นักรบยอดจารชน: บทที่ 29 คุณหมอห่าว ตอนที่ 29

#29บทที่ 29 คุณหมอห่าว

บทที่ 29 คุณหมอห่าว

ใครจะสามารถเขาวิ่งชนะสุนัขได้กัน? คุณจะสามารถชนะก็ต่อเมื่อวิ่งออกไปอีกสิบกิโลเมตรหลังจากที่สุนัขอ่อนแรงถึงจะเหนือกว่า ลั่วกุยทำได้ แต่เขาไม่มีทางวิ่งเร็วจนนำหน้าไปได้ไกลแบบนั้น แต่เหยียนเฟิงหั่วกลับทำได้ มันเป็นเรื่องยากที่จะทำได้

ความเร็วของเขาในตอนนี้ พอที่จะทำให้คนทั้งเมืองซื่อฟางหัวเราะได้ เขาทำลายสถิติคนอื่นอย่างสมบูรณ์แบบ ทำเรื่องที่ไม่มีใครสามารถทำได้

แต่การทำลายสถิติวิ่งชนะสุนัขในครั้งนี้ ก็ทำเอาเขาสลบไป ถึงขั้นโคม่า

“เทวดาจะตายก็ต้องตาย แล้วทำไมมานอนใกล้ตายอยู่ที่นี่ล่ะ” คุณหมอห่าวซึ่งเป็นแพทย์สนามต่อว่า เขาชี้นิ้วไปที่ไฉจื่อ “ต่อไปก็ฝึกกันให้ตายไปเลย ไม่ต้องมานอนใกล้ตายแบบนี้”

คุณหมอห่าวต่อว่าเสียงดัง ไฉจื่อทำได้แค่ยิ้ม ไม่กล้าขัดอีกฝ่าย

ตำแหน่งของหมอห่าวไม่ได้สูง เขาเข้ากองทัพมาหลายสิบปีแล้วก็ยังไม่ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าสักที สำหรับเขา ยศไม่ใช่สิ่งสำคัญ ถึงแม้โรงพยาบาลทั่วไปหลายแห่งเรียกตัวเขา แต่เขาก็ไม่ยอมออกจากกองกำลังจิ้งจอกโลหิต

เดิมทีเขาเป็นอาจารย์แพทย์จีน ยี่สิบกว่าปีก่อน เขาเห็นภรรยาถูกผู้ก่อการร้ายฆ่าต่อหน้าต่อตา หมอห่าวที่ช่วยผู้คนไว้มากมายกลับไม่สามารถช่วยภรรยาของตนเองได้ เขานั่งกอดภรรยาที่ถูกตัดหัวอยู่สามวัน หลังจากนั้นก็มาที่เมืองสื่อฟางเพื่อเข้ามาเป็นแพทย์ประจำกองกำลังจิ้งจอกโลหิต

ทุกคนในกองกำลังล้วนผ่านการรักษากับเขามาแล้วทั้งนั้น ด้วยหัตถ์เทวะของเขาสามารถพาคนรอดจากความตายมาหลายสิบคน ดังนั้นเขาจึงเป็นที่เคารพนับถือของทุกคนในกองกำลัง

ทุกครั้งที่หัวหน้ามาที่เมืองซีฟาง ก็จะต้องมาพบเขา ทานอาหารด้วยกันกับเขา และคอยให้ความช่วยเหลือในเรื่องที่เขาต้องการอย่างเต็มที่ แต่หมอห่าวไม่ได้ต้องการอะไร เขาหวังเพียงแค่เหล่าทหารจะช่วยฆ่าพวกก่อการร้ายแทนเขาได้ เพราะเหตุนี้ ฐานะของเขาจึงสูงมากและพิเศษมาก

ดังนั้นคำต่อว่าของหมอห่าวก็เลยไม่มีทหารคนไหนกล้าพูดอะไร เพราะอีกฝ่ายมีความดีความชอบต่อกองกำลังมาก หมอห่าวมีนิสัยแบบนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน ตั้งแต่ภรรยาของเขาจะถูกฆ่าตาย เขาก็มีอาการผิดปกติเล็กน้อย

“ใช่ๆๆ คุณด่าถูกแล้ว ฮ่าๆ” เฉียจื่อพยักหน้าแรง แสดงออกให้เห็นว่าที่หมอห่าวดุด่ามานั้นถูกต้องแล้ว ด่าได้ดี

“ไสหัวไป!” หมอห่าวถลึงตามองเฉียจื่อ ก่อนจะต่อว่า “ฉันให้นายพูดแล้วเหรอ ฉันให้นายพูดแล้วเหรอ!”

