ท่านแม่ทัพ ฮูหยินเรียกท่านไปทำนา: บทที่ 12 ชกอย่างบ้าระห่ำ ตอนที่ 12
ตอนที่ 12 ชกอย่างบ้าระห่ำ
“จางเตา เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
สรรพนามที่เรียกเริ่มเปลี่ยน
จางเตาหุบยิ้ม “หมายความว่าอย่างไรคืออะไร ลูกสาวสุดที่รักของพี่ไม่ได้บอกพี่หรอกรึ คนที่ล่วงเกินจางเตา จะปล่อยผ่านไปง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไรกัน หากวันนี้ข้าไม่ดึงศักดิ์ศรีกลับมา วันหน้าข้าคงไม่สามารถอยู่ต่อบนเส้นทางนี้ได้อีก!”
ซูเฉิงขมวดคิ้วมองเขา “บาดแผลเจ้า ต้ายาเป็นคนทำรึ”
เขามองออกแต่แรกว่าจางเตาบาดเจ็บ ไม่ใช่ว่าเขาไม่สนใจจางเตา แต่หากจางเตาไม่เอ่ย เขาเองก็ไม่อยากถามให้มากความ
จางเตาฮึดฮัดกล่าวอย่างเย็นชา “อย่ามาทำเฉไฉไม่รู้เรื่องกับข้า ไม่คิดส่งคนมาให้ข้าใช่หรือไม่ เช่นนั้นก็ได้”
เขาล้วงมีดสั้นออกมาจากอก ปักฉับลงบนโต๊ะตรงกลางระหว่างเขาสองคน
“ทิ้งมือไว้ข้างหนึ่ง”
สายตาของซูเฉิงจับจ้องไปที่มีดสั้นอันเฉียบคมเล่มนั้น “ถ้าข้าทิ้งไว้ เจ้าจะปล่อยต้ายาใช่หรือไม่”
จางเตาจ้องกลับพร้อมหรี่ตายิ้มให้ “ก็ต้องดูอารมณ์ข้าก่อน ถ้าข้าอารมณ์ดี เพียงอารมณ์ดีขึ้นมา ก็อาจจะไม่เอาเรื่องนังอ้วนสมควรตายนั่นก็เป็นได้”
ซูเฉิงค่อยจับมีดสั้นขึ้นมาจากโต๊ะช้าๆ
จางเตาอดหัวเราะเยาะไม่ได้ “พี่ซูนะพี่ซู กับลูกสาวที่ทั้งอ้วน ทั้งโง่ แถมยังขายไม่ออกคนนี้ เสียมือไปหนึ่งข้างมันคุ้มแล้วจริงรึ นึกย้อนไปสมัยฝ่าเหนือล่องใต้ด้วยกัน มีใครบ้างที่ไม่เรียกพี่ซูว่ามือดีชั้นยอดของหน่วยคุ้มกัน”
เสียงที่ตอบกลับไปคือเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมอันตรายของซูเฉิง “เจ้าว่าใครคือนังอ้วนสมควรตาย”
จางเตาชะงัก
วินาทีต่อมา มีดสั้นในมือซูเฉิงพลันพุ่งตรงมายังตรงหน้าเขา…
เขาคิดไม่ถึงว่าซูเฉิงจะบ้าดีเดือดโจมตีเขาอย่างกะทันหันเช่นนี้
ต้องเข้าใจว่า ลูกน้องของเขาเฝ้าอยู่ท้ายเรือนเกือบสิบกว่าคน ระหว่างทางที่เดินมา เป็นไปไม่ได้ที่ซูเฉิงจะไม่เห็น…
เขาไม่คิดเลยหรือว่าหากทำจางเตาเจ็บ เขาก็ออกไปไม่ได้เช่นกัน…
เขาบาดเจ็บอยู่ และเขาเลี่ยงท่านี้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่เขามีนักสู้มือดีอยู่ด้านหลังคนหนึ่ง เขาตาไวมือเร็ว คว้าข้อมือข้างขวาของซูเฉิงไว้มั่นทันที
แต่นี่เป็นท่าลวงของซูเฉิงตั้งแต่แรก หรือกล่าวได้อีกอย่างว่า จงใจป้อนท่านี้ให้พวกเขาสองคนเอง
มือซ้ายของเขาแอบหยิบแจกันกระเบื้องสีขาวข้างขึ้นมานานแล้ว จากนั้นก็ฟาดลงที่ศีรษะของจางเตาอย่างแรง
จางเตาหัวแตกทันที
คนที่อยู่ด้านหลังจะขวางก็ยังขวางไม่ทัน
ซูเฉิงกลับไปทำนาอยู่หลายปี จนคนอื่นแทบลืมไปแล้วว่าสมัยที่เขาเป็นหน่วยคุ้มกัน เขาสู้อย่างไม่คิดชีวิตอย่างไร
มืออันธพาลอ้อมมาด้านหน้า คิดจะชกซูเฉิงให้ล้มด้วยหมัดเดียว แต่นึกไม่ถึงว่าจะถูกซูเฉิงจะถีบเข้าที่กลางหน้าอกจนล้มฟาดกับพื้นอย่างแรง
ซูเฉิงกระชากคอเสื้อของจางเตาแล้วชกเปรี้ยงเข้าไป
“นังอ้วนสมควรตายหรือ หืม?”
