นักรบยอดจารชน: บทที่ 15 ฝนราดท้อ ตอนที่ 15
บทที่ 15 ฝนราดท้อ
“เมห์เหม็ด ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนายคืออะไร” เหยียนเฟิงหั่วถามเด็กวัยรุ่นอายุราว 20 ปี
“ความปรารถนายิ่งใหญ่ของผมก็คือสงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่ออิสรภาพภายใต้การชี้นำของพระเจ้า” เมห์เหม็ดใบหน้าจริงใจกล่าว “พระเจ้าให้ร่างกายแก่เรา ให้สมองที่มีปัญญาและมือเท้าที่คล่องแคล่ว นี่ก็คือสิ่งที่ประทานมาให้พวกเราใช้ในการทำสงครามต่อไป ผมอยากเป็นผู้กล้า ทำเรื่องที่คนทั้งโลกต้องตะลึง เพื่อตอบแทนพระเจ้าที่ดูแลผมมาอย่างดี”
“ถ้าอย่างนั้นนายคิดว่าหลังชนะสงครามจะเป็นยังไง” เหยียนเฟิงหั่วถามต่อ
“หลังจากสงครามศักดิ์สิทธิ์ประสบความสำเร็จผมจะกลับมาสู่อ้อมกอดของพระเจ้า ตามปรนนิบัติรับใช้ท่านไปทุกหนทุกแห่ง” เมห์เหม็ดทำท่าทางศรัทธาด้วยความจริงใจ ดวงตาเด็ดเดี่ยว แสดงออกถึงความเชื่อจนน่ากลัว
“ดีมาก” เหยียนเฟิงหั่วยื่นปืนให้กับเมห์เหม็ด “เพื่อสงครามศักดิ์สิทธิ์ เพื่อพระเจ้า นายต้องตั้งใจฝึกฝน กล้าหาญที่จะต่อสู้ในภายภาค”
“อืม” เมห์เหม็ดพนักหน้าแรงๆ ก่อนจะรับปืนเพื่อฝึกซ้อมยิงเป้า
ผ่านไปแล้วครึ่งเดือน ร่างกายของเหยียนเฟิงหั่วฟื้นสภาพกลับคืนมาเหมือนเดิม และเขาก็ได้เรียนรู้ถึงลักษณะนิสัยของกลุ่มก่อการร้ายว่าเป็นกลุ่มคนอย่างไร คำตอบที่เขาได้รับทำให้เขานับถือในความคิดและฝีมือของคนบงการกลุ่มผู้ก่อการร้าย คนเหล่านี้สูญเสียตัวตนไปนานแล้ว ชีวิตของพวกเขามีเพียงแต่ร่างกายที่ไร้วิญญาณเท่านั้น
หลายวันมานี้เขารู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งแอบมองเขาอยู่ ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ แต่เขาก็ทำเป็นไม่รู้อะไร เพราะที่ไคร์เมียพูดว่าเชื่อใจตนนั้นก็เพียงแค่คำพูดจากปาก หัวโจกของกลุ่มก่อการร้าเป็นนักเรียนดีเด่นจบจากเคมบริดจ์มีความคิดซับซ้อนแยบยล
เวลานอนในตอนกลางคืนเหยียนเฟิงหั่วมีถ้ำแยกอยู่เพียงคนเดียว
ในถ้ำมีของใช้เรียบง่าย เพียงเตียงหนึ่งหลัง โต๊ะหนึ่งตัว บนโต๊ะมีตะเกียงน้ำมันหนึ่งอัน ประตูโยกเยกปิดให้เขาอยู่ในพื้นที่ของตัวเองและก็มีเพียงช่วงเวลานี้เท่านั้นที่เขามีโอกาสได้พักหายใจ สามารถเข้าไปอยู่ในฝันที่กลับมาเป็นตัวเขาเองจริงๆ
ไม่ แม้ในขณะหลับฝันเขาก็ไม่สามารถกลับไปเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริง ก่อนนอนสมองถูกเขาสั่งการให้เชื่อว่าตัวเองคือคนทรยศประเทศชาติ เป็นคนทรยศชาติที่เข้าร่วมกลุ่มก่อการร้ายเพื่อแก้แค้น
เขาไม่กล้าคิดถึงถังถัง ไม่กล้าคิดถึงน้องสาว เขากลัวว่าหากตนเองหลับลึกไปแล้วความรู้สึกเหล่านี้จะหวนกลับมา สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือการบังคับตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ให้สมองของเขากลับไปเชื่อในคำหลอกลวงของตัวเอง
“แอด...” ประตูห้องถูกผลักออกเบาๆ กลุ่มก่อการร้ายคนหนึ่งแอบย่องมาที่เตียงของเหยียนเฟิงหั่ว
เหยียนเฟิงหั่วนอนอยู่บนเตียงลืมตาขึ้นมา ถามด้วยเสียงโทนต่ำ “ใคร?”
