เทพกีฬา เก่งเกินพิกัด! ตอนที่ 6
ตอนที่ 6 การแข่งรอบที่สองเริ่มขึ้น
‘อะไรนะ? ทำลายสถิติประเทศ 1 ครั้ง!’ ภารกิจนี้ทำเอาจางกว้านตกใจ ก่อนหน้านี้ระดับที่ดีที่สุดของจางกว้านก็แค่นักกีฬาระดับสอง สถิติของประเทศสำหรับจางกว้านแล้วช่างห่างไกลเหลือเกิน เหมือนยอดเขาที่ไม่อาจจะปีนขึ้นไปได้
‘นี่มันระบบอะไรเนี่ย ภารกิจนี้ไม่มีทางสำเร็จหรอก สถิติประเทศจะไปทำลายง่ายๆ อย่างนั้นได้ยังไง ถ้าฉันทำลายสถิติประเทศได้จะมายืนอยู่ตรงนี้ทำไม ตอนนี้ฉันวิ่งได้แค่ 10.38 วินาที แต่สถิติประเทศตอนนี้คือ...เออ แล้วสถิติประเทศคือเท่าไร...’
จู่ๆ จางกว้านก็คิดขึ้นมาได้ สถิติประเทศในตอนนี้เหมือนจะยังไม่เร็วเท่าไร น่าจะเกิน 10.10 วินาที
‘สิบจุดหนึ่งกว่าๆ วินาทีเหรอ? จางกว้านนึกอย่างละเอียด จำได้แค่ลมกรดซู[1]ที่วิ่งได้ 9.99 วินาที แต่กลับนึกสถิติวิ่ง 100 เมตรตอนนี้ไม่ออก
ด้านหนึ่งก็คิดไป จางกว้านเดินออกมาจากลู่วิ่ง ตรงมาหาอาจารย์เฉิน
“อาจารย์เฉิน ผมผ่านเข้ารอบแล้ว” จางกว้านวิ่งเหยาะๆ มายืนอยู่ข้างอาจารย์เฉิน
“เมื่อกี้เธอทิ้งที่ 2 ซะกระจุยเลย ตอนแข่งคัดเลือกไม่ต้องวิ่งเร็วขนาดนั้น แค่ผ่านเข้ารอบก็พอแล้ว ไม่ต้องใช้แรงทั้งหมด อันที่จริงอีกซักพักก็ต้องแข่งรอบต่อไป ต้องเก็บแรงเอาไว้” อาจารย์เฉินพูด
“ทราบแล้วครับ” จางกว้านตอบ
อาจารย์เฉินดึงจางกว้านมาใกล้ๆ ชี้ไปที่โค้ชอวี๋ที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วแนะนำว่า “นี่คือโค้ชอวี๋ เป็นโค้ชกรีฑาทีมชาติ”
“โค้ชอวี๋ สวัสดีครับ!” จางกว้านทักทายโค้ชอวี๋ เขาสังเกตเห็นโค้ชอวี๋อยู่นานแล้ว อันที่จริงคนหัวล้านมันก็เตะตาอยู่ แถมโค้ชอวี๋ยังใส่ชุดนักกีฬา จางกว้านย่อมคิดว่าเข้าต้องเป็นโค้ชของทีมใดทีมหนึ่ง แต่กลับคิดไม่ถึงว่าเขาเป็นถึงโค้ชทีมชาติ
‘เหล่าเฉินนี่ตาแหลมจริงๆ หาเพชรเม็ดงามอย่างนี้มาได้’ คิดมาถึงตรงนี้ โค้ชอวี๋ก็ตบไหล่จางกว้าน พูดว่า “พ่อหนุ่ม ฉันจำเธอได้แล้ว การแข่งรอบต่อไปวิ่งดีๆ ล่ะ ขอแค่คะแนนไม่แย่กว่าตอนนี้ ต่อไปถ้ามีเรียกซ้อมรวมทีมชาติ ฉันจะให้เธอเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน”
.....
หลังจากส่งโค้ชอวี๋ด้วยสายตา จางกว้านจึงเอ่ยถามว่า “อาจารย์เฉินครับ สถิติวิ่งหนึ่ง 100 เมตรของประเทศตอนนี้คือเท่าไรครับ?”