เฉียจื่อยิ้มเก้อ ไม่กล้าพูดอะไรอีก

“ภายในร้อนมาก ถอดเสื้อเขาออกให้ฉันหน่อย” หมอห่าวถลกแขนเสื้อขึ้น ลั่วกุยกับเฉียจื่อถอดเสื้อของเหยียนเฟิงหั่วออก

เห็นหมอห่าวนำเข็มฉีดยาออกมาจากกระเป๋าอย่างรวดเร็ว เข็มที่เขาเอาออกมาสองสามเล่มสั้นยาวไม่เท่ากัน จากนั้นเขาก็ฝังเข็มที่หลังของเหยียนเฟิงหั่ว

เข็มฝังเข้าไปในร่างกายหลายจุด ฝีมือคล่องแคล่ว

ทันทีที่เข็มฝังเข้าไปในร่างกาย หน้าอกของเหยียนเฟิงหั่วก็มีเสียงดังขึ้นด้านใน หัวคิ้วขมวดเป็นปม ดูเหมือนกำลังเจ็บปวดมาก

“กาละมัง” หมอห่าวสั่งลั่วกุย

ลั่วกุยที่ได้ยินคำสั่งก็เอากาละมังไปวางไว้ตรงหน้าเหยียนเฟิงหั่ว

หมอห่าวใช่ฝ่ามือตบลงไปที่จุดฝังเข็มที่อยู่ด้านหลังหัวใจของเหยียนเฟิงหั่ว สองมือของเขาจะตบเร็วขึ้นเรื่อยๆ

เหยียนเฟิงหั่วคิ้วขมวดแน่นกว่าเดิม ใบหน้าเจ็บปวดขึ้นเรื่อยๆ เสียงที่หน้าอกผ่านไปยังลำคอ ใบหน้าแดง พ่นเลือดออกมา

“อ๊อก!”

ตอนที่อาเจียนเอาเลือดออกมา ความเจ็บปวดที่ใบหน้าของเหยียนเฟิงหั่วก็ดีขึ้นมาก แต่หมอห่าวยังคงไม่หยุดตบ

“อ๊อก!”

เมื่ออาเจียนเอาเลือดออกมาอีกครั้ง สีหน้าของเหยียนเฟิงหั่วก็ดีขึ้น เขาลืมตาขึ้น เขารู้สึกว่ามีคนกำลังมองเขา

คนทั่วไปเมื่อถูกโจมตีก็จะต้องหลบ มีเพียงแค่คนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะโจมตีกลับ นี่คือความแตกต่างของค ตัวเองแข็งแกร่งก็โจมตีกลับได้ แต่หากตนเองอ่อนแอก็ต้องหลบเลี่ยง

เหมือนกับบ้านผีสิงที่ได้รับความนิยมมากในช่วงหนึ่ง คนจำนวนมากที่เข้าไปในบ้านผีสิงล้วนก็ตกใจกลัวจนไม่รู้จะทำอย่างไร ต่างพากันถอยหลังออกมา ถึงแม้ว่าผีนั้นจะเป็นคนแต่งตัวก็ตาม แต่ก็มีบางกลุ่มคนที่ตกใจจนเผลอไปทุบคนที่แต่งตัวเป็นผีอย่างแรง พนักงานที่แต่งตัวเป็นผีก็จะยิ้มหน้าบานออกมา

เหยียนเฟิงหั่วเป็นคนแข็งแกร่ง เมื่อลืมตาขึ้นมา ก็กระแทกหัวเข่าใส่หมอห่าวอย่างแรง

“ปัก!”

“เฮ้ย!…”

หมอห่าวที่ถูกกระแทกเข่าใส่เบิกตากว้าง ร้องด้วยความเจ็บปวด ตัวของเขางองุ้มราวกับกุ้งค่อยๆ ล้มลงบนพื้น

เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ ลั่วกุยกับเฉียจื่อก็ตะลึงไปชั่วขณะ ลืมไปเลยว่าตรงหน้าของพวกเขาคือหมอห่าว

“ฉันๆๆ...” หมอห่าวอยากจะด่า แต่ความเจ็บทำให้เขาพูดไม่ออก

“อะไรล่ะ” เหยียนเฟิงหั่วกระโดดลงมาจากเตียง เขาหันไปมองหมอห่าวที่นอนอยู่บนพื้น ถามด้วยความแปลกใจว่า “นี่ใครกัน? มาทำอะไรที่นี่”

เฉียจื่อเลียริมฝีปากแต่ไม่พูดอะไร เขาแอบชูนิ้วโป้งให้เด็กคนนี้ ในใจก็อุทานว่า : ทำได้สวย!

