คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 4 เป่าจู ตอนที่ 5
ตอนที่ 4 เป่าจู
เวลานี้ตรงกับช่วงต้นวสันตฤดู ดอกเหมยสีแดงตรงมุมกำแพงในเรือนลั่วอิงบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ พัดโชยมาตามลม
เวินเห่าค่อยๆ กวาดตามองเรือนหลังนี้อย่างรู้สึกคุ้นเคยและแปลกตาไปพร้อมกัน ภายในใจยากที่จะเอื้อนเอ่ย
ชื่อของพี่หญิงมีคำว่าฉาน พี่หญิงจึงอาศัยอยู่ที่เรือนเจี่ยวเย่ว์ ตั้งชื่อนี้เพื่อสื่อความหมายว่า ‘ขอให้คนที่ตนรักอยู่อย่างสงบสุขตราบนานเท่านาน’ ส่วนนางอาศัยอยู่ที่เรือนลั่วอิง คำว่าเห่าในชื่อของนางมาจากความหมายว่า ‘บุปผาผลิบานในคืนจันทร์เต็มดวง’
แม้เป็นฝันหวานอันยาวนานราวสองทศวรรษ
พอตื่นจากฝันกลับเหมือนดั่งนรกขุมลึก
“น้องรอง เจ้ามีเรื่องใดจะพูดกับข้าหรือ” พอเข้าห้องมา เวินฉานก็หาที่นั่งอย่างไม่ใส่ใจ นางรับชาที่สาวใช้ยื่นให้แล้วส่งให้เวินเห่าก่อน จากนั้นถึงจะยกชาอีกถ้วยมาถือไว้ในมือตนเอง
หลายปีมานี้ เพราะความผิดปกติของนางทำให้พี่สาวอดไม่ได้ที่จะดูแลเป็นพิเศษ นี่จึงเป็นสาเหตุที่เวินเห่าไว้ใจเวินฉานมากเช่นกัน
“เป่าจู เจ้าออกไปเฝ้านอกประตู”
บ่าวรับใช้ที่ยกชาเข้ามาออกไปนานแล้ว ในห้องเหลือเพียงสาวใช้หน้ากลมคนหนึ่ง พอได้ยินเช่นนั้นนางก็ออกไปอย่างเงียบเชียบ
ในจวนตระกูลเวินรู้ดีว่าคุณหนูรองอนุญาตให้แค่เป่าจูรับใช้ติดตามนางเท่านั้น ส่วนพวกบ่าวรับใช้คนอื่นๆ ไม่อนุญาตให้เข้าใกล้นางทั้งสิ้น
บ่าวในจวนต่างซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเพราะคุณหนูรองเป็นใบ้มาแต่กำเนิดจึงมีนิสัยประหลาดเช่นนี้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าบ่าวที่มีไหวพริบธรรมดาคนหนึ่งเหตุใดถึงเข้าตาคุณหนูรองได้
พอเวินฉานเห็นน้องสาวไล่แม้แต่เป่าจูออกไป ก็ยิ่งประหลาดใจมากกว่าเดิม
“พี่หญิง...” เวินเห่ากำแก้วชาในมือแน่น ขบคิดว่าควรเริ่มพูดอย่างไรดี
มือข้างหนึ่งยื่นออกไปลูบไล้ข้อมือนางอย่างเบามือ
“น้องรองมีเรื่องอะไรก็ว่ามาเถิด ยังเห็นข้าเป็นคนนอกอีกหรือ”
เวินเห่าวางแก้วชาลงแล้วมองเวินฉานแน่นิ่งก่อนน้ำตาใสจะรินไหลอาบสองแก้ม
เวินฉานตกอกตกใจ “น้องรองเป็นอะไรไป”
“พี่หญิง ท่านพ่อมีอนุนอกจวนเจ้าค่ะ”
จากนั้นเสียงวางถ้วยก็ดังแว่ว เวินฉานทำหน้าเหลือเชื่อ “น้องรอง เจ้าคงไม่ได้เป็นไข้จนพูดเพ้อเจ้อออกมากระมัง”
เวินเห่าหลบมือของเวินฉานที่ยื่นออกมาหมายจะแตะหน้าผากของนาง จากนั้นน้ำตาก็ไหลลงมาไม่ขาดสายราวกับเอ็นกำไลไข่มุกขาดหลุดลุ่ย “หากข้าเป็นไข้จนเพ้อเจ้อจริงๆ ก็ดีสิ ท่านพ่อไม่ได้มีแค่อนุ แต่ยังมีบุตรชายหนึ่งคนและบุตรสาวอีกหนึ่งคน บุตรชายนามว่าฉังฮุย ส่วนบุตรสาวนามว่าฉังฉิง ล้วนใช้สกุลเดียวกับมารดาของพวกเขา...”
