ท่านแม่ทัพ ฮูหยินเรียกท่านไปทำนา

ท่านแม่ทัพ ฮูหยินเรียกท่านไปทำนา: บทที่ 13 รักษามือ ตอนที่ 13

#13บทที่ 13 รักษามือ

ตอนที่ 13 รักษามือ

จากตัวเมืองไปยังหมู่บ้านไม่ไกลมากนัก ระยะทางประมาณหกเจ็ดลี้ ซูเฉิงขาแพลง ถึงบอกว่าเดินไหว แต่ซูเสียวเสี่ยวก็ยังไปเช่าเกวียนมาหนึ่งคัน

เป็นเกวียนของหมู่บ้านข้างๆ วันนี้ตาเฒ่าหลี่ไม่อยู่

ทั้งสามคนนั่งบนเกวียน จู่ๆ ซูเสียวเสี่ยวก็เอ่ยถามขึ้น “นายท่านห้าคือใครหรือเจ้าคะ”

ตอนสู้กับคนกลุ่มนั้น นางได้ยินมีคนตะโกนว่า ‘ไอ้คนแซ่ซู แกทำเช่นนี้ไม่กลัวล่วงเกินนายท่านห้าหรือไร พี่จางเป็นคนของนายท่านห้าเชียวนะ!’

“นั่นสิ นายท่านห้าคือผู้ใดหรือ” ซูเอ้อร์โก่วก็อยากรู้

ซูเฉิงตอบกลับหน้านิ่งเหมือนไม่มีเรื่องอะไร “อันธพาลทั่วไปนั่นล่ะ มีอำนาจอยู่บ้างเล็กน้อยที่ฝู่เฉิง เคยคบค้ากันเมื่อสมัยก่อน”

“เหมือนเขาจะร้ายกาจมากนะเจ้าคะ” ซูเสียวเสี่ยวกล่าวเสริม

ซูเฉิงกล่าว “อย่าไปฟังจางเตาคุยโม้เชียวล่ะ มันไม่ได้ใกล้นายท่านห้าอย่างที่ว่าหรอก”

“แล้วถ้าได้ใกล้ชิดล่ะขอรับ” ซูเอ้อร์โก่วเอ่ยถาม

ซูเฉิงเยาะเย้ยถากถาง “ใกล้ชิดก็ใกล้ชิดสิ พอเรือถึงเวลาเทียบท่า เรือมันก็จอดตรงของมันเอง มันโดนซัดจนสภาพเช่นนั้น อย่างไรเสียก็คงต้องนอนรักษาอยู่หลายเดือน พอถึงวันที่มันจะไปฟ้องก็สายเกินไปเสียแล้ว”

ซูเอ้อร์โก่วกล่าวน้ำเสียงแผ่วเบา “แล้วถ้ามันไม่สายเกินไปล่ะขอรับ”

ซูเฉิงง้างมือฟาดเข้าที่กะโหลกของเขา “นี่เจ้าอยู่ฝั่งไหนกันแน่”

ซูเอ้อร์โก่วหน้าหงอ

คนขับเกวียนส่งสามพ่อลูกไว้ละแวกหมู่บ้านซิ่งฮวา ก่อนจากไป ซูเสียวเสี่ยวบอกกล่าวกับเขา “รบกวนท่านบอกคนในครอบครัวเหอถงเซิงสักหน่อย ข้าไม่สนว่าตัวเขาจะมาเอง หรือว่าคนในครอบครัวเขามา เอาเป็นว่า เมื่อครบกำหนดสามวันแล้ว ถ้าไม่เห็นเงินก็คงต้องเห็นเลือดแทน”

คนผู้นั้นสะดุ้งตกใจจนต้องรีบหนี

ซูเอ้อร์โก่วยกนิ้วหัวแม่มือให้ซูเสียวเสี่ยว ท่านพี่ของเขา ช่างน่าเกรงขามเสียจริง

“ว่าแต่ พี่ เขาดูไม่เหมือนเป็นคนในหมู่บ้านของเหอถงเซิงเลย เหมือนเป็นคนในหมู่บ้านหยางหลิ่วที่อยู่ทางทิศตะวันออก”

ซูเสียวเสี่ยว “...”

...

