นักรบยอดจารชน: บทที่ 30 พี่น้องร่วมเป็นร่วมตาย ตอนที่ 30
บทที่ 30 พี่น้องร่วมเป็นร่วมตายของฉัน
ความกดดันที่ยิ่งใหญ่ของอีกฝ่าย ทำให้เหยียนเฟิงหั่วไม่กล้าถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ในมือของเขากำเหรียญเอาไว้แน่น รอจังหวะเวลาที่จะดีดออกไป
“อายกันบ้างไหม?” เสียงของจางฟู่จีดังขึ้นมา
เมื่อได้ยินเสียงของจางฟู่จี ทหารทั้งกลุ่มก็อ่อนลง ไม่ดุดันเหมือนเมื่อครู่
“หัวหน้าจาง ไอ้เด็กเหยียนเฟิงหั่วนี่มันทำร้ายหมอห่าวครับ” คนที่ถูกเหยียนเฟิงหั่วถีบตรงเข้าไปหาจางฟ่จีและรายงาน
“ทำร้ายเหรอ? เขาก็ไม่ได้พูดอะไรนี่นา นี่เป็นธุระกงการอะไรของพวกนาย” จางฟู่จีชี้นิ้วไปที่อีกฝ่ายแล้วพูดว่า “เกิดอะไรขึ้นกับหน้าของนาย?”
นายทหารรอจังหวะนี้มานานแล้ว เขาพูดออกมาว่า “เหยียนเฟิงหั่วทำครับ”
“ทำเรื่องให้อับอายขายหน้า ยกน้ำหนักห้าสิบกิโล วิ่งในทะเลทรายยี่สิบกิโลเมตร ปฏิบัติ!”
“ครับ!” นายทหารตอบเสียงดัง ก่อนจะหมุนกายวิ่งไปด้านหลัง
คนอื่นๆ อยากจะฉวยโอกาสนี้หนีไป แต่กลับถูกจางฟู่จีเรียกตัวเอาไว้เสียก่อน
“วิ่งคนเดียวมันเหงา พวกนายไปด้วยสิ”
ทหารหลายนายยืนตัวตรง หันกายกลับไปด้านหลัง ก่อนจะวิ่งออกไปพร้อมกัน
เมื่อเห็นหัวหน้าจางฟู่จีที่อยู่ตรงหน้า เหยียนเฟิงหั่วก็ไม่พูดอะไร นอกจากมองไปที่อีกฝ่าย
“อยู่ที่นี่เป็นยังไงบ้าง?” จางฟู่จียิ้มตาหยี แล้วเอ่ยถาม แต่ไม่รอให้เหยียนเฟิงหั่วตอบ เขาก็พูดต่อ “แต่ถ้านายอยู่ที่นี่แล้วรู้สึกแปลกไม่คุ้นเคย ก็ให้ย้ายไปอยู่ที่หอพัก ฮ่าๆ เอาเถอะ นายทำธุระของนายเถอะ ฉันจะไปเดินเล่นสักหน่อย”
เมื่อพูดจบ จางฟู่จีก็เดินไปเหมือนคนไม่มีธุระอะไร ทำให้เหยียนเฟิงหั่วรู้สึกไม่สบายใจ เขารู้สึกว่าการแสดงออกของจางฟู่จีแปลกมาก รู้สึกพูดไม่ออก
“เหยียนเฟิงหั่ว นายนี่ไม่เลวเลยนะ” โก่วตั้นยกนิ้วหัวแม่มือให้เหยียนเฟิงหั่ว “เมื่อกี๊นายดูคล่องแคล่วมากเลย หัวหน้าก็ชอบที่นายเป็นแบบนี้”
“เขาชอบแล้วมีประโยชน์อะไรเล่า” เหยียนเฟิงหั่วแบะปาก “ฉันไม่ได้คิดว่าจะอยู่ที่นี่นานขนาดนั้น”
“นายอยู่ที่นี่ตลอดไปเลยไม่ได้เหรอ?” โก่วตั้นเผยรอยยิ้มใสซื่อ เอาเนื้อดิบที่หั่นเรียบร้อยใส่ลงในถัง ก่อนจะถือเข้าไปในหอพักสุนัข
เนื้อสดพวกนี้ล้วนเป็นเป็นเนื้อวัวชั้นดี สุนัขทุกตัวจะได้กินเนื้อสดวันละสองกิโลกรัมทุกวัน อาหารของพวกมันดีกว่าอาหารของคนมาก
“อาหารไม่เลวเลยนี่” เหยียนเฟิงหั่วยื่นมือไปจับเนื้อขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยว่า “ชิ้นนี้เป็นของฉันนะ”
“เอาไปสิ ยังไงก็มีอีกเยอะเลย ฮ่าๆ” โก่วตั้นหัวเราะ ก่อนจะถือเนื้อเข้าไปให้สุนัข
เหยียนเฟิงหั่วถือเนื้อชิ้นใหญ่มองหากระทะ นอกจากนี้ยังต้องมีเตา น้ำมัน เกลือ และน้ำส้มสายชูด้วย เขานั่งยองๆ อยู่ในห้องโถงใหญ่ที่ดูข่าวทุกวันแล้วจุดไฟเพื่อทอดเนื้อ
