คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 2 ครอบครัว ตอนที่ 3
ตอนที่ 2 ครอบครัว
เวินเห่าถูกเวินฉานพากลับจวนแม่ทัพด้วยอารมณ์ว้าวุ่น
จวนแม่ทัพกับจวนจิ้งอ๋องอยู่ติดกัน กลับมาที่นี่จึงสะดวกกว่ากลับจวนตระกูลเวินมาก
พอฮูหยินผู้เฒ่าได้ฟังคำรายงานก็รีบออกมา “อาเห่า ได้ยินว่าเจ้าบาดเจ็บที่เท้าหรือ”
เวินเห่ามองฮูหยินผู้เฒ่าที่ใบหน้าแฝงไปด้วยความร้อนใจ น้ำตาค่อยๆ คลอเบ้าก่อนจะรินไหล “ท่านยาย...”
เสียงเรียกนี้ทำเอาทุกคนตกตะลึง
หลังจากฮูหยินผู้เฒ่านิ่งไปครู่หนึ่งก็โผกอดเวินเห่า มืออันสั่นเทาลูบไล้เส้นผมและเลื่อนลงมาลูบไล้ใบหน้าของนาง ราวกับว่าตัวเองกำลังฝันไป “อาเห่า อาเห่า...”
เรื่องที่เวินเห่าพูดไม่ได้ถือเป็นดั่งหินก้อนหนึ่งที่กดทับหัวใจของบรรดาผู้ใหญ่ที่รักและเอ็นดูนาง
“ท่านยาย ข้าพูดได้แล้วเจ้าค่ะ” เวินเห่าคลี่ยิ้มพร้อมน้ำตา สายตาของนางจับจ้องฮูหยินผู้เฒ่าโดยไม่ละสายตาแม้แต่นาทีเดียว
ได้เจอท่านยายอีกครั้งช่างเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ เพราะหากเป็นไปตามในอดีต อีกไม่นานท่านยายก็ต้องจากโลกนี้ไป
เพราะโมโหพ่อของนางจนถึงแก่ความตาย
“ฉานเอ๋อร์ พ่อแม่ของเจ้ารู้เรื่องอาเห่าพูดได้หรือยัง อ้อ วันนี้เจ้าตามแม่เจ้าไปจวนจิ้งอ๋องไม่ใช่หรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าข่มความดีใจไว้ไม่อยู่ ต่อมาก็นึกขึ้นได้ว่า “ว่าแต่อาเห่าอยู่ในจวนเราไม่ใช่หรือ เหตุใดพวกเจ้าถึงกลับมาจากข้างนอกพร้อมกันได้เล่า”
เวินฉานมองน้องสาวที่จับจ้องท่านยายไม่วางตา น้ำเสียงเอือมระอา “น้องรองปีนกำแพงหนีออกไปเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่านิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา สายตาที่จับจ้องเวินเห่าเต็มไปด้วยความรักใคร่ “นิสัยดื้อรั้นของอาเห่าได้ยายมาจริงๆ”
เวินฉานกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
นางรู้อยู่แล้วว่าท่านยายจะต้องมีท่าทีเช่นนี้ถึงได้พูดไปตามความจริง
เวินเห่ายื่นมือออกไปดึงแขนเสื้อของฮูหยินผู้เฒ่าอย่างเบามือ
“อาเห่า เป็นอะไรไป” ฮูหยินผู้เฒ่ามองหลานสาวพร้อมแววตาที่เก็บซ่อนความปลื้มปริ่มไว้อย่างปิดไม่มิด
สำหรับนางแล้ว ต่อให้อาเห่าจะพูดได้หรือไม่ อาเห่าก็ยังเป็นหลานสาวสุดที่รักของนางอยู่ดี
แต่สำหรับอาเห่าแล้ว ชีวิตของนางกลับแตกต่างจากคนอื่น
ทั้งๆ ที่อาเห่าของนางหน้าตาสะสวย น่ารักน่าเอ็นดู ทว่าเพราะพูดไม่ได้จึงมักไม่ได้รับความยุติธรรม
