คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 5 ซื่อจื่อ ตอนที่ 6
ตอนที่ 5 ซื่อจื่อ
การมีตัวตนอยู่ของจิ้งอ๋องซื่อจื่อฉีซั่วในเมืองหลวงไม่ถือว่าสูงนัก
จิ้งอ๋องและพระชายาจิ้งมีบุตรชายสองคนและบุตรสาวหนึ่งคน คนโตนามว่าฉีซั่ว บุตรชายคนกลางนามว่าฉีฮ่วน และบุตรสาวคนเล็กนามว่าฉีฉยง
เมื่อแปดปีก่อน ฮ่องเต้ไท่อานเรียกรวมพลเหล่าอ๋องเข้ามาในเมืองหลวง นับแต่นั้นมาอ๋องแต่ละพระองค์จึงปักหลักอยู่ในเมืองหลวง จิ้งอ๋องซื่อจื่อป่วยระหว่างเดินทาง หลังจากมาถึงเมืองหลวงก็เก็บตัวเงียบ ไม่เหมือนน้องรองฉีฮ่วนที่มักสังสรรค์เฮฮากับเหล่าคุณชายตระกูลสูงศักดิ์
บัดนี้ฉีซั่วอายุสิบเก้าปีแล้ว เพราะใช้ชีวิตอย่างสงบมาหลายปีจึงทำให้เขาดูไม่ค่อยวางตัวเจ้ายศเจ้าอย่างเหมือนเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่กลับมีความสุขุมอ่อนโยนมากกว่า
เมื่อเห็นบุตรชายเดินเข้ามา พระชายาจิ้งกลับไม่ฉีกยิ้มแม้แต่น้อย “ซั่วเอ๋อร์มีเรื่องอะไรหรือ”
ฉีซั่วทำความเคารพพระชายาจิ้งก่อนจะเอ่ยจุดประสงค์ที่มา “เสด็จแม่ได้ยินข่าวที่เล่าลือออกไปหรือไม่”
ไม่ว่าจะเรื่องบุตรสาวตระกูลสูงศักดิ์แอบส่องซื่อจื่อ หรือหญิงใบ้เปิดปากพูดได้แล้ว ล้วนห่างจากการซุบซิบนินทาในยามปกติมาก ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องยังเกิดในจวนตนเองอีกต่างหาก พระชายาจิ้งย่อมได้ยินข่าวคราวมาบ้าง
นางยกถ้วยชาขึ้นมาจิบเล็กน้อย เอ่ยถามด้วยสีหน้าราบเรียบ “ซั่วเอ๋อร์ได้ยินมาว่าอย่างไรหรือ”
“พวกเขาพูดกันว่าแม่นางรองเวิน...แอบส่องลูก...”
พระชายาจิ้งเลิกคิ้วเล็กน้อย “แล้วไม่ใช่หรือ”
ถึงแม้นางจะได้ยินจากปากลูกทั้งสองว่าเรื่องไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่นางไม่เชื่อว่าเวลานั้นซั่วเอ๋อร์จะร้องขอความช่วยเหลือจริงๆ
นางจะไม่เข้าใจบุตรชายของตนเลยหรือ
พระชายาจิ้งมองบุตรชายคนโตด้วยสายตาลึกล้ำแวบหนึ่ง รอฟังสิ่งที่เขาจะเอ่ยตอบ
“ไม่ใช่แน่นอน เมื่อวานลูกบอกไปแล้วว่าแม่นางรองเวินได้ยินลูกขอความช่วยเหลือเลยปีนกำแพงข้ามมา”
พระชายาจิ้งจับจ้องร่างผอมสูงชะลูดดั่งต้นไผ่แน่นิ่ง ฉับพลันก็ผุดความแคลงใจขึ้นมา