“คนนั้นคือหมอห่าว เขาเพิ่งช่วยชีวิตนายด้วยการทุบ...” ลั่วกุยชี้ไปที่หมอห่าวซึ่งอยู่ที่บนพื้น

“เป็นไปได้ยังไง?” เหยียนเฟิงหั่วแกล้งทำเป็นโง่ เขาช่วยพยุงหมอห่าวที่อยู่ด้ายหน้าขึ้นมา “หมอห่าวอย่าต่อว่ากัน ผมไม่ได้ตั้งใจ คุณต้องเข้าใจว่านี่เป็นปัญหาของปฏิกิริยาตอบสนอง”

“ไอ้เวรนี่ ฉันจะส่งแกให้เทวดาดีไหม” หมอห่าวลุกขึ้นมาช้าๆ พ่นคำด่าออกมา สองมือกำคอเหยียนเฟิงหั่วเหมือนจะหาเรื่อง

“อย่าเลยครับ ไม่ใช่ว่าผมขอโทษไปแล้วหรือไง” เหยียนเฟิงหั่วพูดเสียงดัง

หมอห่าวปล่อยมือออก มองเหยียนเฟิงหั่วด้วยสองตาที่เปล่งประกาย

“อืม ทำเป็นตัวดีๆ” เขามองเหยียนเฟิงหั่วอย่างพิจารณาสักครู่ “เรื่องนี้ฉันจะไม่ถือสานายแล้วกัน แต่นายต้องฆ่าผู้ก่อการร้ายให้ฉันอย่างน้อยสิบคน”

“ร้อยคนก็ไม่มีปัญหาครับ” เหยียนเฟิงหั่วเอ่ยพร้อมหัวเราะ

“ร้อยคนเหรอ?” หมอห่าวส่ายศีรษะ “นายยังทำไม่ได้ ยังอีกไกลนัก”

“ผมก็พูดไปแบบนั้นแหละ คุณอย่าจริงจังเลย หึๆ เรื่องฆ่าผู้ก่อการร้ายกับผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันขนาดนั้น”

“พวกไร้ค่า” หมอห่าวตำหนิ

เหยียนเฟิงหั่วไม่โกรธ เขาหัวเราะและพูดต่อไปว่า “หมอรักษาผู้ป่วยให้พ้นจากความเจ็บและความตายเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำ ไม่ควรนับเป็นบุญคุณใช่หรือไม่ ตัวคุณต้องมีจรรยาบรรแพทย์และศีลธรรม หรือว่าคุณช่วยคนหนึ่งคนก็เพื่อจะให้เขาขายชีวิตให้กับคุณอย่างนั้นเหรอ นับว่าคุณเป็นคนฉลาดนะ โอ้! ใช่แล้ว คุณเป็นคนที่ไหน? ฟังจากสำเนียงแล้วเหมือนคนเหอเป่ย”

ดวงตาที่กำลังโมโหของหมอห่าวเบิกกว้าง ถ้าหากเขาสามารถทำอะไรเหยียนเฟิงหั่วได้ รับรองว่าเขาใช้เท้าถีบหน้าเจ้าเด็กนี่แน่

“ไม่ต้องโกรธครับ ผมก็ขอบคุณแล้ว คุณก็มีหน้าที่ที่ควรทำ ตอนที่ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรผมช่วยคุณซักเสื้อผ้ากองผ้าห่มให้ อย่าว่านี่เป็นการขอที่ไร้สาระเลย ไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นคุณหรือผมกันแน่ที่โง่”

“ฉันโง่? ฉันโง่งั้นเหรอ?” หมอห่าวพึมพัมกับตนเอง ทันใดนั้นก็พ่นคำด่าทันที “ฉันมันเป็นคนโง่สินะ โอ้… ทำไมคนโง่อย่างฉันถึงพาเมียมาถึงซีเป่ย ฉันโง่ โคตรโง่เลย…”

