คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 3 ใจเหี้ยม ตอนที่ 4
ตอนที่ 3 ใจเหี้ยม
เวินหรูกุยเผยสีหน้าขึงขัง สายตามองข้ามสะใภ้หลินไปจับจ้องใบหน้าของเวินเห่าแทน
สาวน้อยวัยใสที่ดูแล้วสบายตาดั่งต้นหลิว อรชรอ้อนแอ้น สะสวยงดงาม
ทว่าเวินหรูกุยกลับมีแต่เพียงความชิงชัง
บุตรสาวผู้นี้เป็นใบ้ตั้งแต่กำเนิดจึงสร้างความอับอายให้แก่เขา แต่ตอนนี้นางอายุมากขึ้น ก็ควรเรียนรู้การวางตัวของสตรีได้แล้ว
“อาเห่า เจ้าสำนึกผิดหรือไม่”
สะใภ้หลินดึงสติกลับมา นางไม่สนใจท่าทีเดือดดาลของเวินหรูกุยสักนิดเดียว “ท่านพี่ ท่านรู้หรือไม่ว่าอาเห่าของพวกเราพูดได้แล้ว!”
หากสามีได้ฟังเรื่องน่ายินดีนี้ ความโกรธต้องมลายหายไปแน่นอน
เวินหรูกุยได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว น้ำเสียงยิ่งเย็นยะเยือก “ในเมื่อพูดได้แล้ว เหตุใดถึงไม่ตอบคำถามเล่า หรือจะบอกว่าเจ้าไม่ได้ทำความผิดอย่างนั้นหรือ”
เรื่องน่ามหัศจรรย์อย่างคุณหนูรองตระกูลเวินพูดได้แพร่สะพัดทันทีที่งานเลี้ยงเลิกรา ทว่าเรื่องที่แพร่งพรายตามไปด้วยก็คือคำเล่าลือที่ว่าคุณหนูรองตระกูลเวินแอบปีนกำแพงส่องจิ้งอ๋องซื่อจื่อ
เวินหรูกุยได้ยินเช่นนั้นก็โมโหแทบตาย เขาจึงเร่งกลับจวนคิดจะถามหาความผิด
สะใภ้หลินไม่เข้าใจน้ำเสียงฉุนเฉียวและสีหน้าขุ่นเคืองของเวินหรูกุย “ท่านพี่ ท่านได้ยินไม่ชัดหรือว่าอาเห่าของพวกเราพูดได้แล้ว”
“ข้าไม่ได้หูหนวก” เวินหรูกุยเอ่ยน้ำเสียงเย็นชา ซึ่งเป็นท่าทีที่สะใภ้หลินแทบจะไม่ค่อยได้เห็น “ในเมื่อไม่ต่างจากคนทั่วไป เช่นนั้นก็ยิ่งต้องเข้าใจกฎระเบียบ บุตรสาวทำผิด ในฐานะที่เป็นแม่เจ้ากลับไม่สั่งสอนนาง คิดจะปล่อยให้นางนิสัยเสียเคยตัวจนปรามไม่ได้ สุดท้ายทำร้ายคนอื่นและตนเองอย่างนั้นหรือ”
เวินฉานที่เงียบกริบมาตลอดอดเกลี้ยกล่อมขึ้นไม่ได้ว่า “ท่านพ่อ ท่านอย่าโมโห...”
“พ่อแม่คุยกัน เจ้าอย่ามาสอด”
เวินฉานเม้มปาก สีหน้าย่ำแย่ลงไม่น้อย
ในใจของเวินเห่ามีคลื่นโทสะที่กำลังโหมซัดเข้ามา แต่นางพยายามรักษาท่าทีสุขุมไว้ “ลูกสำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ ลูกไม่ควรได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของจิ้งอ๋องซื่อจื่อจนต้องตัดสินใจปีนกำแพงข้ามไปดู”
“ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของจิ้งอ๋องซื่อจื่ออย่างนั้นหรือ” เวินหรูกุยแสยะยิ้ม “แต่ข่าวลือไม่ได้กล่าวเช่นนั้น”
“แล้วเล่าลือกันไปอย่างไรเล่าเจ้าคะ” เวินเห่าถามเสียงนิ่ง
เวินหรูกุยมองสามสาวแม่ลูก แค่นเสียงเย็นชา “บอกว่าเจ้าแอบส่องจิ้งอ๋องซื่อจื่อด้วยความคิดสกปรก!”