เหตุใดดูเหมือนซั่วเอ๋อร์กำลังปกป้องแม่นางรองเวินอยู่นะ
แต่ไม่ว่าในใจบุตรชายจะมีแผนการอะไร หรือจะแก้ตัวเช่นใด คนเป็นแม่ย่อมไม่มีทางโอนอ่อนให้เด็ดขาด
พระชายาจิ้งคลี่ยิ้ม “คนบนโลกนี้ชอบใส่สีตีไข่เล่าลือกันไป หากจะเกิดคำร่ำลือไปเช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก”
ฉีซั่วเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่คำร่ำลือเช่นนี้สามารถทำลายชื่อเสียงสตรีนางหนึ่งได้เลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วฉีซั่วคิดจะทำอย่างไร”
“เสด็จแม่สั่งให้คนเอาของกำนัลบางส่วนส่งไปที่จวนตระกูลเวินเพื่อเป็นการขอบคุณเถิด”
หากจวนจิ้งอ๋องเป็นฝ่ายส่งของกำนัลไปให้จวนตระกูลเวินก่อน ก็ถือว่ายอมรับเรื่องที่แม่นางรองเวินปีนข้ามกำแพงมาเพื่อช่วยจิ้งอ๋องซื่อจื่อจริง หากเป็นเช่นนี้ อย่างน้อยทุกคนก็คงไม่พูดเรื่องข่าวลือนั้นขึ้นมาอย่างโจ่งแจ้งอีก
พระชายาจิ้งเหลือบมองฉีซั่วแวบหนึ่งแล้วเอ่ยด้วยใบหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม “ซั่วเอ๋อร์ช่างคิดได้รอบคอบ”
ฉีซั่วหลุบตาลง ใบหน้าผุดความละอายใจขึ้นมา “ในเมื่อแม่นางเวินรองทำไปก็เพื่อช่วยลูก”
พระชายาจิ้งมุมปากกระตุกเล็กน้อย นางเล่นตามน้ำด้วยไม่ไหวแล้ว
“อะแฮ่ม” นางยกถ้วยชาขึ้นมา เอ่ยเสียงเรียบ “หากเป็นเช่นนั้น วันหน้าก็จะส่งผลต่อการแต่งงานของแม่นางรองเวิน ลูกควรรู้ด้วยว่ามนุษย์เราย่อมเชื่อในสิ่งที่ตนอยากเชื่อเท่านั้น”
ราวกับฉีซั่วคิดไม่ถึงจุดนี้จึงเลิกคิ้วเอ่ย “หากเป็นเช่นนั้น...ถึงอย่างไรลูกก็ยังไม่ได้เกี่ยวดองกับหญิงใด เสด็จแม่ไปทาบทามเรื่องสมรสที่จวนตระกูลเวินก็ได้...”
“แค่กๆ!” พระชายาจิ้งสำลักน้ำชาอย่างรุนแรง
สาวใช้ด้านข้างเข้ามาช่วยตบหลังเบาๆ ให้นาง
พระชายาจิ้งโบกมือสื่อให้สาวใช้ออกไป แววตาที่ใช้มองบุตรชายราวกับเห็นผีก็ไม่ปาน “แม่เพิ่งกินมื้อเช้าไป ไม่เหมาะที่จะฟังเรื่องตลกที่สะเทือนใจเช่นนี้”
“ลูกไม่ได้ล้อเล่น ในเมื่อแม่นางรองเวินทำไปเพื่อช่วยลูก”
พระชายาจิ้งกลอกตาใส่โดยลืมกิริยามารยาทของพระชายาอย่างสิ้นเชิง สูดลมหายใจเข้าลึก “ลูกเอ๋ย แม่รู้ว่าเจ้ามีจิตใจเมตตากรุณา แต่ไม่จำเป็นต้องเสียสละเช่นนี้...”