“ชู่ว…” คนที่เข้ามาทำท่าทางเงียบๆ เจตนาให้เหยียนเฟิงหั่วออกไปกับเขา
เหยียนเฟิงหั่วครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะลงจากเตียง สวมเสื้อผ้าและเดินตามอีกฝ่ายออกไป
ตอนนี้เป็นเวลาประมาณตีสามแล้ว บนท้องฟ้าปกคลุมด้วยดวงดาวมากมายและลมภูเขาที่พัดมา ทำให้คนรู้สึกเหน็บหนาว นอกจากทหารยามแล้ว กลุ่มก่อการร้ายคนอื่นต่างกำลังเข้าสู่ห้วงนิทรา ทำให้ฐานที่มันแห่งนี้เงียบสงัดไร้เสียงใดๆ
คนๆ นี้คุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างดี เขาพาเหยียนเฟิงหั่วหลบจากทหารยามออกมาถึงด้านล่างโขดหินซึ่งระยะห่างค่อนข้างไกลจากที่นั่น
“นายเป็นใครกันแน่” เหยียนเฟิงหั่วจ้องอีกฝ่ายและเอ่ยถาม
แสงดาวส่องลงมา เหยียนเฟิงหั่วเห็นว่าใบหน้าของอีกฝ่ายคลุมผ้าไว้ เห็นเพียงแค่ดวงตาเท่านั้น เขาไม่สามารถรู้ได้ว่าแท้จริงแล้วคนนี้คือใคร
“ฉันเป็นใครไม่สำคัญ ที่สำคัญคือมีข้อมูลจำเป็นต้องให้นายนำออกไป” เสียงของคนที่มาเต็มไปด้วยความกังวล เขาถอดฟันปลอมหนึ่งซี่ส่งให้เหยียนเฟิงหั่ว “ฉันเป็นสายลับมาจากเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ข้อมูลประจำตัวของฉันรั่วไหลไปแล้ว นายจำเป็นต้องเอาข้อมูลนี้ออกไป”
เหยียนเฟิงหั่วหรี่ตามองฟันปลอมที่กำลังถืออยู่
“ชื่อสกุล ขึ้นตรงต่อสังกัดไหน” เหยียนเฟิงหั่วถาม
“อับดุลลาห์ อาห์เหม็ด สังกัดหน่วยสืบราชการลับทางทหาร อยู่ใต้บังคับบัญชาของพันโทถังเฉาเฟย” คนที่มาบอกข้อมูลตัวเองอย่างชัดเจน
“ดี!” เหยียนเฟิงหั่วพยักหน้า สายตาเผยความโหดร้าย
“นาย... นายไม่เชื่อฉันเหรอ” คนที่มาถามขึ้น
“เชื่อ” เหยียนเฟิงหั่วยื่นมือไปบีบคออีกฝ่าย พูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “แต่นายคงมาหาผิดคนแล้ว”
“อือ...อือ…” คนที่ถูกบีบคอส่งเสียงราวจะขาดอากาศหายใจ
“ทหารยาม ที่นี่มีคนสอดแนม” เหยียนเฟิงหั่วตะโกนเรียกเสียงดัง ก่อนจะลากอีกฝ่ายไปที่ค่าย
ทหารยามได้ยินเสียงก็รีบถือปืนวิ่งตรงมา บริเวณค่ายก็ระเบิดออก
“เกิดอะไรขึ้น?” ไคร์เมียสวมชุดคลุมและคว้าปืนวิ่งออกมา
“เรื่องเล็กน้อยน่ะ” เหยียนเฟิงหั่วโยนฟันปลอมให้กับไคร์เมีย ยื่นมือออกไปรับปืนจากอีกฝ่ายมาถือไว้ เหนี่ยวไกปืนจ่อที่ศีรษะของผู้สอดแนม
“ปัง!” ลูกกระสุนเจาะเข้าไปในสมอง เลือดกระเด็น ผู้แอบอ้างว่าเป็นสายลับลงไปนอนอยู่บนพื้น
เขาคืนปืนให้กับไคร์เมีย เหยียนเฟิงหั่วบิดขี้เกียจแล้วเดินกลับไปนอนต่อที่ห้อง
เขาจะจำชื่อของอับดุลลาห์ อาห์เหม็ดไว้ให้ขึ้นใจ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าที่เขาต้องมาสละชีวิตก็เพราะข้อมูลของตนเองรั่วไหล เมื่อสักครู่คนๆ นั้นกำลังหยั่งเชิงตน แต่กลับใช้วิธีการที่โง่เขลา ไม่มีสายลับคนไหนเปิดเผยตัวตนเช่นนี้ พวกเขาไม่สามารถเชื่อใจใครได้ แม้กระทั่งตัวเองก็ยังไม่กล้าเชื่อ นี่เป็นการหยั่งเชิงของไคร์เมียที่สงสัยในตัวเขา เพียงแต่วิธีการลวงนี้เด็กเกินไป ดูถูกไอคิวของเขามาก
