คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 1 แตกต่างกัน ตอนที่ 2
ตอนที่ 1 แตกต่างกัน
เวินเห่าตื่นจากความมืดมิด ดวงตากลับมาสว่างสดใสอีกครั้ง
ภาพที่ฉายชัดผ่านนัยน์ตาคือดวงหน้าที่แหงนขึ้นเล็กน้อยของชายหนุ่ม
ดวงหน้านั้นทั้งคุ้นตาและแปลกหน้าในเวลาเดียวกัน ดวงตาราวกับหยกดำคู่นั้นแฝงไปด้วยความมึนงง
เวินเห่าสับสนไปชั่วขณะ
คนด้านล่างเป็นใครกัน
เดี๋ยวนะ ด้านล่าง?
แววตาของเวินเห่าไหววูบ นางรีบกวาดมองทันที
ดอกอิ๋งชุนงามชดช้อยบนชายผ้าสีเขียวสด พร้อมรองเท้าสีเหลืองลูกไก่ที่ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ
นี่ตน...
เวินเห่ามองชายหนุ่มอีกครั้ง ความตกใจทำให้สมองพลันยุ่งเหยิง จู่ๆ นางก็นึกสถานะของอีกฝ่ายออก
จิ้งอ๋องซื่อจื่อ[footnoteRef:1] นามว่าฉีซั่ว! [1: ซื่อจื่อ ใช้เรียกบุตรชายผู้สืบทอดตำแหน่งยศของบิดา ส่วนใหญ่เป็นบุตรชายคนโต]
เวินเห่ารวบรวมแรงเตรียมจะหมุนตัวหนี ทว่าจู่ๆ อาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรงก็ปะทุขึ้นมา ภาพเบื้องหน้าของนางมืดลงในทันใด
ฉีซั่วก้าวขารุดหน้าเข้าไปหาพลางอ้าแขนทั้งสองข้างรับหญิงสาวที่ตกลงมาจากกำแพง
ใบหน้าหล่อเหลาที่ขยายใหญ่ขึ้น แขนขาที่สัมผัสกัน ทำเอาความคิดของเวินเห่าพันกันยุ่งเหยิงจนหลุดปากขึ้นว่า “ไม่ใช่สิ!”
นัยน์ตาของฉีซั่วเต็มไปด้วยความตกใจ
“เจ้า...พูดได้ด้วยหรือ”
ดวงตาของเวินเห่าเบิกกว้าง รีบยกมือขึ้นปิดปาก “ข้า...”
เพิ่งพูดเพียงแค่คำเดียว หยาดน้ำตาก็แย่งกันพรั่งพรูร่วงหล่นเป็นสาย
เสียงตื่นตระหนกดังขึ้น “ซื่อจื่อ!”
ฉีซั่วสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย เขาวางตัวหญิงสาวที่กำลังยกมือปิดปากพร้อมน้ำตาไหลพรากลงด้านข้างอย่างเบามือ จากนั้นก็กระโดดลุกขึ้นยืน
ฉังซุ่นบ่าวรับใช้พุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจ “ซื่อจื่อ ท่านเป็นอะไรหรือไม่ขอรับ”
“เลิกแหกปากตื่นตูมเสียที” ฉีซั่วตำหนิเสียงเบา จากนั้นก็ยื่นมือไปให้เวินเห่าที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนพื้น “แม่นางรองเวิน เดี๋ยวข้าไปส่ง”
แสงในวสันตฤดูกำลังงดงาม นิ้วเรียวของชายหนุ่มขาวเนียน ใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกงาม
เวินเห่าจับจ้องมือข้างนั้นเพราะยังดึงสติกลับมาจากแรงปะทะมหึมานี้ไม่ได้ เอาแต่พูดพึมพำว่า “ไม่ใช่สิ...”
ความฉงนพาดผ่านนัยน์ตาของฉีซั่ว แต่เขายังคงยื่นมือรออย่างอดทน
“นั่นเวินเห่าไม่ใช่หรือ!”