“ท่านยาย เหมือนข้าจะหาเรื่องเดือดร้อนเข้าแล้ว”
“เรื่องเดือดร้อนอะไร” พอฮูหยินผู้เฒ่านึกถึงคำพูดของเวินฉานขึ้นมาได้ก็ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจนัก “อ้อ เรื่องปีนข้ามกำแพงน่ะหรือ มีอะไรให้คิดมากกัน ตอนเด็กๆ เจ้าก็เคยปีนมาก่อน”
จวนแม่ทัพก็คือจวนกั๋วกง[footnoteRef:1]ในอดีต ย้อนกลับไปเมื่อยุคปฐมฮ่องเต้ที่แม่ทัพผู้เฒ่าหลินทำศึกสงครามมาทั่วทั้งใต้หล้า หากว่ากันด้วยสถานะคงเทียบชั้นกับผู้สูงศักดิ์อย่างอ๋องไม่ได้ แต่หากว่าด้วยเรื่องอิทธิพลและตำแหน่งในใจของปฐมฮ่องเต้แล้ว ก็มีอ๋องเพียงไม่กี่คนที่จะทัดเทียมได้ [1: กั๋วกง ตำแหน่งบรรดาศักดิ์สูงสุดของชั้นกงและเป็นตำแหน่งสูงสุดที่ขุนนางจะได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิ]
ต่อมาปฐมฮ่องเต้ทรงเสด็จสวรรคต ฮ่องเต้ผิงเล่อผู้มีนิสัยอ่อนแอรับสืบทอดบัลลังก์ต่อ ยามเผชิญหน้ากับพวกฉีที่เข้ามารุกรานก็ยอมอ่อนข้อให้ครั้งแล้วครั้งเล่า ทรงพระราชทานเงินตำลึงและที่ดินจนเสียดินแดนนับสิบเมืองภายในระยะเวลาเพียงสองปี
แม่ทัพผู้เฒ่าหลินเป็นพวกอารมณ์ร้อน ด่าฮ่องเต้ทีก็ถูกลดยศหนึ่งชั้น ด่าไปด่ามาจากจวนกั๋วกงก็กลับกลายเป็นเพียงจวนแม่ทัพ อาจจะเพราะเห็นแก่บารมีของอดีตฮ่องเต้ ฮ่องเต้จึงไม่ได้ออกปากไล่ตระกูลหลินออกจากจวนกั๋วกง เพียงแต่เปลี่ยนชื่อป้ายหน้าจวนเท่านั้น
จากนั้นต่อมาอานอ๋องพระอนุชาของฮ่องเต้ผิงเล่อบุกเข้าตีเมืองหลวง แต่ฮ่องเต้ผิงเล่อหายตัวไปท่ามกลางความโกลาหล อานอ๋องจึงขึ้นครองราชย์แทน โดยเปลี่ยนพระนามเป็นไท่อาน
ฮ่องเต้ไท่อานทรงปรารถนาแต่งตั้งแม่ทัพผู้เฒ่าหลินกลับมาเป็นกั๋วกง แม้ว่าแม่ทัพผู้เฒ่าหลินจะเจ็บใจที่ฮ่องเต้ผิงเล่อทรงอ่อนแอแต่ก็ไม่ชอบที่ฮ่องเต้ไท่อานไม่สืบทอดบัลลังก์ด้วยวิธีที่ถูกต้อง ดังนั้นเขาจึงไม่ขอรับตำแหน่งด้วยใจอันเด็ดเดี่ยว
“ข้าล้มลงตรงหน้าจวนจิ้งอ๋องซื่อจื่อ แถมถูกพวกจวิ้นจู่น้อยเห็นเข้าด้วย”
ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้นก่อนจะรั้งตัวเวินเห่าเข้ามาในอ้อมอกแล้วเอ่ยปลอบโยน “เรื่องนั้นก็ช่างมันปะไร อาเห่าจำไว้ว่าการพูดให้ร้ายลับหลังนั้นเป็นเพียงสายลมระลอกหนึ่ง ขอแค่คนที่รักเจ้าไม่สนใจ แวบเดียวเดี๋ยวมันก็หายไปแล้ว”
“ข้าจะจำไม่ลืมเจ้าค่ะ” เวินเห่าแอบอิงแนบชิดท่านยายพลางลอบถอนหายใจ
คนที่รักนางไม่สนใจก็จริง เพียงแต่อีกไม่นานคนที่รักนางไม่ตายก็เป็นบ้า ส่วนคนที่ไม่รักนางที่เหลือก็เอาแต่จะผลักนางลงกองไฟ
เวลานี้ก็มีหมอหญิงคนหนึ่งถือกล่องยาเดินเข้ามา