หมอห่าวร้องไห้อย่างบ้าคลั่งวิ่งออกไป เขาถูกขุดเรื่องที่แสนเจ็บปวดในใจออกมา

“เหยียนเฟิงหั่ว!” ลั่วกุยตะโกนใส่เหยียนเฟิงหั่วด้วยสีหน้าที่ไม่ดีนัก

“ตะโกนทำไมเล่า” เหยียนเฟิงหั่วถลึงตามองลั่วกุย ก่อนจะพูดออกมาเสียงดัง “รักษาให้ครั้งเดียวก็จะมาขอร้องกันแล้วเหรอ ฉันจะฆ่าหรือไม่ฆ่าผู้ก่อการร้ายแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขา เขาช่วยฉันไว้ครั้งเดียวฉันยังไม่รู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพรากขนาดนั้นหรอกนะ ช่วยชีวิตคนเป็นงานของเขา เป็นสิ่งที่เขาควรปฏิบัติ พวกนายอาจจะชินแล้ว แต่ฉันไม่ ไม่ต้องเอาทัศนคติและความแข็งแกร่งของพวกนายมาติดไว้กับฉัน นี่มันเหมือนตรรกะของโจร ฟังนะ คนที่เคยช่วยฉัน ฉันก็ขอบคุณ แต่ฉันไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายเอาท่าทีแบบนั้นมาแสวงหาอะไรจากฉัน!”

หลังจากพูดจบแล้ว เหยียนเฟิงหั่วก็เดินกลับไปที่คอกสุนัขโดยไม่หันกลับมาอีก เขารู้สึกว่าทุกคนในกองกำลังมีตรรกะที่เหมือนโจร ชอบเอาความคิดของตัวเองมาบีบบังคับคนอื่น

ทุกคนย่อมมีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่มีใครที่ไม่มีความคิดหรือจุดยืนเป็นของตนเอง ทุกคนมีธรรมชาติของตัวเอง คนไม่ใช่เครื่องจักร คนรู้จักการคิดพิจารณา เมื่อมุมมองชีวิตและค่านิยมถูกครอบงำด้วยความคิด โดยไม่มีการกระทบกระทั่งใดๆ เลย นั่นเรียกว่าโง่เขลา

ความคิดของเหยียนเฟิงหั่วกับความคิดของกองกำลังจิ้งจอกโลหิตปะทะกัน เขาไม่เข้าใจว่าสมองของพวกเขาเป็นอย่างไร มองปัญหานี้เพียงด้านเดียว ถ้าพวกเขารู้สึกว่าถูกต้องก็คือถูกต้อง แต่ไม่รู้ว่าที่ถูกต้องนั้นมันอาจจะผิด

กลุ่มทหารโง่!

เหยียนเฟิงหั่วกลับถึงคอกสุนัขก็ลงนอน ร่างกายไม่ได้มีปัญหาอะไรแล้ว แต่เขากลับกระวนกระวายใจ รู้สึกว่าหมอห่าวที่ร้องไห้แล้ววิ่งออกไปคนนั้นน่าสงสาร แต่เขาก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองพูดอะไรผิด

โก่วตั้นเดินเข้ามา เอาแขนกระแทกเหยียนเฟิงหั่ว

“เหยียนเฟิงหั่ว นายทำหมอห่าวเหรอ?”

“นั่นไม่เรียกว่าทำโอเคไหม” เหยียนเฟิงหั่วนอนไม่ยอมขยับ เขาพูดอย่างรำคาญใจว่า “แค่ไม่ระวังจนไปกระแทกเขาเท่านั้นเอง ไม่ได้ใกล้เคียงกับที่นายคิดเลยสักนิด”

“ทั้งกองรู้แล้วว่านายทำหมอห่าว นายยังกล้าพูดอีกเหรอ นายรอก่อนเถอะ เดี๋ยวต้องมีคนมาคิดบัญชีนายแน่ ในกองกำลังมีคนติดหนี้บุญคุณหมอห่าวตั้งเยอะ ถ้ารู้ว่าเขาถูกนายทำร้ายต้องมาหานายกันให้วุ่นแน่นอน”

“โถ่เว้ย!” เหยียนเฟิงหั่วอุทาน “วันนี้ฉันจะยืนอยู่ที่นี่ จะรอดูว่าใครมันจะกล้ามาเอาชีวิตฉัน! ทุกคนต่างก็เป็นคนที่รับใช้ประชาชน เป็นหมอรักษาคนไข้ แต่ละคนมีหน้าที่ของตัวเอง หรือว่ามันจะต้องยุ่งเรื่องคนอื่นให้ได้เลยหรือไง”

หมอไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีหน้าที่อะไร ทหารไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีหน้าที่อะไร เป็นเรื่องที่บัดซบ!