เสียงหญิงสาวทำเอาคนที่อยู่ด้านล่างกำแพงหันมามองกันอย่างพร้อมเพรียง
จากมุมที่ไม่ไกลนัก หญิงสาวที่สวมชุดทางการงดงามสองสามคนต่างก็เผยสีหน้าแตกต่างกันไป พากันเดินมุ่งหน้ามาทางนี้
“ท่านพี่ เกิดเรื่องอะไรขึ้นเจ้าคะ” สาวน้อยในอาภรณ์สีเหลืองที่อยู่หน้าสุดเลื่อนสายตามองสลับระหว่างฉีซั่วและเวินเห่าไปมา ใบหน้าสะอาดหมดจดผุดความตกใจอย่างปิดไม่มิด
คนที่เอ่ยถามก็คือฉีฉยงจวิ้นจู่[footnoteRef:2]น้อยแห่งจวนจิ้งอ๋อง ผู้เป็นน้องสาวแท้ๆ ของฉีซั่ว [2: จวิ้นจู่ ตำแหน่งองค์หญิงหรือท่านหญิง ขึ้นอยู่กับการสืบสายเลือดทางบิดากับจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน]
“เรื่องนี้ยังต้องถามอีกหรือ ต้องเป็นเพราะเวินเห่าแอบดูซื่อจื่อแน่นอน!” สาวน้อยที่เปิดปากคนแรกยืนอยู่ข้างกายฉีฉยง มองเวินเห่าที่นั่งอยู่บนพื้นด้วยท่าทีเหนือกว่า
เวินเห่ามองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย
สายตาดูแคลน สีหน้าหยามเหยียด ชุดคลุมยาวงดงามสีแดงทับทิม
นี่นางกำลังฝันอยู่หรือ ฝันถึงเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อน
ท่านแม่เพิ่งออกจากไว้ทุกข์ได้ไม่นานก็ถึงงานฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระชายาจิ้ง เดิมทีจะพานางกับพี่หญิงมาร่วมยินดีในจวนจิ้งอ๋องด้วย แต่สุดท้ายกลับพาพี่หญิงมาคนเดียว
ท่านพ่อบอกว่านางเป็นใบ้ เหตุใดต้องพาออกมาให้คนดูแคลนด้วย
ท่านแม่ได้ยินแล้วก็ไม่พอใจจึงทะเลาะกับท่านพ่อยกใหญ่ นางรั้งท่านแม่ไว้เพราะว่าตนก็ไม่อยากไปเช่นกัน
แต่ไปไม่ได้กับไม่อยากไปจะเหมือนกันได้อย่างไร
ตอนที่ท่านตายังอยู่ ท่านมักหาหนทางร้อยแปดพูดตะล่อมให้นางออกจวน เขาปวดใจที่นางพูดไม่ได้ กลัวว่านางจะเข้าสังคมยาก
พอนางนึกถึงท่านตาที่ล่วงลับไปแล้ว นางก็กลับจวนแม่ทัพเพียงลำพัง
จวนแม่ทัพห่างจากจวนจิ้งอ๋องเพียงหนึ่งกำแพงกั้น นางเดินมาที่แห่งนี้โดยไม่รู้ตัว นางไต่กำแพงด้วยท่าทีล่องลอยราวกับถูกผีเข้า แต่ใครจะรู้ว่าจิ้งอ๋องซื่อจื่อกำลังยืนอยู่อีกฝั่งของกำแพงเลยชนกันเข้าอย่างจัง
บางทีอาจเพราะตกใจจนลนลานเกินไปหรืออาจเพราะดวงซวย จู่ๆ อาการหน้ามืดก็ประเดประดังเข้ามา นางเลยร่วงตกจากกำแพง
ต่อจากนั้นก็...