เรื่องสายลับเป็นแค่ละครฉากหนึ่งเท่านั้น เดิมทีไคร์เมียไม่เชื่อเหยียนเฟิงหั่วและยังระแวงเขาอีกด้วย ไคร์เมียจึงลองหยั่งเชิงดูสักหน่อย
ไม่กี่วันหลังจากนั้น ผู้ชายคนหนึ่งมีผ้าสีดำคลุมศีรษะ ร่างกายถลอกช้ำถูกมัดและพาขึ้นเขา เขาถูกผูกที่เสาไม้ซึ่งเป็นเสาไม้ที่เหยียนเฟิงหั่วเคยถูกมัดมาก่อน นี่เป็นทหารต่อต้านการก่อการร้ายของจีนที่ถูกจับได้ในสนามรบ ระหว่างทางส่งตัวมาก็โดนลงโทษทำร้ายสารพัด
หลังจากเห็นเครื่องแบบพรางตัวในทะเลทรายบนร่างกายของเขาคนนี้ หัวใจของเหยียนเฟิงหั่วก็เต้นแรง เขาต้องเตือนตัวเองว่าจะไม่เผยอารมณ์ที่ไม่ควรมีอยู่ออกไป
ชุดเครื่องแบบพรางตัวในทะเลทรายนี้เป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยดี นี่เป็นชุดพรางตัวของกองกำลังพิเศษจิ้งจอกโลหิต และเขาคิดว่าคนๆ นี้ก็น่าจะเป็นเพื่อนในหน่วยจิ้งจอกโลหิตของเขา
ผ้าคลุมถูกกลุ่มก่อการร้ายคนหนึ่งดึงออก เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดเกราะกรังราวกับถูกทำร้ายมานานแล้ว ริมฝีปากพลิกและบวม ที่คางยังมีเลือดไหลหยดลงมา
ทันทีที่เห็นใบหน้านี้ชั่วขณะหนึ่ง เหยียนเฟิงหั่วหายใจถี่เร็ว ดวงตาเผยแสงแปลกๆ ที่ไม่ควรแสดงออกมา หัวใจเขากระตุกจนแทบจะหยุดเต้น
“นายรู้จักคนนี้ไหม” ไคร์เมียชำเลืองมองเหยียนเฟิงหั่ว
“รู้จัก” เหยียนเฟิงหั่วพยักหน้า พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก “เพื่อนร่วมกองทัพของฉัน รหัสลั่วกุย”
เหยียนเฟิงหั่วพูดประโยคนี้ออกมารู้สึกใจกำลังชา เขากวาดตามองไปยังกลุ่มก่อการร้ายที่รายล้อมอยู่รอบๆ สมองกำลังหมุนทำงานด้วยความเร็วสูง เขากำลังคิดคำนวณว่าต้องพูดตัดสินยังไงให้ช่วยลั่วกุยเอาไว้ได้ เขาคิดไม่ถึงว่าลั่วกุยจะถูกจับเป็นเชลย และไม่เคยคิดเลยว่าเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับเพื่อนร่วมทีมเขาจะต้องทำอย่างไร
ไคร์เมียยืนห่างจากเขาประมาณสิบเมตร เขาไม่ได้ถูกกลุ่มก่อการร้ายเหล่านั้นบังคับ แต่เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับตัวเอง แค่ตนเองทำอะไรให้น่าสงสัย ก็จะถูกปืนไรเฟิลเป็นสิบๆ กระบอกยิงเอาได้และยังไม่สามารถช่วยลั่วกุยให้หนีได้อีก
ทั่วทั้งร่างกายของลั่วกุยถลอกปอกเปิกพยายามเงยหน้าขึ้นด้วยแรงที่มี สายตาเหนื่อยล้าของเขาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของเหยียนเฟิงหั่ว เขายิ้มมุมปากแล้วเอ่ยขึ้น “เหยียนเฟิงหั่ว…”
ในตอนนี้เองเหยียนเฟิงหั่วอยากจะเข้าไปอยู่ในความคิดของลั่วกุย ไม่ใช่ว่านายร้ายกาจมากหรือไง ทำไมถึงถูกจับได้ล่ะ เกียรติยศในสายตานายคืออะไร กระสุนนัดสุดท้ายที่นายเหลือไว้ให้ตัวเองรึไง!