“10.17 วินาที โจวเหว่ยทำไว้ในการแข่งระดับประเทศตอนปี 98” อาจารย์เฉินหันกลับมามองจางกว้าน ถามว่า “เธอถามเรื่องนี้ทำไม”
“ไม่มีอะไรครับ ผมแค่อยากรู้ว่ายังห่างอยู่เท่าไร” จางกว้านแอบคิดอยู่ภายในใจ ‘นึกออกแล้ว สถิติของประเทศตอนนี้คือของโจวเหว่ย 10.17 วินาที ฉันห่างอยู่แค่ 0.21 วินาที ดูแล้วก็ไม่น่าจะยากมาก เมื่อสักครู่ความสามารถสปรินต์อัปเกรดแล้ว ผลของความสามารถกับเวลาก็เพิ่มขึ้น ไม่แน่อาจจะวิ่งได้ถึงระดับนี้ก็ได้’
อาจารย์เฉินยิ้มนิดๆ แล้วพูดว่า “อย่าเพิ่งหวังสูงขนาดนั้น พูดตามตรงเวลาของเธอวันนี้สำหรับฉันแล้วก็ถือว่าได้ตามที่คาดไว้ วิ่งอย่างนี้ต่อไป ถ้าโชคดีหน่อย ไม่แน่อาจจะได้เหรียญติดมือกลับบ้านไป ส่วนสถิติประเทศ ต่อไปฝึกเยอะๆ มีโอกาสแน่นอน”
ตอนที่อาจารย์เฉินพูดถึงสถิติ 100 เมตร แฝงไปด้วยความรู้สึกเสียใจอย่างเห็นได้ชัด สถิติประเทศอันนี้ ผ่านไปถึง 5 ปีก็ยังไม่มีใครทำลายลงได้ แต่ในความทรงจำของจางกว้าน สถิติอันนี้สามารถรักษาไว้ได้ถึง 13 ปีเต็ม จนถึงปี 2011 ในการแข่งชิงแชมป์กรีฑาของประเทศก็ถูกเจ้าลมกรดซูทำลายลงไป
ตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา หลังจากที่นักกีฬากลุ่มนั้นที่ถือเป็นจุดสูงสุดในยุค 90 พากันเกษียณออกไป รายการวิ่ง 100 เมตรภายในประเทศก็อยู่ในช่วงตกต่ำ ขาดแคลนนักกีฬาฝีมือดี ปี 2004 จนถึงปี 2010 ในประเทศไม่มีนักกีฬาคนไหนที่วิ่งทำเวลาได้ต่ำกว่า 10.20 วินาทีในการแข่งขันเลย
.....
การแข่งขันดำเนินไปเร็วมาก พริบตาเดียวก็แข่งจบทั้ง 18 รอบ โค้ชของแต่ละทีมต่างมีรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบและกลุ่มที่จะแบ่งในรอบต่อไปอยู่ในมือ ในเวลาเดียวกันชื่อของจางกว้านก็แพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว
เวลา 10.38 วินาทีนี้หากเป็นปีที่แล้ว ถือว่าเป็นเวลาที่เร็วเป็นลำดับที่ 4 ของปี แต่นักกีฬาของปีนี้ต่างทำผลงานออกมาได้ดี เวลา 10.38 วินาทีนี้จึงจัดว่าเร็วเป็นลำดับที่ 5 ของปีนี้ จู่ๆ การที่มีคนสามารถวิ่งทำเวลาได้ขนาดนี้โผล่ขึ้นมา ย่อมต้องดึงดูดความสนใจของโค้ชแต่ละทีมอย่างแน่นอน
ในระบบการฝึกสอนของนักกีฬาในประเทศ นักกีฬาจะได้รับการฝึกตั้งแต่เด็กๆ ทีมระดับอำเภอจะคัดเลือกเด็กมาจากโรงเรียน ถ้าทำเวลาตอนอยู่ทีมอำเภอได้ดี ก็จะถูกทีมระดับเมืองเลือกไป ถ้าทำเวลาตอนอยู่ทีมระดับเมืองได้ดี ก็จะถูกทีมระดับมณฑลเลือกไป ในระหว่างนั้นก็อาจจะได้รับเลือกจากวิทยาลัยพละระดับต่างๆ นักกีฬาฝีมือดีภายใต้ระบบการคัดเลือกเป็นทอดๆ อย่างนี้ ไม่นานนักทุกคนก็จะรู้จัก พอถึงระดับมณฑล ต่างคนต่างก็รู้ตื้นลึกหนาบางกันดี ทีมไหนมีนักกีฬาคนไหนหน่วยก้านดี หรือตัวสำรองทีมไหนมีใครที่มีพรสวรรค์บ้าง ข้อมูลเหล่านี้ล้วนไม่ใช่ความลับ ในการแข่งขันปกติ ถึงแม้จะมี ‘ม้ามืด’ โผล่มา แต่ก็จะเป็นนักกีฬาที่ทุกคนรู้จัก แค่ปกติไม่ได้เป็นที่สังเกตก็เท่านั้น