เวินเห่ามองฉีซั่วพร้อมแววตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
พร้อมความรู้สึกที่แตกต่างกันไป
เพราะจิ้งอ๋องซื่อจื่อในยามนั้นแสร้งมองไม่เห็นนางที่ร่วงตกลงมาและเดินหนีไป
นางพอมีเคล็ดวิชาตัวเบาติดตัว เดิมทีแค่ไต่ข้ามกำแพงกลับไปอย่างเงียบๆ ก็ไม่เป็นปัญหาแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าข้อเท้าดันแพลง พอล่าช้าก็ถูกพวกจวิ้นจู่น้อยที่เดินผ่านมาทางนี้เห็นเข้า
ถังเวยคุณหนูรองของจวนอู่หนิงโหวหัวเราะเย้ยหยัน ไม่นานเรื่องที่คุณหนูรองตระกูลเวินปีนกำแพงก็รั่วไหลออกไป
แต่ตอนนี้จิ้งอ๋องซื่อจื่อยื่นมือมารับนาง แถมคิดจะช่วยนางไต่ขึ้นกำแพงอีกต่างหาก
นี่นางกำลังฝันว่าจิ้งอ๋องซื่อจื่อมีจิตใจเมตตาช่วยเหลือคนอย่างนั้นหรือ
เวินเห่ากวาดตามองใบหน้านั้น มุมปากยกยิ้มเจื่อน
ความฝันนี้ย่ำแย่กว่าสถานการณ์เมื่อสามปีก่อนเสียอีก
ตอนนั้นเพราะจิ้งอ๋องซื่อจื่อเดินไปก่อน เรื่องจึงแพร่งพรายไปเพียงว่านางแก่นเซี้ยวไม่รักษากฎระเบียบ ทว่าตอนนี้นางกลับล้มลงบนร่างของจิ้งอ๋องซื่อจื่อ...
“คืออย่างนี้...” เสียงทุ้มต่ำดังแว่วผ่านเข้าหูของเวินเห่า “เมื่อครู่ข้าเจ็บหัวใจกะทันหัน ฉังซุ่นเองก็ไม่อยู่ข้างกายเลยร้องขอความช่วยเหลือ แม่นางรองเวินมีจิตใจเมตตา พอได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ...”
คำอธิบายของฉีซั่วทำให้สีหน้าของจวิ้นจู่น้อยฉีฉยงดูดีขึ้นมาบ้าง นางมองเวินเห่าตาเขม็ง “แม่นางรองเวิน เรื่องเป็นอย่างนั้นหรือ”
เวินเห่ามองฉีซั่วด้วยนัยน์ตาลุ่มลึกพลางพยักหน้าเล็กน้อย
ฉีฉยงจึงเผยสีหน้าผ่อนคลาย ขณะที่เตรียมจะพูดบางอย่างก็ได้ยินคำว่า “เจ้าค่ะ”
คำว่า ‘เจ้าค่ะ’ นี้ราวกับเสียงฟ้าร้องที่ดังกึกก้องในหูของทุกคน
“เจ้า เจ้าพูดได้ด้วย?!” ถังเวยชี้ไปที่เวินเห่า ภายใต้ความตกใจอย่างมากน้ำเสียงของนางจึงแหลมบาดหู
จวิ้นจู่น้อยฉีฉยงเองก็อดขยับก้าวเข้ามาใกล้ไม่ได้ “แม่นางรองเวิน เจ้า...”
จวนแม่ทัพเป็นจวนท่านตาของเวินเห่า ส่วนมากเวินเห่าอยู่ที่นี่จึงรู้จักฉีฉยงมาตั้งแต่วัยเยาว์
“น้องหญิง ส่งแม่นางรองเวินกลับจวนก่อนดีกว่า”
ฉีฉยงดึงสติกลับมาได้คิดว่าหากมุงกันเช่นนี้คงไม่เหมาะ นางจึงส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้
บ่าวรับใช้เดินเข้าไปประคองร่างของเวินเห่า
ความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาทำเอาขาของเวินเห่าอ่อนยวบพร้อมเหงื่อเย็น
นางก้มหน้าจ้องรองเท้าปักสีเหลืองลูกไก่พลางขมวดคิ้วมุ่น
แค่ฝันว่าข้อเท้าแพลงแต่รู้สึกเจ็บได้ด้วย?