นี่เป็นพี่น้องที่ดีที่สุดของตัวเอง ฉันควรทำยังไง ฉันควรทำยังไงกับเขา!
เหยียนเฟิงหั่วตะโกนร้องอย่างสับสนในใจ เขาไม่รู้จริงๆ ว่าควรทำอย่างไร หรือควรจะฆ่าลั่วกุยเพื่อให้ได้รับความไว้ใจจากไคร์เมีย แต่ฉันก็ทำไม่ได้ ฉันเคยลงมือฆ่าพี่น้องของตัวเองไปแล้ว และจะไม่ยอมฆ่าพี่น้องของตัวเองอีกเด็ดขาด แต่ฉันควรจะทำยังไงล่ะ ใครบอกผมได้บ้างว่าผมควรทำอย่างไรดี!!!
“เขายอดเยี่ยมมาก” ไคร์เมียจมูกเหยี่ยวจ้องไปที่เหยียนเฟิงหั่ว “นายเองก็ยอดเยี่ยมมาก คนที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ต้องให้นายตัดสินถึงจะเหมาะสม”
ประโยคนี้กระแทกหัวใจของเหยียนเฟิงหั่วเต็มแรง ทำให้ร่างกายของเขาเย็นเป็นน้ำแข็ง
ฆ่าลั่วกุยเขาก็จะได้รับความไว้วางใจและรับรองได้ว่าภารกิจก็จะดำเนินได้อย่างราบรื่น หากไม่ฆ่าลั่วกุย ก็เกรงว่าพวกเขาทั้งสองจะถูกกลุ่มก่อการร้ายฆ่าตายทั้งคู่
นี่คือคำถามที่ต้องเลือกตอบ ไม่ว่าจะเลือกลงมือแบบไหนก็เป็นปัญหา
“นายถูกจับได้ยังไง” เหยียนเฟิงหั่วกัดฟันถามลั่วกุย
“หึๆๆ…” ลั่วกุยเงยหน้าขึ้นมา พ่นเลือดออกจากปาก ในดวงตามีแต่ความอ่อนล้าและสงบนิ่ง “เรือพลิกคว่ำในท่อระบายน้ำ ใช้ทั้งชีวิตล่าอินทรี แต่กลับถูกอินทรีย์จิกตา... แต่ก็ยังไม่น่ารังเกียจเท่ากับนายที่ทรยศประเทศชาติ ต่อให้ฉันตายก็ไม่ยอม”
“นายอยากตายยังไง” เหยียนเฟิงหั่วถามเสียงเย็นชา
“ถุย!” เลือดและน้ำลายถ่มใส่หน้าของเหยียนเฟิงหั่ว คำพูดของลั่วกุยเต็มไปด้วยความชิงชัง “เหยียนเฟิงหั่ว นายมันเป็นไอ้หมาเนรคุณ เพื่อน้องสาวของนาย นายถึงกับไม่เห็นแก่กฎหมายของประเทศชาติ...”