เมื่อทั้งสามคนเดินเข้าหมู่บ้าน เด็กน้อยสามคนก็เหมือนลูกนกน้อยที่ร้องจิ๊บๆ รอป้อนอาหาร พวกเขาชะโงกหน้าแหงนมองไปยังหน้าหมู่บ้าน

เมื่อเห็นพวกเขาเดินมา เจ้าตัวน้อยสามคนก็วิ่งหอบแฮ่กมาหา

“ต้าหู่ เสี่ยวหู่ เอ้อร์หู่”

ซูเอ้อร์โก่วตาเป็นประกาย พลางคว้าเจ้าตัวน้อยสามคนขึ้นมา…หนึ่งคนแบกขึ้นบ่า ส่วนอีกสองคนอุ้มไว้ในอ้อมแขน

เจ้าตัวน้อยทำหน้าหม่นทั้งสามคน “…”

เสี่ยวอู๋ซื่อเดินเข้าไปหาซูเสียวเสี่ยวอย่างกล้าๆ กลัวๆ และกล่าวเสียงเบา “พวก พวกเด็กๆ อยากมารอที่นี่…”

ทางเข้าประตูหมู่บ้านมีลมแรง อากาศหนาวพอสมควร

นางกลัวว่าเจ้าซูตุ้ยนุ้ยจะตำหนิต่อว่าที่นางดูแลเด็กๆ ได้ไม่ดี

“วันนี้ขอบใจเจ้ามากนะ” ซูเสียวเสี่ยวไม่ได้รู้สึกว่าเสี่ยวอู๋ซื่อทำไม่ดีเลยสักนิด “เด็กๆ ก่อกวนเจ้าหรือไม่”

เสี่ยวอู๋ซื่อลังเลครู่หนึ่งจึงตอบ “ไม่ได้ก่อกวนอะไรข้าเลย”

ก็เพียงแค่ทำให้เด็กๆ ของหมู่บ้านครึ่งหนึ่งร้องไห้เท่านั้น…

ซูเสียวเสี่ยวยิ้มอย่างเกรงใจ “ข้าคิดอยู่แล้วเชียว พวกเขาเป็นเด็กเชื่อฟังมาก”

เสี่ยวอู๋ซื่อกัดฟันตอบ “…อืม ลูกชายของเจ้าดูแลง่ายมาก”

ไม่ใช่ลูกข้าของข้าเสียหน่อย…ช่างเถอะ อธิบายไปก็คงไม่เข้าใจ รอให้เว่ยถิงหายดี เขาคงพาเด็กๆ ไปเอง

“ขนมพวกนี้เจ้าเอากลับไปสิ”

ซูเสียวเสี่ยวซื้อขนมหวานจากในเมืองมาหลายกล่อง แน่นอนว่า ไม่ใช่ร้านจิ่นจี้

เสียวอู๋ซื่อไม่รับ

“รับไว้เถอะ”

ซูเสียวเสี่ยวกล่าวเสียงดุ

เสี่ยวอู๋ซื่อจึงรับมาด้วยความหวาดกลัว “ถ้า ถ้าเกิดไม่มีธุระใดแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อนนะ”

ซูเสียวเสี่ยวมองแผ่นหลังแผ่นเล็กที่เดินหนีเตลิดพลางคิดในใจ ดูทำให้คนอื่นหวาดกลัวเข้าสิ

“เป็นคนที่น่าสงสารเหมือนกัน” ซูเฉิงทอดถอนใจอยู่ข้างๆ นานๆ ทีจะแสดงความมีน้ำใจเช่นนี้

คนที่เสี่ยวอู๋ซื่อแต่งงานด้วยคือหลิวผิงบุตรชายคนโตของหลิวซาน แม่ของหลิวผิงเสียชีวิตตอนให้กำเนิดเขา ต่อมาหลิวซานแต่งงานอีกครั้งกับต้าอู๋ซื่อ

ถึงจะแซ่อู่เหมือนกัน แต่เสี่ยวอู๋ซื่อกับต้าอู๋ซื่อไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดแต่อย่างใด

ต้าอู๋ซื่อให้กำเนิดบุตรชายหนึ่งคน บุตรสาวหนึ่งคน บุตรสาวแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาเรียบร้อย ส่วนบุตรชายก็คือพ่อของหนิวต้าน

ต้าอู๋ซื่อรักและเอ็นดูแต่บุตรชายของตัวเอง ประกอบกับท้องของเสี่ยวอู๋ซื่อให้กำเนิดแต่บุตรสาวสองคน ทำให้หลิวซานผู้เป็นพ่อแท้ๆ ก็ยังเอนเอียงไปทางลูกชายคนที่สองมากกว่า