“ทั้งอ้วนทั้งโง่หรือ หืม?”
“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าตอนนั้นข้าพาเจ้าออกมาจากมือของพวกโจรป่าอย่างไร”
จริงสิ
เขาลืมไปได้อย่างไร พวกเขาเผชิญหน้ากับกลุ่มโจรป่า ดาวกระจายถูกปล้น เขาก็ถูกจับตัวไปด้วย
ซูเฉิงคือคนที่บุกเดี่ยวไปช่วยเขาและเอาดาวกระจายออกมาอย่างไม่คิดชีวิต
ราคาที่ต้องจ่ายก็ย่อมสาหัสเป็นแน่อยู่แล้ว มือขวาของซูเฉิงเกือบใช้การไม่ได้จึงทำได้เพียงกลับภูมิลำเนาไปทำไร่ทำนา สาเหตุก็เกิดขึ้นจากตรงนี้
มือข้างที่ซูเฉิงใช้สั่งสอนเขาก็คือมือขวาข้างนั้นที่ใช้การไม่ได้แล้ว
เห็นได้ชัดว่ากำลังแขนเบาลงไปโข แต่หากใช้สั่งสอนจางเตาที่มีบาดแผลแต่เดิมก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
ซูเฉิงกดจางเตาลงถูกับพื้น กำปั้นที่ชกลงไปถี่รัวดั่งหิมะตก
ตราบใดที่ชกไม่ตายก็จงชกให้ใกล้ความตาย
“จางเตา เห็นข้าไม่หาเรื่องเจ้า เจ้าก็เลยคิดว่าข้ากลัวรึไง”
“รังแกถึงลูกสาวข้า เบื่อโลกแล้วใช่หรือไม่ไอ้บัดซบ”
จางเตาถูกชกตีจนเริ่มสงสัยในชีวิต
แน่นอนว่าลูกน้องที่เฝ้าอยู่ท้ายเรือนต้องได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวด้านใน แต่พวกเขานึกว่าคนที่โดนทุบตีคือซูเฉิง
พวกเขายิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่าผิดปกติ สุดท้ายก็กรูกันเข้าไป
จางเตาในเวลาจมูกเขียวหน้าบวมช้ำราวกับคนใกล้ตาย
ทุกคนตกใจหน้าถอดสี จากนั้นก็พากันแยกเขี้ยวยิงฟันพุ่งเข้าหาซูเฉิง
จะสู้กันตัวต่อตัว หรือหนึ่งต่อสอง หรือหนึ่งต่อสาม ซูเฉิงไม่มีปัญหา แต่หากต้องประมือกับชายฉกรรจ์สิบกว่าคน ซูเฉิงก็ลำบากอยู่พอสมควร
ในขณะที่สถานการณ์ด้านในมีฝั่งหนึ่งกำลังได้เปรียบ ประตูห้องพลันถูกถีบออกโดยขาอ้วนๆ ข้างหนึ่ง
ซูเสียวเสี่ยวกับซูเอ้อร์ร์โก่วถือไม้กระบองพุ่งเข้ามาอย่างนักสู้ที่มาพร้อมกับไฟอันเดือดพล่าน
“ปล่อยพ่อข้าเดี๋ยวนี้”
ซูเอ้อร์ร์โก่วกระโจนเข้าไปข้างใน
เป็นดั่งคำกล่าวที่ว่า อ่อนกลัวแข็ง แข็งกลัวหยาบ หยาบกลัวคนไม่คิดชีวิต
อันธพาลพวกนี้คือพวกหยาบใช้ความรุนแรง ส่วนคนของตระกูลซูทำเพื่อปกป้องซึ่งกันและกันจึงเป็นพวกไม่คิดชีวิต
พวกเขาแลกหมัดกันอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายอันธพาลสิบกว่าคนก็ถูกจัดการทั้งหมดและไม่มีใครกล้าพุ่งเข้ามาอีกเลย
สามจอมอันธพาลแห่งตระกูลซูพากันหอบหายใจอย่างหนัก
ซูเฉิงโยนไม้ในมือลงไปข้างๆ เท้าของจางเตาพร้อมกล่าวขึ้นในขณะที่ยังหายใจหอบ “จางเตา เจ้าจำคำของข้าเอาไว้ให้ดี ข้าจัดการเจ้าได้ครั้งแรก ก็จัดการเจ้าครั้งที่สองได้เหมือนกัน ถ้าเจ้ายังกล้าคิดทำร้ายถึงลูกสาวข้าอีก ข้าเอาเจ้าตายแน่”
แล้วทั้งสามคนก็เดินออกจากโรงหมอ
การต่อสู้ในครั้งนี้สะบักสะบอมไม่น้อย มือขวาของซูเฉิงชาและข้อเท้าแพลง ส่วนใบหน้าของซูเอ้อร์ร์โก่วโดนชกไปหนึ่งหมัด ทำให้มีเลือดออกจมูกเล็กน้อย