“ฉันเนรคุณยังไง!” เหยียนเฟิงหั่วเดือดดาลขึ้นมา “น้องสาวฉันถูกไอ้พวกเศษสวะนั่นฆ่า กฎหมายจะเอาเชือกไปรัดคอพวกมันได้ไหม นั่นเป็นน้องสาวแท้ๆ ของฉัน ไม่ใช่น้องสาวนาย มีดแทงใครคนนั้นก็เจ็บ! ฉันเป็นผู้ชายคนหนึ่ง แล้วทำไมฉันจะแค้นไม่ได้ ทำไมฉันถึงจะฆ่าไอ้พวกบ้านั่นไม่ได้ พวกนายจะยิงฉันหรือจะให้ฉันนั่งรอไปจนตายล่ะ ตั้งแต่ฉันเกิดมาจนจะตายก็ยังปกป้องประเทศชาติ แต่ฉันกลับพบว่าฉันกลับไม่สามารถปกป้องคนที่รักได้เลย ฉันไม่ยอม ฉันไม่มีทางยอมแม้แต่นิดเดียว ฉันเป็นคนทรยศชาติแล้ว ฉันทรยศชาติแล้วยังไงล่ะ ถ้าฉันไม่ได้สะสางความแค้นนี้ ก็อย่าเรียกฉันว่าคนเลย”
“ไอ้คนเนรคุณ!” ลั่วกุยพ่นประโยคนี้ออกมาอีกครั้ง สายตาดูถูกเหยียดหยามมองทะลุเข้าไปในดวงตาของเหยียนเฟิงหั่ว
ในเวลานี่้สติสัมปชัญญะของเหยียนเฟิงหั่วหมือนจะหายไป เขาบีบคอลั่วกุยด้วยความโกรธเคือง อยากจะฆ่าเขาให้ตาย คำพูดแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดเอาไว้ เรื่องของเหยียนเหยียนทำให้ใจเขาเจ็บปวดมาตลอด เพียงแค่นิดเดียวก็กระตุ้นเลือดในกายเขาให้ไหลเวียน
“นายคิดสิว่านายฆ่าเฉียจื่อยังไง” ลั่วกุยเปล่งเสียงหัวเราะออกมา
เหยียนเฟิงหั่วได้ยินเสียงเหมือนถูกค้อนตีเข้าที่หัวอย่างรุนแรง ตรงหน้ากลายเป็นสีดำมืด ริมฝีปากสั่นระริกแต่ไม่สามารถพูดออกมาได้
เฉียจื่อคือเพื่อนร่วมรบของเขา ในการรบครั้งนั้นเขาได้สังหารเฉียจื่อที่ถูกจับได้ หากพูดว่าเหยียนเหยียนคือสิ่งที่ทำให้เขาเจ็บปวดในฐานะพี่ชาย เฉียจื่อนั่นก็เป็นมีดที่คอยทิ่มแทงเขาไปตลอดชีวิตในฐานะของพวกพ้อง
“ฉันจะฆ่านาย!” เหยียนเฟิงหั่วตะโกนออกมา ดวงตาแดงก่ำ ปลดปล่อยความบ้าคลั่งออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้
“นายทำให้ฉันสนุกจริงๆ ดูคนที่เคยเป็นพี่น้องกันแตกแยก หึๆๆ”
ในสายตาลั่วกุยก็มีแต่ความบ้าคลั่ง แต่ที่มีมากกว่าคือความเด็ดเดี่ยว
“ฉันไม่ให้นายตายง่ายๆ ขนาดนั้นหรอก” ใบหน้าของเหยียนเฟิงหั่วมืดครึ้ม เขาพูดออกมาอย่างเยือกเย็น “ฉันจะให้นายได้ลิ้มรสวิธีตายที่เจ็บปวด”
“เหยียนเฟิงหั่ว แกมันก็เป็นแค่สวะ” จู่ๆ ลั่วกุยก็ตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง “นายอยากให้ฉันช่วยนายงั้นเหรอ ถุย ฉันไม่ช่วย ฉันกับพวกพี่น้องที่อยู่ข้างล่างจะรอนายลงไป ฉันจะดูว่านายจะพูดกับพี่น้องที่อยู่ข้างล่างยังไง ฮ่าๆๆๆ”
ลั่วกุยบ้าคลั่งราวกับภูติผีที่ตายแล้ว
“นายใช้ปืนนี้จัดการเขาได้นะ” ไคร์เมียส่งปืนให้เหยียนเฟิงหั่ว