หลังจากผ่านความทุกข์ทรมานเหล่านั้นมา นางคร้านจะร้องไห้นานแล้ว เพียงแต่บางครั้งก็ต้องร้องบ้าง
คำพูดเหล่านี้ประเดประดังเข้ามาในสมองของเวินฉานจนมีเสียงดังวิ้งๆ พอได้ยินน้องสาวบอกแม้แต่ชื่อของลูกอนุครบถ้วน ถึงแม้ไร้หนทางจะจินตนาการได้ว่าพ่อจะทำเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ ทว่านางก็อดเชื่อไม่ได้เช่นกัน
“น้องรอง เจ้า...รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร” เวินฉานสมองพันกันยุ่งเหยิง กระทั่งชั่วขณะนั้นไม่รู้ว่าควรเชื่อดีหรือไม่
“ตอนไปเดินซื้อของ ข้าเจอเข้าโดยบังเอิญ ตอนนั้นข้ายังไม่อยากเชื่อเลยแอบสะกดรอยตามไประยะหนึ่งอย่างเงียบๆ ข้าย่อมไม่มีทางโกหกมดเท็จแน่นอน” เวินเห่าเก็บน้ำตา แต่ปากยังคงถากถาง “พี่หญิงรู้หรือไม่ว่าฉังฮุยอายุมากกว่าท่านเสียอีก”
เวินฉานเผยสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนที่สีหน้าจะซีดเซียวลงเรื่อยๆ
อายุมากกว่านางอีกหรือ...
พอคิดว่าสิ่งนี้สื่อถึงอะไร เลือดร้อนในกายก็พลุ่งพล่านขึ้นมา
“น้องรอง หรือว่าเจ้า...”
เวินเห่าก้มหน้าลงตัดบทเวินฉาน “พี่หญิงอย่าถามเชียวว่าเป็นการเข้าใจผิดหรือไม่ ถึงแม้แต่ก่อนข้าจะพูดไม่ได้ แต่สายตายังดี หูยังดีและสมองก็ยังดี”
เวินฉานใช้มือยันโต๊ะ ยากที่จะกลับมาสงบสติอารมณ์ได้ ผ่านไปพักใหญ่ถึงเอ่ยถามเสียงแหบแห้ง “แล้วพวกเขา...พักอยู่ที่ใด”
“ซอยหรูอวี้ที่ตรอกหม่าฮวา” เวินเห่าบอกที่อยู่ออกไปอย่างรวดเร็ว
พอมีทั้งชื่อและที่อยู่ เวินฉานก็ยิ่งเชื่อเข้าไปใหญ่ เอ่ยพึมพำ “ตรงนั้นอยู่ระหว่างทางที่ท่านพ่อเดินทางไปทำงานพอดี...”
เวินเห่ากุมมือนาง “พี่หญิงไปดูเถิด แต่อย่าแหวกหญ้าให้งูตื่น หากมั่นใจแล้ว พวกเราถึงจะคลี่คลายอันตรายของท่านแม่ด้วยกันได้”
เวินฉานพยักหน้า
แต่เวลานี้ นางพูดไม่ออกว่าตนเชื่อมั่นในทุกคำพูดของน้องสาว
เวินฉานหมดอารมณ์จะอยู่ต่อจึงรีบกลับเรือนไป
ชาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเย็นชืดหมดแล้ว ถ้วยชาที่ตกแตกบนพื้นเองก็ปริร้าวไปสี่ถึงห้าส่วน น้ำชาสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนไปทั่ว
เวินเห่าเอนพิงหัวเตียงนั่งเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งถึงตะโกนขึ้นว่า “เป่าจู”
สาวใช้หน้ากลมรีบสาวเท้าเดินเข้ามา พอเหลือบเห็นเศษแก้วที่แตกบนพื้น นางกลับไม่ได้รีบเก็บกวาดโดยพลการแต่นัยน์ตาสีดำขลับนั้นแต่งแต้มไปด้วยความดีใจ “คุณหนูมีสิ่งใดจะรับสั่งหรือเจ้าคะ”
เวินเห่าคลี่ยิ้มมุมปาก “ดูท่าทางเป่าจูจะดีใจไม่น้อย”
เป่าจูฉีกยิ้ม “เสียงของคุณหนูช่างไพเราะยิ่งนัก”
“อย่างนั้นหรือ” เวินเห่ายื่นมือออกไปหยิกพวงแก้มอันอวบอิ่มของเป่าจูอย่างเบามือ “ข้าเองก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน”
คนเดียวบนโลกใบนี้ที่เชื่อฟังนางจากใจจริง มีเพียงเป่าจูเท่านั้น
เดิมทีเป่าจูเป็นเพียงบ่าวเผาฟืนในจวนแม่ทัพ ครั้งวัยเยาว์บ่าวที่ติดตามนางถูกเปลี่ยนตัวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่บ่าวที่นางเป็นคนเลือกเองและอยู่ข้างกายนางมาตลอดกลับมีเพียงเป่าจู