ฮูหยินผู้เฒ่าชี้ไปที่เวินเห่าพลางเอ่ยสั่ง “รีบดูเท้าให้คุณหนูรองเร็วเข้า”
เวินเห่าข้อเท้าบวมเป่งไปข้างหนึ่ง โชคดีที่ไม่บาดเจ็บถึงกระดูก หมอหญิงจึงใช้ผ้าขาวบางห่อน้ำแข็งก่อนแล้วมาประคบให้นาง
เวินฉานปวดใจอยู่บ้าง อดตำหนิไม่ได้ “เท้าแพลงยังพอว่า แต่เหตุใดถึงได้กัดแขนจนเป็นแผลเช่นนั้น หากเป็นรอยแผลเป็นขึ้นมาจะทำอย่างไร”
เวินเห่ามองพี่สาวที่กำลังทายาให้นางอย่างระมัดระวัง ตอบพร้อมรอยยิ้มบาง “พอเห็นว่าตนเองพูดได้ ข้าเลยคิดว่าฝันไปน่ะ”
เวินฉานชะงักมือ ก้มหน้าลงต่ำซ่อนน้ำตา
นับว่าน้องสาวของนางหมดทุกข์หมดโศกเสียที
หลังจากหมอหญิงจัดการทำแผลเสร็จแล้วจากไป สตรีรูปงามที่เกล้าผมปักปิ่นคนหนึ่งก็เลิกม่านเดินเข้ามาด้วยท่าทีรีบเร่ง
“ข้าเดาว่าฉานเอ๋อร์ต้องพาอาเห่ามาหาท่านแม่ที่นี่แน่ๆ” สะใภ้หลินมาหยุดอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าราวสายลม มองเวินเห่าด้วยสีหน้าตึงเครียด “อาเห่า เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
ขณะที่นางกำลังสนทนากับพระชายาจิ้งพร้อมเหล่าสตรีชั้นสูงอย่างออกรส สาวใช้ของจวนอ๋องคนหนึ่งก็มาบอกนางเรื่องบุตรสาวคนเล็ก
เพียงแต่สาวใช้ไม่ได้พูดอะไรมากนัก เพราะกลัวนางจะตกใจจนอาการปางตายเสียก่อน
เวินเห่ามองสะใภ้หลิน แต่ชั่ววินาทีนั้นนางยังไม่ปริปากพูดอะไรออกไป
สะใภ้หลินมองเห็นมุมปากยกยิ้มของบุตรสาวคนโต พอหันหน้าไปอีกฝั่งก็เห็นใบหน้าที่เจือไปด้วยความปีติของมารดาตนเอง นางจึงเผยสีหน้ามึนงง “มีอะไรกันหรือ”
“ท่านแม่...” เวินเห่าเอ่ยเรียกด้วยเสียงใสกังวาน
สะใภ้หลินชะงักไป จากนั้นก็จับจ้องเวินเห่าแน่นิ่ง “อาเห่า?”
ไม่รอให้เวินเห่าตอบกลับ นางรีบยกมือขึ้นหยิกแก้มของตนเองอย่างแรง
ฮูหยินผู้เฒ่าห้ามไม่ทัน เอ่ยขึ้นด้วยท่าทีไม่แปลกใจเท่าไร “พวกเจ้าสองคนสมเป็นแม่ลูกกันจริงๆ”
สะใภ้หลินริมฝีปากสั่นระริกด้วยความตื้นตัน ถึงแม้แก้มของนางจะเจ็บแสบแต่นางยังคงรู้สึกราวกับฝันอยู่ “อาเห่า เรียกแม่อีกครั้งสิลูก”
“ท่านแม่” เวินเห่าเรียกด้วยเสียงปนสะอื้น
สะใภ้หลินดึงตัวเวินเห่าเข้ามาพลางปล่อยโฮอย่างควบคุมไม่อยู่
ฮูหยินผู้เฒ่าปาดน้ำตา ยิ้มเอ่ย “รีบเอาข่าวดีนี้ไปบอกลูกเขยเร็วเข้า”
เวินเห่าได้ยินเช่นนั้น แววตาก็หม่นลง
ใช่แล้ว เวลานี้พ่อของนางเป็นลูกเขยที่ดีในสายตาท่านยายและสามีที่ดีในสายตาท่านแม่
เวินเห่าโผออกจากอ้อมอกสะใภ้หลิน “ท่านแม่ พวกเรากลับจวนกันเถิดเจ้าค่ะ”
“อาเห่า เจ้าบาดเจ็บที่ข้อเท้า อยู่รักษาตัวที่นี่ก่อนเถิด รอหายดีเมื่อไรค่อยกลับ” ฮูหยินผู้เฒ่ารั้งไว้