เหยียนเฟิงหั่วที่ชอบทำอะไรตามอำเภอใจเก็บความไม่พอใจเอาไว้ เขาไม่สนว่าคนอื่นจะมองเขาเป็นอย่างไร เขาก็คือเขา มองว่าเขาแปลกก็อย่ามอง
ผ่านไปไม่นาน เนื้อที่ทอดก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งหอพักสุนัข
เมื่อเถี่ยเป้าก็ได้กลิ่นก็ส่งเสียงอยู่ข้างกายเหยียนเฟิงหั่ว สายตามองที่เนื้อซึ่งอยู่ในกระทะ ขาหลังยืนตรง ขาหน้าตะกายขากางเกงของเขาไม่หยุด มันอดใจไม่ไหวแล้ว
“ให้” เหยียนเฟิงหั่วหั่นเนื้อเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วส่งให้เถี่ยเป้าหนึ่งชิ้น
เถี่ยเป้ารับเนื้อมาแทะอย่างเอร็ดอร่อย ดวงตากลมโตสีดำหลับตาพริ้ม เพลิดเพลินและพอใจถึงที่สุด
“โฮ่งๆ...” สุนัขทหารเมื่อได้กลิ่นหอมก็ไม่อาจจะหยุดความอยากกินเนื้อได้ มันทำจมูกฟุดฟิด ก่อนจะส่งเสียงเรียก
“อยากได้อีกเหรอ” เหยียนเฟิงหั่วเอาเนื้ออีกชิ้นให้สุนัขทหารตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด
สุนัขทหารตัวนี้เมื่อได้กลิ่นเนื้อมันก็แลบลิ้นเลียปาก เอาเข้าปากหนึ่งชิ้นเคี้ยวสองครั้งก็กลืนลงไป พอกินเสร็จ มันก็ยังคงเลียจมูกอยู่ สายตามองเนื้ออีกครึ่งหนึ่งที่อยู่ในมือเหยียนเฟิงหั่ว
“ไม่มีของแกแล้ว” เหยียนเฟิงหั่วหัวเราะ เขาอ้าปากงับเนื้อหอมๆ ในมือ
“โฮ่งๆ...” สุนัขทหารทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ทันใดนั้นมันก็ใช้อุ้งเท้าหน้าดันเนื้อวัวดิบอีกครึ่งออกมา ราวกับว่าจะเหยียนเฟิงหั่วช่วยทำให้กลายเป็นเนื้อหอมๆ ให้พวกมัน
เมื่อเห็นท่าทางของสุนัข เหยียนเฟิงหั่วก็นำสุนัขออกมาข้างนอกห้อง หยิบกระทะมาทอดเนื้อให้มันกิน
หลังจากที่สุนัขทหารทั้งหมดออกข้างนอกแล้ว ก็เอาเนื้อดิบของพวกมันมาย่าง สุนัขทหารพวกนี้นั่งจ้องมองจานของตัวเองอย่างน่าชัง พอเนื้อย่างสุกแล้วก็กระโดดงับเข้าปาก เคี้ยวจนหมด ก็กลับไปนั่งอีก
เห็นเจ้าพวกสุนัขตะกละตะกลามเช่นนี้ เหยียนเฟิงหั่วก็มีความสุขมาก เหมือนที่เฉียจื่พูดไว้ สนุกไหม คนเรามีชีวิตอยู่บนโลกนี้ก็เพื่อความสนุกสนาน
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตอนเช้าเหยียนเฟิงหั่วก็จะฝึกซ้อม ตอนเย็นก็เอาเนื้อมาย่างให้ฝูงสุนัขทหาร ในเวลาสั้นๆ พวกมันก็ค่อยๆ คุ้นกับรสมือของเขา สุนัขทหารเหล่านี้เชื่อฟังเหยียนเฟิงหั่วเพียงคนเดียว แม้แต่กับโก่วตั้นพวกมันก็สนใจเขาเท่าไรแล้ว
“นายบอกสิ จะให้นายนอนลงหรือว่าจะให้ยืนขึ้น นี่หาเรื่องกันใช่ไหม?” เหยียนเฟิงหั่วถลึงตามองสุนัขทหารตัวหนึ่ง แล้วตบหัวมันเบาๆ สุนัขทหารแลบลิ้นออกมา มันทำตาตกหางลู่ แสดงให้เห็นว่ามันทำตัวดี
นี่เป็นผลจากการฝึกในช่วงนี้ที่เหยียนเฟิงหั่วแสดงให้เฉียจื่อดู วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า เฉียจื่อเอาเหล้าเหมาไถมาปลอบใจเหยียนเฟิงหั่ว
“ไม่เลวเลยนี่ สุนัขทุกตัวกลายเป็นน้องชายนายหมดแล้ว นายนี่เล่นสนุกเก่งกว่าฉันแล้วยังฉลาดอีก” เฉียจื่อกรอกเหล้าขาวเข้าปาก เขายิงฟันพูด “เป็นยังไงบ้าง ช่วงนี้สบายขึ้นไหม?”