หลิวผิงกับเสี่ยวอู๋ซื่อ คนหนึ่งทำงานใช้แรงงานอยู่ในเมือง ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นบ่าวรับใช้ในเรือน

หลังจากกลับถึงเรือน ซูเสียวเสี่ยวก็เอายาไปให้เว่ยถิงดั่งเคย

ไม่แน่ใจว่าสภาพจิตใจได้รับการกระทบกระเทือนจากรูปลักษณ์ของตัวเองหรือไม่ วันนี้เว่ยถิงเก็บตัวกว่าเมื่อสองวันก่อนมาก เขาไม่พูดกับซูเสียวเสี่ยวเลยแม้แต่คำเดียว

แค่เขารู้สึกแย่ นางก็ดีใจแล้ว

ซูเสียวเสี่ยวยิ้มกริ่มเดินเข้าครัวไปทำอาหารเย็น…นางทอดไข่ดาว ต้มบะหมี่ต้นหอมและหมูสามชั้นตุ๋นกับผักกาดขาวอีกหนึ่งถ้วย

อืม…ถ้ากินแบบนี้ไปเรื่อยๆ เนื้อตากแดดยังหมักไม่ทันได้ที่ ก็คงกินหมดก่อนแล้วมั้ง

หลังจากมีเรื่องกับคนพวกนั้นมาทั้งวัน พวกเขาทั้งสามคนจึงหมดแรงและกินข้าวกันอย่างหิวโหย

เด็กน้อยสามคนเองก็กินเยอะเหมือนกระรอกน้อยสามตัว

นางตั้งใจหุงข้าวมากกว่าปกติ คิดไว้ว่าถ้าหากกินไม่หมดก็จะเก็บไว้ทำข้าวตังพรุ่งนี้เช้า

ไม่นานนักก็เห็นก้นหม้อเสียแล้ว

ทั้งบ้านนี้…เป็นนักกินเหมือนกันหมดเลยนี่…

พลบค่ำ ซูเสียวเสี่ยวเดินเข้าห้องซูเฉิงพร้อมกะละมังที่ใส่น้ำร้อนเอาไว้

ซูเฉิงกำลังเอนกายสูดหายใจเข้าออกอย่างเหน็ดเหนื่อยอยู่บนเตียง

นานมาแล้วที่ไม่ได้ต่อสู้กับใครเช่นนี้ กระดูกของเขาแทบแตกเป็นซี่ โดยเฉพาะมือขวากับข้อเท้าด้านขวา อันหนึ่งชาไร้ความรู้สึก อีกอันหนึ่งเจ็บแปลบไปถึงทรวง

“ท่านพ่อ ข้าเข้าไปนะเจ้าคะ”

ซูเฉิงพักการสูดหายใจนั้นภายในหนึ่งวินาที จากนั้นก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรง

“ยังไม่นอนอีกหรือ” เขาถามจริงจัง

“อีกสักครู่ค่อยเข้านอนเจ้าค่ะ” นางยกน้ำร้อนเดินเข้ามาใกล้ตรงเตียงนอน

“จะทำอะไรรึ” พ่อซูสูดดมแล้วได้กลิ่นยาจีน “เจ้าไปซื้อยามาหรือ”

นางไม่ได้ซื้ออยู่แล้ว ยาเหล่านี้เป็นยาจีนในกระเป๋าปฐมพยาบาลที่หยิบมาจากอาคารวิจัยครั้งก่อน มันช่วยบรรเทาการปวดอักเสบและละลายห้อเลือด

ช่วงนี้เว่ยถิงไม่ต้องใช้มัน

…..ต่อให้ต้องใช้ ก็ต้องให้พ่อซูใช้ก่อน

ซูเสียวเสี่ยวพูดด้วยสีหน้าเหมือนเดิม “เมื่อวานที่ข้าเข้าเมือง ข้าแวะซื้อ…ยา กลับมาด้วยเล็กน้อยเจ้าค่ะ ท่านพ่อเอาเท้าลงมาแช่สิเจ้าคะ”

ซูเฉิงปัดมือปฏิเสธ “ให้ลูกเขยก็พอแล้ว ข้าไม่ต้องใช้หรอก”

“ท่านพ่อเอาแต่คิดถึงเขาทำไมกันเจ้าคะ” ซูเสียวเสี่ยวกล่าวเสียงดุ “บอกให้เอาเท้าแช่ลงมาก็แช่ลงมาสิเจ้าคะ”