“ไม่ไกลเสียหน่อยเจ้าค่ะท่านยาย นั่งรถม้าเพียงครู่เดียวก็ถึงแล้ว รอเท้าข้าหายเมื่อไรข้าค่อยมาอยู่เป็นเพื่อนท่านยายนะเจ้าคะ”
สะใภ้หลินเองก็เอ่ยบอก “ท่านแม่ ข้าพาสองพี่น้องกลับจวนก่อนดีกว่า จะได้ไม่รบกวนเวลาสงบจิตใจของท่านแม่”
แม่ทัพผู้เฒ่าหลินจากโลกนี้ไปแล้ว ในฐานะที่สะใภ้หลินเป็นบุตรสาวที่แต่งออกนอกจวนไปจึงไว้ทุกข์เพียงหนึ่งปี แต่ฮูหยินผู้เฒ่าต้องไว้ทุกข์ถึงสามปี ซึ่งตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาออกจากการไว้ทุกข์
พอฮูหยินผู้เฒ่าคิดถึงเรื่องนี้ จึงไม่รั้งพวกนางอีกต่อไป
จวนตระกูลเวินอยู่ห่างจากจวนแม่ทัพไม่ไกล สามแม่ลูกนั่งรถม้าใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ[footnoteRef:2]ก็ถึงจวนเรียบร้อย [2: เค่อ หน่วยนับเวลาจีน หนึ่งเค่อเท่ากับสิบห้านาที]
เวินเห่าเลิกม่านที่ปิดประตูรถม้าขึ้นก่อนจะจับจ้องป้ายคำว่า ‘จวนตระกูลเวิน’ แน่นิ่งโดยไร้ซึ่งเสียงหัวเราะใด
หลังจากท่านพ่อกับท่านแม่ตกลงครองคู่กัน ท่านตาก็เลือกสรรตำแหน่งของจวนอย่างพิถีพิถันและได้ซื้อจวนหลังนี้ไว้ครอบครอง ท่านแม่เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว ท่านตากับท่านยายเลยอยากให้ท่านแม่อยู่ใกล้กัน เพราะจะได้กลับจวนแม่ทัพได้สะดวก
แน่นอนว่าปัญหาที่แท้จริงก็คือตอนนั้นท่านพ่อเพิ่งสอบจิ้นซื่อ[footnoteRef:3]ผ่านและได้รับตำแหน่งราชบัณฑิตหลวงจึงไม่อยากอยู่บ้านพ่อตาให้เสียศักดิ์ศรี แต่ทว่าเขาก็ไม่มีเงินสร้างเรือนเช่นกัน [3: จิ้นซื่อ การสอบประเภทหนึ่งของจีนเป็นการสอบระดับราชสำนักจัดขึ้นทุกๆ สามปี ถ้าสอบผ่านก็จะได้เป็นบัณฑิตชั้นสูงและได้รับราชการ]
“อาเห่า ดูอะไรอยู่หรือ” สะใภ้หลินอารมณ์ดีอย่างมาก เอ่ยถามบุตรสาวคนเล็กที่ชะเง้อหน้ามองไปด้านนอกพร้อมรอยยิ้ม
เวินเห่าปล่อยม่านลง คลี่ยิ้มกล่าว “ลูกมักคิดว่าเป็นความฝัน แม้แต่จวนยังดูเป็นสถานที่แปลกตาไปแล้ว ท่านแม่อย่าเพิ่งส่งจดหมายบอกท่านพ่อเลยเจ้าค่ะ รอท่านพ่อกลับมาค่อยบอกให้ท่านพ่อตกใจทีเดียวเลยดีกว่า”
สะใภ้หลินได้รับการเอาอกเอาใจมาตั้งแต่วัยเยาว์ ถึงแม้จะแต่งงานออกเรือนมาหลายปีแล้วแต่ก็ยังติดนิสัยขี้เล่น จึงรู้สึกว่าความคิดนี้เข้าท่าไม่น้อย
รอกระทั่งใกล้พลบค่ำ สาวใช้ถึงมารายงานว่า “นายท่านกลับมาแล้วเจ้าค่ะ” เวินหรูกุยสาวเท้าเดินเข้าจวนมา
“ท่านพี่...” แต่พอเห็นใบหน้าบูดบึ้งของเวินหรูกุยอย่างแจ่มชัดเต็มสองตา รอยยิ้มบนใบหน้าของสะใภ้หลินก็เลือนหายไป