหดมาก ควรจะเก็บแรงเอาไว้ ยังดีที่การแข่งตอนบ่ายจะเริ่มช้าหน่อย มีเวลานิดหน่อยให้พวกเธอได้พักผ่อนร่างกาย หลังการแข่งรอบบ่ายจบ ก็ยาวไปจนถึงพรุ่งนี้ตอนบ่ายจึงจะเริ่มการแข่งรอบตัดเชือก มีเวลาให้พักผ่อนเต็มที่ แถมการแข่งรอบบ่ายจะเป็นการเลือก 8 คนแรกที่คะแนนดีที่สุดเข้าไปแข่งรอบตัดเชือก การแข่งกันภายในกลุ่มก็จะลดลงอย่างมาก เธอแค่วิ่งให้ดีก็ใช้ได้แล้ว”

...........................

devc-1b3c75c7-32954เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด! ตอนที่ 7