ฉีซั่วหัวเราะเสียงเบา “ไม่ถือว่าเป็นการเสียสละหรอกเสด็จแม่ แม่นางรองเวินเองก็เป็นหญิงงามล่มเมือง ต้นตระกูลก็ไม่แย่ หากต้องพลอยเดือดร้อนขายไม่ออกเพราะลูก ลูกได้แต่งกับนางก็นับว่าเป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย”
พระชายาจิ้งข่มอารมณ์ไม่ไหวอีกต่อไป ตบโต๊ะทันที “ซั่วเอ๋อร์ เจ้าถูกใจความงามล่มเมืองของนางใช่หรือไม่”
บุตรชายคนโตของนาง ซื่อจื่อแห่งจวนจิ้งอ๋อง ที่แท้ก็เป็นคนโปรดปรานความงาม!
ฉีซั่วเผยท่าทีฉงน “เช่นนั้นเสด็จแม่ถูกใจหน้าตาลูกสะใภ้แบบใดเล่า หรือว่าจะชอบหน้าตาเรียบง่ายธรรมดาหน่อย?...”
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร” พระชายาจิ้งปฏิเสธเสียงแข็ง
ลูกสะใภ้ของนางต้องงามล่มเมือง ไม่เช่นนั้นคงเป็นตัวถ่วงเรื่องหน้าตาของหลานชายและหลานสาวของนางไม่ใช่หรือ
เฮ้อ หากกล่าวเช่นนั้น แม่นางรองเวินก็นับว่าเหมาะสมมากจริงๆ
สุดท้ายพระชายาจิ้งก็เข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว นางยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มอึกหนึ่งด้วยท่าทีนิ่งขรึม “ปีนี้ซั่วเอ๋อร์เองก็อายุสิบเก้าแล้ว ถึงเวลาที่ต้องแต่งงานเสียที ในเมื่อเจ้าคิดว่าไม่เลว เดี๋ยวแม่จะเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาพ่อของเจ้าดู หากพ่อของเจ้าไม่ติดขัดอะไรก็จะให้คนไปถามความคิดเห็นทางฝั่งตระกูลเวิน...”
ฉีซั่วคิดไม่ถึงว่าท่าทีของพระชายาจิ้งจะเปลี่ยนไปรวดเร็วขนาดนี้ เขาจึงเหม่อลอยไปชั่วขณะ
“ซั่วเอ๋อร์?”
ฉีซั่วดึงสติกลับมา “เสด็จแม่เรียกข้าหรือ”
พระชายาจิ้งถอนหายใจ “เหตุใดพอพูดเรื่องแต่งงานขึ้นมา เจ้าถึงจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเล่า”
ฉีซั่วใบหน้าแดงซ่าน “เรื่องใหญ่อย่างการแต่งงานขึ้นอยู่กับคำสั่งของเสด็จพ่อและเสด็จแม่ ลูกเอาตามที่เสด็จพ่อเสด็จแม่ว่าทุกประการ ไม่มีความคิดเห็นใดๆ”
พระชายาจิ้งมุมปากกระตุก เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์นัก “หากเจ้าไม่มีเรื่องใดแล้วก็กลับไป แม่ก็ต้องจัดการธุระแล้ว”
“เช่นนั้นลูกขอตัวก่อน”
รอจนฉีซั่วกลับไป พระชายาจิ้งถึงรีบเอ่ยขึ้นว่า “เจินจู รีบนวดไหล่ให้ข้าเร็วเข้า”
ถูกบุตรชายทั้งสองยั่วโมโหจนจะเป็นโรคหัวใจในไม่ช้าก็เร็วนี้แล้ว!