แต่วันนี้จางกว้านได้ทำลายธรรมเนียมนี้ลงไป เวลา 10.38 วินาทีทำให้เขากลายเป็นที่ 1 ในการแข่งคัดเลือก ชื่อของเขาแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ในตอนนี้โค้ชของแต่ละทีมตระหนักได้ว่า ตัวเองไม่รู้จักนักกีฬาคนนี้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นโค้ชของแต่ละทีมจึงถามไปทั่ว ด้วยความอยากรู้ที่มาของจางกว้าน
แต่หลังจากทุกคนรู้ว่าจางกว้านคือลูกศิษย์ที่อาจารย์เฉินเลือกมาเองกับมือ ก็แสดงท่าทียอมรับว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะอาจารย์เฉินคือที่สุดของวงการกรีฑาแล้ว ลูกศิษย์ที่เขาเลือกมาเองกับมือเก่งขนาดนี้ก็เป็นเรื่องที่สมควร
จากนั้นไม่นานก็จะเริ่มการแข่งรอบที่สอง การแข่งรอบนี้จะแข่งกันทั้งหมด 5 รอบ ในแต่ละกลุ่มจะคัดเอาคนที่เวลาดีที่สุด 3 คน และอีก 1 คนซึ่งเวลาดีที่สุดจากกลุ่มที่เหลือเพื่อไปแข่งรอบรองชนะเลิศรวมทั้งหมด 16 คน การแข่งขันยังคงเป็นไปอย่างดุเดือด
.....
เฉินเหวินจงเป็นโค้ชของทีมนักวิ่งจากมณฑลกว่างซี สมัยหนุ่มเขาก็เป็นนักวิ่งระยะสั้นที่มีชื่อเสียงมาก เคยทำลายสถิติประเทศถึง 5 ครั้ง ในนั้นก็รวมถึงตอนปี 96 ที่เขาวิ่งได้ 10.20 วินาที ทำลายสถิติวิ่ง 100 เมตรชายของประเทศในตอนนั้น ปีที่แล้วหลังจากเฉินเหวินจงเกษียณก็มาเป็นโค้ชอยู่ที่ทีมเดิมของตัวเอง
ตอนนี้เฉินเหวินจงถือใบรายชื่ออยู่ในมือ กำลังดูอย่างตั้งอกตั้งใจ
‘เวลาที่เร็วที่สุดในรอบแรกคือ 10.38 วินาที? ใครนะวิ่งเร็วขนาดนี้ ไม่รู้หรือว่าเช้านี้ต้องแข่งสองรอบ? ชื่อจางกว้าน? โผล่มาจากไหนกันเนี่ย ไม่เคยได้ยินชื่อคนนี้เลย’ เฉินเหวินจงขมวดคิ้วครุ่นคิด
สำหรับเวลา 10.38 วินาทีในสายตาของโค้ชอย่างเฉินเหวินจง สามารถมาเป็นมือหนึ่งของทีมใดทีมหนึ่งซักทีม หรือแม้แต่ทีมที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างกว่างตงและกว่างซีก็ยังได้
เมื่อเฉินเหวินจงพลิกไปดูการแบ่งกลุ่มในรอบที่สอง ทันใดนั้นก็พบว่าจางกว้านกับผางกุ้ยปินนักกีฬาที่เร็วที่สุดของทีมตนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
ผางกุ้ยปินหนึ่งในคนที่ช่วยให้ทีมมณฑลคว้าแชมป์รายการวิ่ง 4x100 เมตรในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 9 เวลาฝึกซ้อมเขาทำเวลาได้ดีมาก แต่ในการแข่งอย่างเป็นทางการแล้วเวลาที่ดีที่สุดของเขาคือ 10.40 วินาที เห็นได้ชัดว่าช้ากว่าจางกว้านอยู่หน่อย