“ไม่ต้อง” เหยียนเฟิงหั่วที่ใบหน้าโหดเหี้ยมบอกกับไคร์เมีย “เตรียมน้ำสะอาดให้ฉันหนึ่งถัง แล้วก็เตรียมหนังวัวมา ฉันจะให้นายดูว่าอะไรที่เรียกว่า ‘ฝนราดท้อ’”
ไคร์เมียไม่รู้ว่าอะไรที่เรียกว่าฝนราดท้อ แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาเย็นยะเยือกที่ส่งมาจากเหยียนเฟิงหั่ว
ฝนราดท้อเป็นวิธีการลงโทษที่คิดค้นโดยโรงงานหมิงเฉาตง ด้วยการจับผู้ต้องหามัดมือมัดเท้าขึงไว้กับเตียง ให้ขยับเขยื้อนไม่ได้ จากนั้นก็นำหนังวัวที่เปียกชื่นมาคลุมไว้ที่หน้า ปิดทั้งปากและจมูก แบบนี้จะทำให้ผู้ต้องหาค่อยๆ หมดลมหายใจและตายในที่สุด
การลงโทษแบบนี้จะใช้ข่มขู่ทรมาน ถึงแม้จะไม่ใช่การลงโทษที่รุนแรงเท่ากับวิธีการอื่นที่สามารถส่งผลกระทบได้โดยตรง แต่สามารถสร้างความเสียหายยิ่งใหญ่ให้กับจิตวิญญาณของมนุษย์ได้ ในขั้นตอนการทรมาน คุณจะได้รับรู้ความรู้สึกราวกับเทพแห่งความตายมายืนยิ้มให้คุณ คุณจะหายใจไม่ออกรู้สึกราวกับถูกแมลงตัวเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนกำลังรุมกัด
นักโทษที่ขัดขืนอย่างบ้าคลั่งทำให้ผู้ที่ลงมือรู้สึกหดหู่ใจ เขาไม่ได้เกลียดถึงกับต้องฆ่าให้ตาย ฝนราดท้อเป็นการทรมานที่เลวร้ายยิ่งกว่าฆ่าให้ตาย ยอมถูกตัดเอวให้ขาดเป็นสองท่อนยังดีกว่า แต่จะไม่ยอมถูกลงโทษแบบนี้เด็ดขาด
หลังจากที่กลุ่มก่อการร้ายสองคนแบกศพของลั่วกุยออกไปทิ้งที่หุบเขา สีหน้าของไคร์เมียยังคงขาวซีด เขาเห็นถึงวิธีการทรมานและการฆ่าของเหยียนเฟิงหั่วแล้ว ในใจของเขาก็เกิดความกลัวขึ้นมาทันที
“เป็นวิธีที่ดี!” ไคร์เมียบอกกับเหยียนเฟิงหั่ว
“ไปให้พ้น” เหยียนเฟิงหั่วสีหน้าราวกับจะฆ่าคนชี้นิ้วไปที่ไคร์เมีย “ถูกต้องที่ฉันเป็นกบฏทรยศชาติ แต่ถ้านายบังคับให้ฉันต้องฆ่าอดีตเพื่อนร่วมกองทัพอีก ฉันจะให้นายตายน่าเกลียดกว่าพวกเขาเป็นสิบเท่า”
เมื่อพูดจบ เหยียนเฟิงหั่วก็ก้าวเท้ายาวๆ ไปที่ห้องของตนเอง ก่อนจะปิดประตูอย่างแรง
ไคร์เมียที่โดนข่มขู่ไม่ได้โกรธอะไรแต่กลับยิ้ม ตอนนี้เขาเชื่อเหยียนเฟิงหั่วได้แล้วจริงๆ
เหยียนเฟิงหั่วนอนอยู่บนเตียงของตนเองมองไปบนหลังคาสีเทา หางตามีน้ำตาไหลออกมาทั้งสองข้าง ในใจของเขายังร้องตะโกนไม่หยุด ลั่วกุย นายสามารถควบคุมลมปราณได้ นายสามารถควบคุมลมปราณได้ นายต้องรอด จะตายไม่ได้เด็ดขาด
ดวงตาทั้งสองข้างที่มีน้ำตาค่อยๆ ปิดลง ความคิดของเหยียนเฟิงหั่วล่องลอยไปยังการรบเมื่อสี่ปีก่อน การสู้รบที่รุนแรงทำให้เขาต้องลงมือฆ่าเพื่อนของตัวเอง ใบมีดเปื้อนเลือดนั้นถูกเก็บซ่อนอยู่ในใจคอยทิ่มแทงเขา