“ก็ได้อยู่” เหยียนเฟิงหั่วกรอกเหล้าขาวที่อยู่ในแก้วเข้าปาก แล้วพ่นลมหายใจออกมาจากปาก “มีเพื่อนเป็นฝูงแบบนี้ฉันไม่เหงาสักนิด”
“เจ้าเด็กนี่ดื้อด้านเหมือนลาหัวดื้อ ดื้อด้านจนไม่มีวิธีจัดการ”
“ฮ่าๆ ฉันก็เป็นแบบนี้แหละ” เหยียนเฟิงหั่วก็ไม่คิดจะใส่ใจ เขาหัวเราะเสียงดัง “ฉันบอกนายนะเฉียจื่อ พวกเราพูดกันแบบพี่น้องแล้ว เมื่อไรนายจะสอนเทคนิคต่อสู้ให้ฉัน”
“ต่อสู้เหรอ?” เฉียจื่อพ่นเหล้าขาวออกมาจากปาก ชี้นิ้วไปที่เหยียนเฟิงหั่ว ก่อนจะด่าออกมาว่า “เจ้าโง่นายนี่มันดูถูกกันเกินไปแล้ว นั่นเขาเรียกการฆ่า ใช่การสู้ที่ไหนกัน แล้วนายจะเรียนมันไปทำไม ยังไม่ถึงเวลา”
“เอาไว้ต่อยไฉจื่อ” เหยียนเฟิงหั่วพูดออกมาอย่างมีความสุข
“ทำไมต้องต่อยไฉจื่อ”
“เห็นแล้วหมั่นไส้”
“ได้” เฉียจื่อตบหน้าอกแล้วพูดว่า “ไม่มีปัญหา เรามาปลดปล่อยความรู้สึกของพวกเราพี่น้องที่นี่กัน!”
“สดชื่น!”
คนร้ายกาจสองคนชนแก้วกัน กรอกเหล้าอึกใหญ่เข้าปาก
“เฟิงหั่ว ฉันมีเรื่องจะพูดกับนาย”
“เรื่องอะไร พูดมาสิ”
เฉียจื่อควักบุหรี่ออกมากล่องหนึ่ง เขาส่งให้เหยียนเฟิงหั่วหนึ่งตัว เขาสูบเอาบุหรี่เข้าปอด ก่อนจะค่อยๆ พ่นควันออกมา
เมื่อเห็นเฉียจื่อทำแบบนี้ เหยียนเฟิงหั่วก็รู้สึกว่าว่าเขามีอะไรบางอย่างอยู่ลึกๆ
“นายเป็นทหารใหม่จึงต้องเข้าทีมฝึกซ้อม” เฉียจื่อกล่าวออกมา
“ทีมฝึกซ้อมเหรอ” เหยียนเฟิงหั่ขมวดคิ้ว
“ใช่ ทีมฝึกซ้อม นายจะได้รับการฝึกที่ทารุณที่สุด นายอาจจะสามารถเอาชนะคนที่นายต้องการเอาชนะได้ ความคิดที่นายอยากจะต่อยไฉจื่อก็เป็นจริงได้ เพียงแต่นายต้องกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด นายต้องหาข้อพิสูจน์ตัวนายในกองกำลังจิ้งจอกโลหิตให้ได้”
เหยียนเฟิงหั่วเหม่อลอย เขาไม่ได้ยินยอมแต่ก็ไม่คัดค้าน
“ที่จริงฉันพูดไปหมดแล้ว พวกเราสองคนต่างก็เป็นคนประเภทเดียวกัน ตอนแรกฉันไม่ได้คิดจะอยู่ที่นี่ แต่ฉันไม่ปฏิเสธ ไม่ปฏิเสธก็เพราะศักดิ์ศรีไง ฉันเป็นลูกผู้ดีมีเงิน แต่ทุกคนเหมือนฉัน ฉันไม่รู้ว่าจะเข้าร่วมกลุ่มและทำให้พวกเขายอมรับได้อย่างไร ฉันเลยพิสูจน์ตัวเองด้วยการฝึกใช้มีดและโจมตีศัตรู ฉันอยากให้คนอื่นเห็นความแข็งแกร่งของฉัน นี่เป็นเรื่องที่อยู่ในใจฉัน ที่จริงนายก็อยากพิสูจน์ตัวเองเหมือนกัน ไม่ใช่เพียงแค่การเดินออกนอกทะเลทราย นายไม่ใช่คนสายตาไม่กว้างไกลแบบนั้น นายแค่สับสนเหมือนกับฉันในอดีต นายแค่ยังหาตัวเองไม่เจอ”