แสงยามวสันตฤดูสาดส่องเข้ามาในเรือนลั่วอิง ในที่สุดเวินเห่าก็หลับเต็มอิ่ม จากนั้นก็ถูกเป่าจูที่กลับมาจากซื้อของ นางแบกของพะรุงพะรังเข้ามาในลาน นั่งอาบแดดแสงอาทิตย์
“เสาเย่า ไปลากหลินเสี่ยวฮวาเข้ามา” เวินเห่าออกคำสั่งสาวใช้น้อยในเรือนคนหนึ่ง
สาวใช้น้อยขานรับก่อนจะวิ่งมุ่งหน้าไปทางด้านหลังประตูวงเดือน ไม่นานก็ลากลาน้อยตัวหนึ่งเดินกลับมา
เจ้าลาน้อยร่างสีเทา มีเพียงส่วนหัวที่เป็นขนสีขาว พอเห็นเวินเห่ามันก็ตะกุยมือนางด้วยท่าทีกระตือรือร้น
นี่เป็นของขวัญที่ท่านตาให้นางตอนอายุครบสิบสามปี
หากเทียบกับม้ารูปงามแล้ว ลาน้อยตัวเตี้ย ทั้งเชื่องทั้งเลี้ยงง่าย เหมาะให้เด็กสาวขี่
เวินเห่าลูบหัวลาน้อยเพื่อช่วยหวีขนให้มัน
ตอนนั้นพอสืบรู้แผนการของท่านพ่อและแม่เลี้ยงก็ได้หลินเสี่ยวฮวานี่แหละที่พานางหนี มันแบกนางวิ่งไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายมันก็ตายลงด้วยน้ำมือของโจรป่า
“เหตุใดน้องหญิงรองถึงมาอยู่ในลานได้เล่า” หนุ่มน้อยคนหนึ่งเดินผ่านประตูเข้าลานมา
เวินเห่ามองผู้มาเยือนขณะที่มือข้างหนึ่งกำลังวางบนหลังลาน้อย
ผู้มาเยือนก็คือพี่ชายนามว่าเฉิงซู่ หากพูดกันตามจริง เขาไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับนางแต่อย่างใด
พ่อของเฉิงซู่เป็นบุตรบุญธรรมของแม่ทัพผู้เฒ่าหลิน หลังจากแต่งงานให้กำเนิดบุตรชายก็ออกร่อนเร่ผจญภัย เฉิงซู่จึงเติบโตมาในจวนแม่ทัพ เรียกสะใภ้หลินว่าอาและถือเป็นลูกพี่ลูกน้องของสองพี่น้องตระกูลเวิน
พอเวินเห่าเห็นเฉิงซู่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าก็เรียกขึ้นว่า “พี่ชาย”
เสียงของสาวน้อยอ่อนหวานใสและกังวาน ทว่านัยน์ตาของเฉิงซู่กลับมีความตกใจพาดผ่าน “น้องรอง เจ้าพูดได้แล้วจริงๆ หรือ!”
ความดีใจอันแสนบริสุทธิ์ของหนุ่มน้อยไร้ซึ่งการเสแสร้งชวนให้เวินเห่าสับสนไม่น้อย
ก่อนที่ท่านตาจะจากไป เขาได้ส่งตัวเฉิงซู่เข้าไปทำงานในหน่วยองครักษ์วังหลวง ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นางหนีออกจากเมืองหลวง สามปีให้หลังนางกลับมาแอบสืบข่าวคราวถึงรู้ว่าเฉิงซู่ขึ้นเป็นองครักษ์ผ้าต่วนผู้น่าเกรงขามที่ชื่อเสียงไม่ค่อยดีเท่าไร
นางระวังตัวไม่กล้าพูดคุยกับเฉิงซู่มากนักและไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดเขาถึงกลายเป็นองครักษ์ผ้าต่วนที่ท่านตาของนางเกลียดชังนัก
“พี่ชายมาได้อย่างไรหรือ วันนี้ท่านไม่ทำงานหรือเจ้าคะ” ภายใต้แสงอาทิตย์ เวินเห่าเอียงศีรษะอมยิ้ม พลางเก็บความคิดอันยุ่งเหยิงนั้นไป
“ข้าได้ยินว่าน้องหญิงรองพูดได้แล้วเลยลางานมาเยี่ยม” หนุ่มน้อยที่ใบหน้าสะอาดหมดจดเต็มไปด้วยชีวิตชีวาฉีกยิ้มแป้นจนเห็นฟันขาว
เวินเห่าเริ่มนึกสนใจ เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มกว้าง “พี่ชายได้ยินแค่เรื่องนี้?”