ความคิดนี้ เพียงพอที่จะทำลายเกียรติยศของหญิงสาวคนหนึ่งได้เลย
สะใภ้หลินโมโหจนหน้าแดงก่ำ “ท่านพี่ ท่านอย่าไปฟังเสียงนกเสียงกาที่พูดเหลวไหลสิเจ้าคะ อาเห่าจิตใจดี นางเพียงห่วงว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับจิ้งอ๋องซื่อจื่อ”
เวินหรูกุยที่กำลังโมโหเดือดดาลแค่นเสียงหัวเราะ “เลอะเลือน! ต่อให้ความจริงเป็นเช่นนั้น แต่คนบนโลกนี้ใครจะเชื่อบ้าง”
สิ่งที่คนยอมเชื่อและล่ำลือกันไปมักเป็นเพียงข่าวซุบซิบที่แฝงไปด้วยสิ่งไม่ดีและเรื่องผิดศีลธรรมของหนุ่มสาว
สะใภ้หลินมองสามีที่กำลังหัวร้อน ก็รู้สึกแปลกตาอยู่ไม่น้อย “คนทั้งโลกไม่เชื่อแล้วอย่างไร อาเห่าถูกคนอื่นเข้าใจผิด พวกเรายิ่งต้องรีบทะนุถนอมลูกถึงจะถูก เหตุใดท่านพี่ต้องโมโหใส่อาเห่าด้วย”
“เจ้า!” เวินหรูกุยชี้ไปที่สะใภ้หลิน สะบัดแขนเสื้อด้วยความฉุนเฉียว “ความรักของแม่ทำให้ลูกเสียคนจริงๆ!”
สะใภ้หลินยอมทุ่มให้เวินหรูกุยทุกอย่าง แต่นางรับไม่ได้หากโดนอีกฝ่ายตำหนิ จึงมีปากเสียงขึ้นมาทันที “ข้าว่าท่านพี่ต่างหากที่หัวโบราณ อ่านตำรามากไป...”
จากนั้นพวกเขาทั้งสองก็ต่อล้อต่อเถียงกันไปมา เสียงที่ทะเลาะกันดังขึ้นเรื่อยๆ
เวินฉานกุมมือของเวินเห่าอย่างเงียบๆ ด้วยสีหน้าที่ไม่สบายใจนัก
ทว่าเวินเห่ากลับมีท่าทีสงบขึ้นเรื่อยๆ
เรื่องมากมายย่อมไม่ได้เกิดขึ้นกะทันหัน แต่มีลางสังหรณ์มานานแล้ว
ตลอดหนึ่งปีมานี้ความรักระหว่างท่านพ่อกับท่านแม่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ซึ่งเป็นเพราะตาของนางล่วงลับ คนที่ท่านพ่อเกรงกลัวไม่อยู่แล้ว
เมื่อไร้ความกังวล ท่าทีเสแสร้งต่อภรรยาที่ตนไม่รักใคร่ย่อมลดน้อยลงตามไปด้วย
หลังจากนั้นไม่นาน ท่านพ่อก็จะพาสตรีที่เลี้ยงดูอยู่ด้านนอกเข้าจวนมาพร้อมกับบุตรชายและบุตรสาวสองคน บุตรชายคนโตนามว่าเวินฮุยอายุมากกว่าพี่สาวของนางปีหนึ่งด้วยซ้ำ
หลังจากนั้น ท่านยายก็มาถึงจวนเพื่อช่วยตัดสินแทนท่านแม่ ทว่าท่านพ่อกลับบอกว่าหลังจากสอบติดราชการก็ถูกท่านตาบังคับให้ขอท่านแม่แต่งงาน ตอนนั้นเขาตบแต่งกับหญิงสาวผู้นั้นไว้แล้ว แต่ท่านตากลับข่มขู่ว่าหากไม่แต่งด้วยจะตัดอนาคตและทำร้ายผู้หญิงของเขา
เขาเลยจนใจทำได้แค่รับปากเรื่องแต่งงาน