พ่อซูหย่อนเท้าลงกะละมังอย่างเชื่อฟัง

ข้อเท้าของเขาเพียงแค่พลิกเฉยๆ พักผ่อนไม่กี่วันเดี๋ยวก็หาย แต่บริเวณที่ยุ่งยากหน่อยคือมือขวาต่างหาก

ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม มือขวาของพ่อซูเคยมีบาดแผลมาก่อน เวลาฤดูหนาวมาเยือนอาการมักจะกำเริบ อย่างเบาคือเจ็บปวด หากรุนแรงคือชาจนไร้ความรู้สึก

เคยมีหมอพเนจรมาที่หมู่บ้านและจ่ายยาให้พ่อซูหลายชุด หลังจากกินยา อาการก็หยุดกำเริบไปหลายปี

วันนี้เขาไปแลกหมัดกับจางเตา อาการปวดจึงกำเริบอีกครั้ง

หากครั้งนี้รักษาไม่หาย มือขวาของพ่อซูก็จะใช้การไม่ได้อีกเลย

ซูเฉิงเห็นลูกสาวกุมมือขวาของเขาอย่างเหม่อลอย เขาจึงกระแอมให้คอโล่งพร้อมดึงมือกลับ “ไม่เป็นไร พ่อไม่เจ็บหรอก”

ซูเสียวเสี่ยวสั่งน้ำเสียงจริงจัง “ข้าจะหาวิธีรักษามือของท่านพ่อเอง แต่ก่อนอื่น มือข้างนี้ห้ามออกแรงอีกนะเจ้าคะ”

ซูเฉิงเข้าใจว่าลูกสาวจะเชิญหมอในเมืองมารักษามือของเขาจึงไม่เห็นด้วยและกล่าว “ข้าบอกแล้วข้าไม่เป็นไร เจ้าจะใช้เงินให้เสียเปล่าทำไมกัน”

เขารู้จักมือของตนดี มันไม่ได้ผลหรอก แม้แต่หมอพเนจรผู้ชำนาญคนนั้น ยังรักษาได้เพียงบรรเทาอาการปวด ไม่มีใครสามารถทำให้กลับมาใช้แรงได้เหมือนเดิมแล้ว

ชาตินี้คงไม่น่าจะหายดีแล้ว

เมื่อเดินออกจากห้องของพ่อซู ซูเสียวเสี่ยวก็แวะไปยังห้องของซูเอ้อร์โก่ว

ซูเอ้อร์โก่วไปห้องน้ำ ส่วนเด็กน้อยสามคนยืนเกาะขอบโต๊ะพร้อมเขย่งเท้าชะเง้อมองบนโต๊ะ

“อยากกินขนมหวานหรือ” ซูเสียวเสี่ยวเดินเข้าไปเอ่ยถาม

ศีรษะกลมๆ ของเด็กน้อยสามคนแหงนขึ้นมองด้วยแววตาแป๋วแหวว พร้อมพยักหน้าหงึกๆ

“ถ้าอยากกิน ต้องพูดออกมา” ซูเสียวเสี่ยวหยิบขนมกุ้ยฮวาขึ้นมาหนึ่งกล่องแล้วนั่งยองๆ พร้อมกับมองหน้าเด็กสามคน

เด็ดน้อยสามคนไม่ส่งเสียงใดๆ

ซูเสียวเสี่ยวจึงกล่าว “ถ้าพวกเจ้าพูดก็จะได้กินขนมนะ”

ยังคงเงียบกริบ

ซูเสียวเสี่ยวครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงนำขนมกุ้ยฮวาไปเก็บ จากนั้นนางกลับไปหยิบถังหูลู่หลายชิ้นที่อยู่ในห้องแล้วเดินกลับมา

เด็กน้อยสามคนเพ่งมองในทันใด

ว่าแล้วเชียว เสน่ห์ของถังหูลู่มีมากกว่าขนมกุ้ยฮวานี่เอง

ซูเสียวเสี่ยวทำเสียงหลอกล่อ “ถัง หู ลู่”

นางคิดในใจว่ามันยาวไป ยากไปหรือไม่จึงย่อคำเป็นคำว่า “ถัง”

เด็กสามคน “แม่”

ซูเสียวเสี่ยว “???”

devc-872bd563-32986ท่านแม่ทัพ ฮูหยินเรียกท่านไปทำนา: บทที่ 13 รักษามือ ตอนที่ 13