แต่หากไม่ใช่ความฝัน มีหรือที่นางจะพูดได้
“แม่นางรองเวิน เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่” ฉีฉยงเอ่ยถาม
เวินเห่ามองนางก่อนจะหันไปมองฉีซั่ว จากนั้นก็ยัดมือเข้าปากแล้วกัดอย่างแรง
มือสวยขาวเนียนมีรอยเลือดไหลซึมออกมา ย้อมริมฝีปากแต่งแต้มเป็นสีแดงสด
เสียงร้องตื่นตระหนกพลันดังขึ้นตามมาในเวลาเดียวกัน
ถังเวยราวกับเห็นผีก็ไม่ปาน “เวินเห่า เจ้า เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ”
ภายใต้แววตาที่แตกต่างกันออกไป เวินเห่าก็ยกแขนเสื้อขึ้นมาปิดใบหน้าร้องไห้
นางบ้าไปแล้ว
ที่แท้นี่ก็ไม่ใช่ความฝัน
“น้องรอง เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่” หลังจากได้รับรายงานข่าวจากคนที่จวิ้นจู่น้อยฉีฉยงส่งไป เวินฉานก็รีบมาทันที
ขณะที่หยาดน้ำตาอาบท่วมหน้า เวินเห่าพยายามมองใบหน้านี้ให้ชัด จากนั้นก็พุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของเวินฉาน
“พี่หญิงใหญ่ ข้าพูดได้แล้ว...” เวินเห่าคิดหาเหตุผลที่เหมาะสมที่สุดแล้วปล่อยเสียงโฮออกมา
นางยังมีชีวิตอยู่ พี่สาวเองก็ยังมีชีวิตอยู่
ความโศกเศร้าเหล่านั้น นางยังพอขัดขวางได้ทัน
“น้องรอง เจ้าพูดได้แล้วหรือ ช่างดีนัก ช่างดีจริงๆ...” เวินฉานปีติยินดีจนพูดตะกุกตะกัก
ฉีฉยงกระแอมไอเสียงเบา ตัดบทความรักของพี่น้องทั้งสอง “แม่นางใหญ่เวิน เวินเห่าข้อเท้าแพลง รีบพานางกลับไปก่อนเถิด”
เวินฉานปาดน้ำตา พยักหน้าหงึกหงัก “เจ้าค่ะ ข้าจะพาน้องรองกลับเดี๋ยวนี้ ขอบคุณจวิ้นจู่มาก”
เสียงของนางชะงักไปเล็กน้อย ค่อยๆ ดึงสติสัมปชัญญะกลับมา “ว่าแต่น้องรองมาอยู่กับจวิ้นจู่ได้อย่างไร”
ฉีฉยงกวาดตามองพี่ชายตนเองด้วยสีหน้าประหลาดใจ จากนั้นก็อธิบายเหตุผลตามที่ฉีซั่วบอกไว้
ฉีซั่วยกมือประสานคำนับให้สองพี่น้องตระกูลเวิน “ข้าพลอยทำให้แม่นางรองเวินลำบากไปด้วยเลย”
“ซื่อจื่อเกรงใจกันแล้ว หากใครได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือคงไม่นิ่งดูดาย” เวินฉานข่มข้อกังขาในใจแล้วยอมรับเหตุผลนี้ จากนั้นก็ให้บ่าวที่ติดตามมาเข้าไปประคองร่างเวินเห่าซ้ายขวาและเดินจากไป
“เหอะ ข้าไม่เชื่อหรอก...” คำพูดของถังเวยต่อจากนั้นถูกกลืนลงคอไปตามสายตาเย็นชาของฉีฉยงที่กวาดมองมา
เวินเห่าหันไปมองฉีซั่วแบบผ่านๆ ก่อนจะรีบหันหน้ากลับมาอย่างรวดเร็ว
ในเมื่อไม่ใช่ความฝัน และนางโผล่กลับมาเมื่อสามปีก่อน แต่เหตุใดจิ้งอ๋องซื่อจื่อถึงมีท่าทีที่แตกต่างจากอดีตนักเล่า