ช่วงวัยหนุ่มของท่านตาเคยเป็นดั่งราชันย์แห่งภูผา ทั้งเคยเป็นโจรป่าผู้ยิ่งใหญ่ คำพูดนี้มีทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อ
เมื่อยี่สิบปีก่อนแม่ทัพผู้เฒ่าหลินเคยเป็นติ้งกั๋วกง ด้วยนิสัยอันธพาลของเขา หากเพื่อให้บุตรสาวได้แต่งงานกับคนที่นางรัก อาจทำเรื่องเช่นนี้ได้จริงๆ
ท่านยายโมโหทักท้วงว่าท่านพ่อพูดจาเลอะเทอะ ทว่าท่านพ่อกลับหาตัวพยานมา คนหนึ่งเป็นบ่าวรับใช้ที่เข้ามาสอบในเมืองหลวงเป็นเพื่อนเขา ส่วนอีกคนเป็นพี่ชายร่วมตระกูลที่เพิ่งเดินทางจากบ้านเกิดมาเมืองหลวง
พอเป็นเช่นนั้น คำพูดของท่านพ่อจึงฟังดูมีน้ำหนัก
ไฟโทสะสุมในอก ท่านยายยังไม่ทันสบถด่าด้วยความเกลียดชังก็ชิงตายไปเสียก่อน ท่านแม่จึงชักดาบหมายปลิดชีวิตไปพร้อมกันแล้วแทงร่างท่านพ่อจนบาดเจ็บ
ด้วยเหตุนี้ท่านพ่อจึงมีข้ออ้างขอแยกอยู่กับท่านแม่ อีกทั้งยังถูกสังคมชื่นชมว่ามีจิตใจเมตตาไม่ขอหย่าขาดจากภรรยา ต่อมาก็ยื่นขอรับโทษที่แต่งงานใหม่ขณะที่อยู่ห่างจากภรรยาอีกคน ทว่าเห็นแก่ที่ถูกบีบบังคับ ฮ่องเต้จึงไม่ซักไซ้ให้มากความ
ต่อจากนั้น สตรีผู้นั้นที่มีนามว่าสะใภ้ฉังก็กลายเป็นแม่เลี้ยงของนางอย่างถูกต้อง
ท่านแม่ทนรับแรงสะเทือนใจนี้ไม่ไหวจนกลายเป็นบ้า ท่านพ่อจึงรับท่านแม่เข้าจวนมาเพื่อเลี้ยงดูจนแก่เฒ่า การกระทำเช่นนี้ชนะใจคนจนได้รับคำชื่นชมไม่น้อย
ส่วนพี่หญิง ถึงแม้ตอนนั้นจะปวดใจเรื่องท่านแม่ แต่ก็พอเข้าใจความลำบากของท่านพ่อเช่นกัน
มีเพียงนางที่หลังจากเจอแม่เลี้ยงอย่างสะใภ้ฉังไม่กี่ครั้งถึงได้รู้ความจริง
เดิมทีท่านพ่อไม่ได้แต่งงานกับสะใภ้ฉังก่อนที่จะเข้ามาสอบในเมืองหลวง!
เขาพูดโป้ปดเต็มปากเต็มคำ ใส่ร้ายท่านตาเพียงเพราะความหิวกระหายที่ไม่เคยพอ อยากให้ท่านแม่ยอมขยับที่ให้สตรีในดวงใจของเขา เพื่อให้บุตรชายเพียงคนเดียวของเขาได้รับสถานะเป็นบุตรของภรรยาเอก
เกลียดเพียงแต่ที่ตนเองพูดไม่ได้ แถมยังถูกจับจ้องไม่วางตา นางจึงไม่มีหนทางที่จะเปิดโปงความจริง
พอเวินเห่าคิดมาถึงตรงนี้ ความแค้นก็ยิ่งฝังเข้ากระดูก
เสียงเหวี่ยงประตูดังปัง ถึงดึงเวินเห่าตื่นจากภวังค์ได้
สะใภ้หลินจ้องม่านตรงประตูที่สั่นไหวแน่นิ่งพร้อมริมฝีปากขาวซีด
เวินฉานกุมมือของสะใภ้หลิน เอ่ยปลอบเสียงอ่อนหวาน “ท่านแม่ อย่าโมโหไปเลย แค่ตอนนี้ท่านพ่อยังคิดไม่ได้ก็เท่านั้น...”