เฉินเหวินจงกวาดตามองไปด้านล่าง ก็เห็นภายในกลุ่มเดียวกันยังมีอีกสองคน ได้แก่ หวังเผิงจากทีมเจ้าบ้านจินเหมินและหูไคจากทีมซานเฉิง
‘หวังเผิงเป็นคนที่วิ่งได้อยู่ในระดับไม่เกิน 10.30 วินาที แถมยังเป็นนักวิ่งของทีมเจ้าบ้านจินเหมิน การแบ่งกลุ่มนี้แน่นอนว่าเพื่อส่งให้หวังเผิงเข้ารอบรองชนะเลิศ ส่วนหูไคเป็นนักวิ่งที่อาจารย์หลี่แห่งมหาวิทยาลัยชิงหวาหามาเมื่อ 2 ปีก่อน ถึงแม้จะเริ่มหัดวิ่งระยะสั้นเมื่อตอนอายุ 18 ปี แต่ว่าในหนึ่งปีมานี้วิ่งทำเวลาออกมาได้ดีอย่างน่าตกใจ เวลาที่เขาทำได้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 10.40 วินาที’ เฉินเหวินจงด้านหนึ่งก็คิด อีกด้านหนึ่งก็เขียนเวลาที่คำนวณไว้หลังชื่อนักกีฬา
‘หวังเผิงที่อยู่ในกลุ่มนี้ต้องเป็นที่ 1 แน่นอน คนที่จะเข้ารอบอีกสองคนน่าจะเป็นผางกุ้ยปินของทีมเรากับหูไคจากซานเฉิง แต่ว่าจางกว้านที่อยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาเป็นเรื่องที่ไม่ได้คาดมาก่อน ถ้าหากเขาวิ่งได้เร็วขนาดนั้นจริงๆ ล่ะก็ ไม่หวังกุ้ยปินก็หูไค สักคนในนี้ต้องโดนคัดออกอย่างแน่นนอน’ เฉินเหวินจงวงกลมที่ชื่อจางกว้าน แล้วเขียนเครื่องหมายคำถามไว้ด้านหลัง
หลังจากครุ่นคิดอยู่ซักพัก เฉินเหวินจงก็เรียกผางกุ้ยปินมาข้างๆ กำชับเสียงเบาๆ ว่า “เดี๋ยวเธอต้องระวังจางกว้านที่ได้ที่หนึ่งตอนแข่งคัดเลือกให้ดี เขาวิ่งได้ 10.38 วินาที บางทีอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ถ้าไม่กำจัดเขาออกไปมันจะเป็นปัญหาแน่ๆ ดังนั้นตอนเธอวิ่งก็วิ่งให้เต็มที่ไปเลย ไม่ต้องเก็บแรงเอาไว้ ตอนนี้การเข้ารอบสำคัญที่สุด”
ในขณะเดียวกัน โค้ชของทีมจินเหมินกับซานเฉิงเองก็กำลังใช้คำพูดแบบเดียวกันกำชับหวังเผิงกับหูไค โค้ชเหล่านี้เมื่อก่อนอาจจะไม่ได้ทำเวลาถึงกับดีมากในการแข่งขัน แต่เรื่องมันสมองก็ไม่ได้เป็นรองใคร การแข่งแบบ 8 คนคัดเอาแค่ 3 คน ตอนนี้จู่ๆ ก็มีจางกว้านโผล่ขึ้นมาแบบไม่ได้คาดคิดมาก่อน โค้ชเหล่านี้จึงใช้กลยุทธ์เอาความแน่นอนไว้ก่อน
อาจารย์เฉินเองก็เรียกจางกว้านมาใกล้ๆ เตรียมจะให้คำชี้แนะก่อนที่จะลงแข่ง
อาจารย์เฉินดูใบรายชื่อที่แบ่งกลุ่มเรียบร้อยภายในมือ เดิมจะชี้แนะจางกว้านว่านักกีฬาคนไหนมีอะไรที่ควรระวัง แต่อาจารย์เฉินก็คิดได้ว่าอธิบายสิ่งเหล่านี้กับคนที่เพิ่งหัดวิ่งไปก็ไม่มีประโยชน์ พูดไปแล้วก็ไม่แน่ว่าจางกว้านจะรู้เรื่อง ถึงฟังรู้เรื่องก็ต้องใช้เวลาในการซึมซับทำความเข้าใจ ดังนั้นอาจารย์เฉินจึงวางใบรายชื่อนั้นลง แล้วพูดกับจางกว้านว่า “เดี๋ยววิ่งดีๆ นะ เข้ารอบให้ได้!”