เหยียนเฟิงหั่วฟังเงียบๆ ใบหน้าแสดงให้เห็นว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ
“น้องเอ๊ย นายเกิดมาเพื่อรับหน้าที่เป็นทหาร นายเกิดมาเพื่อเป็นคนของจิ้งจอกโลหิต นายหนีไม่พ้นหรอก บอกฉันมาตามตรงจากหัวใจของนาย นายชอบชีวิตแบบไหน”
“ฉัน...”
“ไม่ต้องพูดฉันก็รู้แล้ว ฮ่าๆๆ...ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ร่วมทีมฝึกซ้อม ไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่อตัวเอง ตั้งแต่นายกลับมาในกองกำลังจิ้งจอกโลหิตกับฉัน ฉันก็รู้แล้วว่านายจะอยู่ที่นี่ เพราะว่าฉันกับนายล้วนเห็นแก่ตัว คำนึงถึงแต่ความรู้สึกของตนเองเสมอ”
ประโยคสุดท้ายเคาะเข้าไปถึงในใจของเหยียนเฟิงหั่ว ทำให้นิ้วที่หนีบบุหรี่สั่นเทา เขารู้สึกว่าที่เฉียจื่อพูดมานั้นไม่ผิดเลย ตัวเขาเป็นคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวมาก ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่โยนทุกอย่างเข้ากองทัพ
“งั้นก็เข้าร่วมฝึกซ้อมเถอะ” เหยียนเฟิงหั่วกรอกเหล้าเข้าปากก่อนจะเอ่ยออกมา ในดวงตาพลั่งพรูแสงซับซ้อนมากมาย
ในตอนแรกเฉียจื่อดูออกว่าเหยียนเฟิงหั่วนั้นต่อต้าน แต่เขารู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องทำในสิ่งที่เขาพูด
หลายครั้งที่คนเรามักจะยอมทำสิ่งๆ หนึ่ง แต่ในใจก็ยังคงปฏิเสธ พวกเขาไม่จริงใจกับตนเอง หลอกลวงตนเอง และกลายเป็นความขัดแย้งกับตัวเอง
“ความกล้าหาญคือคมดาบของประเทศชาติ ไม่ว่าดีหรือร้าย!” เฉียจื่อยกแก้วเหล้าขึ้น มองไปที่เหยียนเฟิงหั่ว
แต่เหยียนเฟิงหั่วไม่ยกขึ้น เขามองเฉียจื่อนิ่ง
“ฮ่าๆๆ เหยียนเฟิงหั่ว นายเข้าใจประโยคนี้ในไม่ช้า ฮ่าๆๆๆๆๆ...”
เฉียจื่อหัวเราะเงยหน้ายกเหล้าดื่มจนหมดแก้ว ก่อนจะหันกายเดินออกไป ทิ้งให้เหยียนเฟิงหั่วนั่งคิดอยู่คนเดียว เขากำลังคิดว่าคนแบบเฉียจื่อพูดประโยคแบบนั้นออกมาได้ยังไง
“ความกล้าคือคมดาบ จงรักพักดีกับประเทศชาติ ความเป็นความตาย กู้ก้องทั่วผืนฟ้า...” เหยียนเฟิงหั่วถือแก้วเหล้าแล้วยืนขึ้น เขายืนอยู่หน้าคอกสุนัขของตัวเอง มองไปที่ด้านหน้าของป้ายสุนัข : พี่น้องร่วมเป็นร่วมตายของฉัน แจ็ค...
ความกล้าหาญคือคมดาบของประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย