คุณหนูรองสองชะตา: บทที่ 0 บทนำ ตอนที่ 1
ม้วนที่หนึ่ง
บทนำ
ยามรัตติกาลเข้าคืบคลาน ถนนฉังชุนเงียบเหงาวังเวง มีเพียงแสงรำไรจากโคมแดงที่ห้อยอยู่ตามชายคาร้านค้าช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ชั้นหิมะที่ปกคลุมหลังคาตามรายทาง
เวินเห่าสวมชุดคลุมสีดำทั้งร่าง ฝีเท้าเบาหวิวเดินบนแผ่นหินสีเขียวที่มีชั้นหิมะทับถม นางเดินๆ หยุดๆ พลางสำรวจรอบทิศอย่างระแวดระวัง จากนั้นก็เดินเข้าตรอกเล็กที่อยู่ติดกับร้านเครื่องประทินโฉมของสตรีไป
ตรอกเล็กคับแคบมืดสลัว เงียบสงัดจนน่าใจหาย
เวินเห่าหยุดฝีเท้าลงด้านหน้าเรือนส่วนตัวก่อนจะเคาะประตูเสียงเบา
หลังประตูดังขลุกขลักอยู่สักพัก จากนั้นประตูก็ถูกเปิดออก
หญิงสาวที่อยู่ด้านหลังประตูแววตาร้อนรน รีบคว้าข้อมือของเวินเห่าแล้วดึงนางเข้ามาด้านใน
พอเข้าห้องมา หญิงสาวผู้นั้นก็คุกเข่าลงกับพื้นพลางร่ำไห้เสียงสะอื้นบนร่างของเวินเห่า “คุณหนูรอง บ่าวคิดไม่ถึงเลยเจ้าค่ะว่าคุณหนูจะยังมีชีวิตอยู่!”
เวินเห่าขนตาสั่นไหวเล็กน้อย นางตบบ่าของหญิงสาวผู้นั้นอย่างเบามือ จากนั้นก็ล้วงหยิบจดหมายที่พับเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอย่างดีส่งไปให้
หญิงสาวลุกขึ้น นางรับจดหมายมาด้วยมืออันสั่นเทาแล้วคลี่เปิดอ่านข้อความบนกระดาษผ่านแสงเทียน ‘เหลียนเซียง พี่หญิงใหญ่ของข้าตายอย่างไรหรือ’
เมื่อเหลียนเซียงเห็นประโยคนี้ น้ำตาก็ทะลักออกมาเป็นสายอีกครั้ง “คุณหนูรอง คุณหนูใหญ่ของพวกเรานาง...”
เวินเห่ากัดริมฝีปากข่มความรุ่มร้อนในใจ นิ้วเรียวใช้แรงจิ้มไปที่คำถามบนแผ่นกระดาษ
คนในเมืองหลวงต่างรู้ดีว่าคุณหนูรองของจวนรองเสนาบดีตระกูลเวินเป็นใบ้มาแต่กำเนิด
เหลียนเซียงรีบปาดน้ำตาแล้วเล่าให้นางฟัง
“วันนั้นนายท่านพาคุณหนูออกจวนไป กระทั่งพลบค่ำถึงค่อยกลับมา พอคุณหนูใหญ่เข้าห้องไปก็ไม่ย่างกรายออกมาจากประตูอีกเลย ตกดึกเสี่ยวเหอลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำถึงพบว่าคุณหนูใหญ่ผูกคอตายแล้ว...ช่วงกลางวันเสี่ยวเหอออกไปตามรับใช้คุณหนูใหญ่ บ่าวบีบคั้นถามนางว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น สุดท้ายเสี่ยวเหอก็บอกว่า...”
เวินเห่าจับจ้องเหลียนเซียงรอนางเล่าต่ออย่างแน่นิ่ง
เหลียนเซียงหน้าซีดขาวราวหิมะ สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเล่าเรื่องต่ออย่างยากลำบาก “เสี่ยวเหอบอกว่า...คุณหนูใหญ่อาจจะถูกชายอื่นเหยียบย่ำแล้ว...”
เวินเห่าใช้มือสองข้างยันโต๊ะ ผ่านไปสักพักถึงข่มอารมณ์เดือดดาลที่ปะทุขึ้นมาไว้ได้ จากนั้นนางก็ชี้ไปที่กระดาษสลับกับปากตนเอง
เหลียนเซียงเข้าใจทันที ในเมื่อในเรือนไร้พู่กันและกระดาษ นางจึงใช้ไหวพริบคว้าชาดทาปากขึ้นมาตลับหนึ่ง
เวินเห่าใช้ปลายเล็บแตะชาดแล้วเขียนลงบนโต๊ะ ‘ใคร’
เหลียนเซียงส่ายศีรษะ เอ่ยเสียงแหบแห้ง “เสี่ยวเหอก็ไม่รู้ว่าเป็นใครเช่นกันเจ้าค่ะ เพราะนางไม่เห็นใบหน้าของคนผู้นั้น เพียงแต่ฟังจากคำพูดของนายท่านแล้วคิดว่าคนผู้นั้นสถานะคงไม่ธรรมดา...ต่อมาพอข่าวที่คุณหนูใหญ่ฆ่าตัวตายแพร่งพรายออกไป ฟ้ายังไม่ทันรุ่งสางเสี่ยวเหอก็ถูกฝังไปพร้อมกับคุณหนูใหญ่แล้ว แต่บ่าวรู้ว่าเสี่ยวเหอต้องถูกฆ่าปิดปากแน่นอนจึงฉวยโอกาสช่วงชุลมุนหนีออกจากจวนมา จากนั้นบ่าวก็ปิดบังชื่อแซ่จริงแล้วใช้ชีวิตอยู่ในตรอกบนถนนฉังชุนแห่งนี้”
เวินเห่าอกสั่นกระเพื่อม ไฟโทสะแผดเผาร้อนรุ่มถึงทรวงใน
เมื่อสามปีก่อน นางจับผิดแผนการสกปรกของท่านพ่อกับแม่เลี้ยงได้ถึงหนีออกจากจวนตระกูลเวินที่เป็นดั่งถ้ำเสือนั่น แต่คิดไม่ถึงว่าพี่หญิงใหญ่ที่ออกเรือนแล้วยังต้องประสบเคราะห์ร้ายเช่นเดียวกับตน
“ใช่แล้ว คุณหนูรองเจ้าคะ เมื่อสามปีก่อนมีจดหมายมาจากจวนตระกูลเวินบอกว่าคุณหนูล้มป่วยตายไปแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดคุณหนูถึง...”
เวินเห่าแตะลงบนชาดแล้วเขียนต่อ ‘มีคนคิดจะทำร้ายข้า ข้าก็เลยหนี…’
เหลียนเซียงปิดหน้าร่ำไห้ “ยามนั้นคุณหนูใหญ่กำลังตั้งครรภ์ ถึงจะได้รับจดหมายแต่ก็กลับไปไม่ได้ ตอนหลังเลยตรอมใจจนแท้ง ตอนแรกนายท่านยังเอาใจใส่อยู่บ้าง แต่นานวันเข้าก็มีท่าทีเย็นชากับคุณหนูใหญ่...”