.....
คนที่มีหน้าที่จัดกลุ่มในการแข่งขัน เวลาจัดกลุ่มก็จะคำนึงถึงปัจจัยในเรื่องความสามารถ นักกีฬาทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มต่างก็มีนักกีฬาที่แข็งแกร่งอยู่กลุ่มละ 2-3 คน ดังนั้นการแข่งในรอบที่สองนี้จึงไม่มีม้ามืดโผล่มา พวกนักกีฬาเก่งๆ ต่างก็พากันผ่านเข้าไปในรอบรองชนะเลิศ
กลุ่มของจางกว้านแข่งเป็นกลุ่มสุดท้าย ยิ่งมีหวังเผิงนักกีฬาของทีมเจ้าถิ่นแข่งด้วย ทำให้มีคนมาดูเยอะมาก
ช่วงเวลาที่จางกว้านยืนอยู่ในลู่วิ่งของตน ทุกสายตาทั้งในและนอกสนามต่างก็มองมาที่เขา ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาหรือว่าโค้ชล้วนอยากจะรู้ว่าคนที่วิ่งได้ 10.38 วินาทีในรอบแรกนั้นเป็นคนยังไง แม้แต่ผู้ตัดสินเองก็อดไม่ได้ที่จะมองดูจางกว้าน
แต่สายตาที่ทุกคนมองจางกว้านล้วนเต็มไปด้วยความสงสัย จางกว้านดูแล้วก็เป็นเพียงแค่เด็กอายุ 17-18 ปี เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีระดับความสามารถขนาดนั้น เวลา 10.38 วินาทีในการแข่งรอบแรกอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ แต่ในการแข่งรอบที่สองนี้ จะเป็นรอบสุดท้ายในการแข่งขันครั้งนี้ของเขาแล้ว
บนใบหน้าของจางกว้านที่อยู่บนลู่วิ่งกลับมีรอยยิ้ม สายตาที่เหมือนรอคอยอะไรซักอย่างกำลังจ้องมองไปที่เส้นชัย
‘ความสามารถในการสปรินต์ระดับมืออาชีพ ผลของความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่รู้ว่าถ้าฉันใช้แรงทั้งหมดที่มี จะทำลายสถิติประเทศได้หรือเปล่า แต่นี่เป็นแค่การแข่งรอบที่สอง แค่ผ่านเข้ารอบก็พอ ไม่จำเป็นต้องใช้แรงทั้งหมด’ จางกว้านคิดกับตัวเอง
ในเวลานี้เสียงปืนให้สัญญาณดังขึ้น จางกว้านพุ่งตัวออกไป แต่ทันใดนั้นก็พบว่าข้างๆ วิ่งนำออกไปครึ่งช่วงตัวแล้ว!
จางกว้านออกตัวเป็นคนสุดท้ายอีกครั้ง.....
.................................
[1]ลมกรดซู คือ ซูปิ่งเทียน นักวิ่งเอเชียคนแรกที่ทำเวลาได้ไม่เกิน 10 วินาทีในการวิ่ง 100 เมตร