คนเดียวที่ไม่ได้รับบาดเจ็บเลยคือซูเสียวเสี่ยว
ไม่ได้หมายความว่านางเป็นคนฝีมือดี นางตัวอ้วนเช่นนี้ ที่จริงไม่ค่อยคล่องตัวเท่าไหร่นัก แต่เป็นเพราะผู้ชายสองคนนั้นช่วยรับแทนนางทั้งหมดต่างหาก
“พวกเจ้ามาได้อย่างไร” ซูเฉิงถาม
“เอ้อร์โก่วบอกว่าท่านพ่อถูกจางเตาเชิญให้เข้าเมือง ข้านึกแล้วว่าต้องเกิดเรื่อง” ซูเสียวเสี่ยวเอ่ยตอบ
ซูเฉิงกล่าว “คราวหลังไม่ต้องมา ข้ารับมือไหว”
ซูเสียวเสี่ยวชะงัก “แล้วท่านจะไม่ถามข้าสักหน่อยหรือว่าข้าทำอะไรกับจางเตา”
ซูเฉิงตอบกลับไปโดยไม่คิด “มีอะไรให้ถามรึ ต่อให้เจ้าทำอะไรลงไป ก็ไม่ถึงขั้นลามถึงหัวของจางเตาได้ เห็นๆ อยู่ว่ามันต่างหากที่รังแกเจ้า แล้วเจ้าเสียเปรียบหรือไม่”
คำตอบที่ผิดคาดไปจากจินตนาการทำให้ซูเสียวเสี่ยวชะงักไปครู่หนึ่ง
“ไม่เลยเจ้าค่ะ” นางกล่าว
รอยแผลเล็กๆ บนหลังมือแทบไม่สมควรให้พูดถึง ที่นางร้องไห้เป็นเพราะปัญหาทางร่างกายต่างหาก อาการบาดเจ็บไม่ได้รุนแรงเลย
‘บอกลูกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปก่อเรื่องนอก’
‘ต้องเชื่อฟัง เป็นเด็กดี อย่าให้คนในบ้านต้องเป็นห่วง’
‘ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอกนะ ทำไมพวกนั้นถึงไม่ทำคนอื่น ทำแต่กับลูก หัดดูซะบ้างว่าตัวเองมีปัญหาอะไร’
คำพูดที่ซูเสียวเสี่ยวได้ยินบ่อยที่สุดตอนเด็กๆ ก็คือคำพูดที่ตรงไปตรงมาและความหมายลึกล้ำเหล่านี้ ต่อให้ไม่ใช่ความผิดของนาง พวกเขาก็ไม่เคยฟังคำอธิบายจากนางเลยสักครั้ง
เพียงคำว่า ‘เข้มงวดกับตัวเอง ผ่อนปรนกับผู้อื่น’ ก็ทำให้การกีดกันและการกลั่นแกล้งที่เคยประสบพบเจอถูกมองข้ามและผ่านพ้นไปอย่างง่ายดาย
ซูเสียวเสี่ยวมองพ่อซู “ท่านพ่อไม่กล่าวโทษที่ข้าไม่บอกท่านเรื่องทำจางเตาบาดเจ็บรึเจ้าคะ ถ้าข้าบอกท่านพ่อ วันนี้ท่านก็คงไม่ไปพบเขาโดยที่ไม่ได้เตรียมตัวแน่ๆ”
ซูเฉิงปัดมืออย่างไม่สนใจ “เจ้าไม่เสียเปรียบก็ดีแล้ว ต่อให้ข้าไม่ไปหาเขา สักวันหนึ่งเขาก็ต้องมาข้าถึงที่ มันไม่ต่างกันหรอก แล้วอีกอย่าง เจ้าเพิ่งจะสิบหก ไม่ใช่หกสิบ จะคิดมากเช่นนั้นทำไมกัน”
ยี่สิบหก นางแก้คำอยู่ในใจ
อันที่จริงนางสามารถทำได้รอบคอบมากกว่านี้ แต่เหตุใดถึงไม่บอกกล่าวล่วงหน้า นางเองก็ไม่รู้
นี่เป็นความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนอย่างหนึ่ง นางเองก็ไม่รู้จะอธิบายออกมาอย่างไร
ขณะที่กำลังครุ่นคิด ซูเฉิงเอ่ยปากอีกครั้ง “ว่าแต่ พวกเจ้ามาด้วยกันทั้งสอง แล้วใครดูแลเด็กๆ”
ลูกเขยล้มป่วยไม่สบาย ไม่มีเรี่ยวแรงดูแลเด็กสามคนแน่ๆ
แน่นอนว่าพึ่งพาเว่ยถิงไม่ได้อยู่แล้ว เจ้าหมอนั่นลงจากเตียงด้วยตัวเองยังไม่ได้เลย
ซูเสียวเสี่ยวตอบกลับ “ข้าหาคนอื่นมาช่วยดูแลแล้วเจ้าค่ะ”