เวินเห่าฟังเหลียนเซียงเล่าต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งเชิงเทียนเต็มไปด้วยน้ำตาเทียน
“คุณหนูรอง คุณหนูจะไปไหนหรือเจ้าคะ สู้อยู่กับบ่าวที่นี่ดีกว่า วันหน้าบ่าวจะรับใช้คุณหนูเองเจ้าค่ะ” เหลียนเซียงไล่ตามไปถึงลานประตู
เวินเห่าส่ายศีรษะ เพราะนางพูดไม่ได้จึงไม่อธิบายใดๆ ก่อนจะผลักประตูเสียงเบาแล้วเดินจากไป
ลมหนาวเหน็บที่แทรกมาพร้อมเกล็ดหิมะที่เล็กละเอียดพัดตีใบหน้า
หิมะเริ่มตกโปรยปรายลงมาอีกแล้ว
นางหันกลับมาโบกมือสื่อให้เหลียนเซียงปิดประตูเรือน จากนั้นนางก็สับเท้าเดินออกจากตรอกเล็กนั้นไป
นอกตรอกลมยิ่งพัดแรง ตีจนพวงแก้มเจ็บแสบราวมีดกรีด ทว่าเวินเห่ากลับไม่ใส่ใจพลางเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่ง
เสียงลมพัดดังหวีดหวิวจนหูอื้ออึง ความหนาวเหน็บทำให้ประสาทรับรู้เริ่มด้านชา ขณะที่นางพยายามเดินไปทางด้านข้างเพื่อหลบลมหนาว มีดบินเล่มหนึ่งก็ลอยผ่านแผ่นหลังพอดี
เวินเห่ารีบหันหน้าไปมองอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางพายุหิมะ ใบหน้าอันเลือนรางค่อยๆ ขยับเข้ามาประชิด
เวินเห่าไม่มีเวลาสังเกตอย่างละเอียดอีกต่อไป นางรีบวิ่งไปด้านหน้าอย่างทุลักทุเล
ที่นางต้องหนีกลับมาเมืองหลวง เพราะยังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องสะสาง นางจะตายที่นี่ไม่ได้
ทว่าต่อมาเวินเห่ากลับต้องชะงักร่างหยุดนิ่ง
ชายที่ปิดหน้าด้วยผ้าสีดำรุดหน้าเข้ามา ภายใต้หิมะ ดาบยาวในมือส่องประกายเล่นแสงเย็นยะเยือก
หนีเสือปะจระเข้แท้ๆ
เวินเห่าถอยหลังไปหนึ่งก้าวก่อนจะหยุดฝีเท้าลง หยิบมีดสั้นขึ้นมาจ่อไปทางชายที่มีผ้าปิดหน้าผู้นั้น
ในเมื่อหนีไม่รอดแล้ว เช่นนั้นหากพาอีกฝ่ายไปด้วยได้คงดีไม่น้อย
กลิ่นคาวเลือดโชยคละคลุ้ง จากนั้นนางก็ถูกดึงจนร่างเซถลาเข้าสู่อ้อมกอดของใครคนหนึ่ง
ชายที่มีผ้าปิดหน้าอีกคนโอบร่างของเวินเห่าไว้แน่นก่อนจะทิ้งตัวลงกับพื้น แผ่นหลังมีมีดบินด้ามหนึ่งปักอยู่
เวินเห่าอ้าปากค้าง สมองหยุดแล่นไปชั่วขณะ
ทั้งๆ ที่มีคนประกบจู่โจมนางทั้งหน้าหลัง เหตุใดเขาถึงมารับมีดแทนนางเล่า
แต่นางไม่มีเวลามานั่งไตร่ตรอง
ขณะที่ชายผู้นั้นใช้แรงดึงนางเพื่อลุกขึ้นอย่างยากลำบาก คนที่อยู่ด้านหลังก็เข้าประชิดตัวเรียบร้อย
ดาบยาวพุ่งแทงเข้าที่กลางแผ่นหลังของชายผู้นั้นและทะลุเข้าที่หัวใจของเวินเห่า
เลือดไหลซึมลงบนกองหิมะราวกับดอกเหมยสีชาดช่อโตที่ชูช่อเบ่งบาน ถึงขนาดแยกไม่ออกว่าเลือดกองไหนเป็นของใคร
เวินเห่าใช้แรงทั้งหมดเปิดเปลือกตาเพราะอยากเห็นคนที่ล้มทับร่างนางให้ชัดเต็มสองตา
เขาสวมผ้าคลุมดำปิดบังใบหน้าหลงเหลือเพียงสองดวงตา
นับเป็นดวงตาที่งดงามมากคู่หนึ่งเลยทีเดียว
เจ้าเป็นใคร...
ก่อนที่จะตกลงสู่ห้วงแห่งความมืดมิด เวินเห่าขยับมุมปากถามคำถามนี้ออกมาอย่างไร้สุ้มเสียง
ไม่รู้ว่าเสียงครึกโครมดังแว่วมาจากที่ใด ทว่ามันขยับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ทันใดนั้นเกล็ดหิมะก็ขยายใหญ่ขึ้น ไม่นานก็โปรยปรายลงมาอาบร่างของพวกเขาทั้งสองที่ล้มนอนท่ามกลางพื้นหิมะนองเลือดอย่างเงียบงัน