บ่าวในจวนตระกูลเวินต่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณหนูรองถึงเลือกบ่าวเผ่าฟืนของจวนท่านตาตนเองมาเป็นบ่าวรับใช้ติดตาม แถมยังตั้งชื่อให้ว่าเป่าจูอีกด้วย
แต่สำหรับเวินเห่าแล้ว บ่าวผู้นี้ที่นางเลือกสรรด้วยตัวเองกลับเป็นดั่งเม็ดไข่มุกล้ำค่าที่สอดคล้องกับชื่อที่ตั้งให้จริงๆ
ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าคุณหนูรองเวินที่เป็นใบ้มีพลังพิเศษอย่างหนึ่งก็คือนางสามารถรับรู้ความคิดในใจของคนที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดได้
คอยรับใช้เจ้านายที่พูดไม่ได้ ต่อให้บ่าวผู้นั้นจะไม่มีความคิดชั่วร้าย แต่ก็ยากที่จะเลี่ยงความไม่พอใจอยู่บ้าง
ตอนนั้นเวินเห่ายังเด็ก นางรู้เพียงว่าไม่อยากให้บ่าวเหล่านั้นเข้าใกล้นาง จนกระทั่งได้มาเจอกับเป่าจู
นางได้ยินเพียงประโยคเดียวในใจของเป่าจู ‘คุณหนูช่างงามยิ่งนัก’
ใครจะไม่ชอบมุกล้ำค่าเช่นนี้บ้างเล่า
เดี๋ยวนะ...เวินเห่าพลันนึกปัญหาหนึ่งขึ้นได้
ตั้งแต่นางตกกำแพงมาจนถึงตอนนี้ เหมือนนางจะไม่ได้ยินเสียงวุ่นวายเหล่านั้นแล้ว
ตั้งแต่จวนจิ้งอ๋องมาถึงจวนแม่ทัพ กระทั่งกลับมาถึงจวนตระกูลเวิน นางเจอะเจอผู้คนมากมาย ทว่ากลับไม่ได้ยินความคิดใดเลยสักนิด
เพราะเหตุใดกัน
หรือว่าจะบังเอิญกับที่...นิ้วเรียวสวยแตะริมฝีปากเย็นเฉียบ เวินเห่าใจกระตุกวูบ
เพราะนางสามารถพูดได้อย่างนั้นหรือ
หรือจะบอกว่าเพราะชาติก่อนนางมีพลังพิเศษถึงพูดไม่ได้
เวินเห่ากัดริมฝีปาก อดยิ้มออกมาไม่ได้
ถ้าหากนี่เป็นการชดเชยที่นางพูดได้ เช่นนั้นก็ดีมากจริงๆ
สำหรับนางแล้ว นี่ไม่ใช่สิ่งที่นางต้องแลก แต่เป็นการหลุดพ้น
“เป่าจู เจ้าไปหยิบหมึกกับพู่กันมา ข้าจะเขียนรายการของ แล้ววันพรุ่งเจ้าก็ไปซื้อมาตามนี้”
ท้องฟ้ามืดลงเรื่อยๆ เวินเห่าเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วพิงร่างกับหัวเตียง คิดวางแผนเรื่องที่ต้องทำ
แต่ความจริงไม่ต้องคิดอะไรมากมาย ก็แค่มีแค้นต้องชำระ มีบุญคุณก็ต้องทดแทน
คนที่ทำร้ายนางกับเหล่าเครือญาติ นางจะทวงความยุติธรรมคืนมาทีละคน ส่วนคนที่คอยช่วยนาง นางจะพยายามตอบแทนอย่างเต็มที่
ทันใดนั้นดวงตาคู่งามก็ผุดขึ้นมาในสมองของเวินเห่า
ลมพัดแรง หิมะหนาวเหน็บ นางถูกร่างเขาปกป้องอยู่เบื้องล่างแต่กลับรู้สึกว่าอ้อมกอดนั้นร้อนรุ่มยิ่งนัก
นั่นเป็นเพราะเลือดร้อนของพวกเขาผสานเข้าด้วยกัน แผ่ไออุ่นสุดท้ายให้นางที่ตายไปด้วยความเคียดแค้น
พอตอนนี้มาตรึกตรองอย่างละเอียด คนที่มาขวางมีดบินแทนนางจนได้รับบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว เป็นไปได้มากว่าตอนนั้นเขาเองก็อาจจะตกอยู่ในอันตรายเหมือนนางเช่นกัน
คนผู้นั้นใช้ร่างมาขวางดาบเล่มนั้นแทนนาง ถึงแม้สุดท้ายนางต้องตาย แต่ก็ต้องแบกรับหนี้ชีวิตนี้เช่นกัน น่าเสียดายที่นางไม่เห็นใบหน้าของเขา หากอยากรู้ตัวตนของอีกฝ่ายนางคงต้องค่อยเป็นค่อยไป
การฟื้นคืนจากความตายนำมาซึ่งความเหน็ดเหนื่อยจนทำเอาเวินเห่าเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างไม่รู้ตัว
เช้าวันต่อมาเวินฉานแอบออกจากจวน เป่าจูเองก็ออกจากจวนเช่นกัน
ทางฝั่งจวนจิ้งอ๋อง พระชายาจิ้งเพิ่งทานมื้อเช้าเสร็จก็ได้ยินสาวใช้รายงานว่าซื่อจื่อมาแล้ว