ทว่าเวินเห่ากลับพูดตัดบทนาง “ท่านแม่ ท่านว่าท่านพ่อเปลี่ยนไปหรือไม่”
คำปลอบโยนของพี่หญิงย่อมทำให้จิตใจของท่านแม่ดีขึ้นบ้าง แต่ก็เป็นดั่งแผลร้ายที่เอามือปิดไว้เท่านั้น อีกทั้งสิ่งที่นางอยากทำก็คือให้ท่านแม่เตรียมพร้อมทุกอย่าง ไม่ใช่ว่าพอเผชิญปัญหาที่โผล่มากะทันหันกลับทำอะไรไม่ถูก
ครั้งนี้ ท่านพ่ออย่าหวังว่าจะเอาครอบครัวที่แสนอบอุ่นเข้ามาอยู่ในจวนหลังใหญ่ที่ท่านตาเป็นคนซื้อนี้อย่างสุขสบายได้เลย นางจะทำให้ท่านพ่อหนีไปไกลเท่าที่จะไกลได้
“อาเห่า เหตุใดเจ้าถึงกล่าวเช่นนี้” เพราะเมื่อก่อนเวินเห่าพูดไม่ได้ สะใภ้หลินจึงไม่ได้คิดว่าสิ่งที่นางพูดผิดตรงไหน ในทางกลับกันยังตั้งใจฟังอีกต่างหาก
เวินเห่ากำมือที่สอดอยู่ใต้แขนเสื้อแน่นเพื่อบอกตนเองให้พยายามสงบอารมณ์อย่างถึงที่สุด
หากอยากเปลี่ยนแปลงเรื่องทุกอย่าง นางต้องทำตัวสุขุมให้มากพอ คำพูดที่เปล่งออกมาถึงจะมีคนฟัง แต่ไม่ใช่แบบทีเล่นทีจริงเหมือนเด็กสาวคนหนึ่ง
“ในความทรงจำของลูก หลายปีมานี้ท่านพ่อไม่เคยโมโหใส่ท่านแม่เลย แต่ตลอดหนึ่งปีมานี้ท่านพ่อกลับระเบิดอารมณ์ใส่ท่านแม่หลายครั้งแล้ว”
สะใภ้หลินนิ่งไป พูดออกมาตามจิตใต้สำนึก “เพราะท่านตาเจ้าจากโลกนี้ไป แม่เลยอารมณ์ไม่มั่นคง ดังนั้นจึงทะเลาะกับพ่อเจ้าบ่อยๆ”
เวินเห่าส่ายศีรษะ “ความเจ็บปวดจากการสูญเสียท่านตา ท่านพ่อยิ่งต้องเข้าใจท่านแม่ถึงจะถูก เหตุใดต้องคิดเล็กคิดน้อยกับท่านแม่ด้วยเล่า”
สะใภ้หลินอดชะงักกับคำถามไม่ได้
ระหว่างทางกลับจวน เวินฉานอาศัยจังหวะตอนไม่มีใครอยู่ข้างๆ เอ่ยกำชับเวินเห่าที่ฟุบอยู่บนหลังบ่าวรับใช้ว่า “น้องรอง วันหลังอย่าพูดกับท่านแม่เช่นนั้นอีก เพื่อเลี่ยงไม่ให้ท่านแม่ระแวงท่านพ่อ”
เวินเห่ามองเวินฉานด้วยท่าทีเคร่งขรึมครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “พี่หญิง ท่านเชื่อคำพูดของข้าหรือไม่เจ้าคะ”
เวินฉานคลี่ยิ้ม “ต้องเชื่ออยู่แล้วสิ”
“เช่นนั้นพี่หญิงก็ตามข้ากลับไปที่เรือนลั่วอิงเถิด ข้ามีเรื่องจะบอกพี่หญิง”