ในขณะนี้เอง ด้านนอกก็มีเสียงเรียกดังเข้ามา

“เหยียนเฟิงหั่วล่ะ เหยียนเฟิงหั่ว!”

“เหยียนเฟิงหั่วนายออกมาเดี๋ยวนี้ เร็วเข้าสิ วันนี้ฉันจะทำให้นายรู้เองว่าอะไรที่เรียกว่าความเคารพ”

“ออกมา! ขนาดหมอห่าวยังกล้าทำร้าย”

“…”

ทหารเจ็ดแปดนายที่มาหาเขาอย่างดุดัน ท่าทางแบบนั้นเพื่อช่วยหมอห่าวสั่งสอนเขา

“โวยวายอะไรกัน!” เหยียนเฟิงหั่วตะโกนออกมา เขาก้าวยาวๆ ไปนอกประตูจ้องทหารหลายนายที่กำลังด่าทอเขา “นึกว่าพวกสุนัขรับใช้ที่ไหนซะอีก ที่แท้ก็กองกำลังต่อต้านการก่อการร้ายจิ้งจอกโลหิตผู้เก่งกาจนี่เอง ขออภัยที่เสียมารยาทนะ แต่พวกนายจะมาหาเรื่องต่อยตีกับฉันเพื่อหมอคนเดียวเนี่ยนะ อัจฉริยะจริงๆ บุคคลหัวกระทิของกองกำลังพิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศจีนหรือหรือมนุษย์ป้าตามเขตชุมชน”

เจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่หน้าประตูทำให้เหนียนเฟิงหั่วโมโหผิดปกติ เขารู้สึกไม่ดีกับหมอห่าวคนนั้นอีกต่อไป เมื่อได้ยินประโยคนี้ เจ้าหน้าที่หลายคนก็จะเข้าไปต่อยเหยียนเฟิงหั่ว แต่ถูกโก่วตั้นขวางไว้

“มีอะไรก็พูดกันดีๆ”

“โก่วตั้นนายหลบไป ไอ้เด็กนี่มันจองหองเกินไปแล้ว ไม่ฝึกมันสักหน่อยคงไม่รู้ว่าทหารใหม่ควรจะเป็นยังไง” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งดึงโก่วตั้นไปอีกทาง

สำหรับเจ้าหน้าที่หลายคนที่อยู่ตรงหน้า เหยียนเฟิงหั่วรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้มีลักษณะของกองกำลังพิเศษสักนิดเดียว แต่เป็นพวกขาดสติไร้สมอง

“ฉัน เหยียนเฟิงหั่ววันนี้จะยืนอยู่ตรงนี้ให้พวกนายต่อยตี ไม่ก็ตีพวกนายจนตาย แต่ขอให้ฉันได้พูดอะไรสักหน่อย รอฉันจัดการพวกนายทีละคนๆ”

ไม่พูดประโยคนี้ยังดีเสียกว่า เพราะเมื่อพูดประโยคนี้ออกมาปากก็ทำเอาทหารหลายคนก็โกรธ

ในกองกำลังจะเน้นที่ความสัมพันธ์ของระดับบนกับระดับล่าง และความสัมพันธ์ของทหารใหม่ ที่เน้นก็เพราะความสัมพันธ์ของทหารใหม่ยังไม่เสมอภาคกัน หากมีความเสมอภาคกันก็ไม่ต้องเน้นเรื่องความสัมพันธ์ของทหารใหม่แล้ว

ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แต่ก็มีความสัมพันธ์ปฏิปักษ์ที่เพี้ยนๆ อยู่ ทหารเก่าก็คือทหารเก่า ทหารใหม่ก็คือทหารใหม่ ไม่สามารถข้ามเส้นกันได้

ทหารเก่าทหารใหม่ในกองกำลังจิ้งจอกโลหิตไม่ได้แบ่งชัดเจนนัก เพราะว่าทุกคนอยู่บนสนามรบด้วยกัน ช่วยกันฆ่าศัตรูให้นองเลือดด้วยกัน ดังนั้นจะใหม่หรือเก่าก็ไม่สำคัญ แต่เหยียนเฟิงหั่วเป็นคนที่ไม่รู้ธรรมเนียมอะไรเลย จึงไม่เข้าใจว่าการเป็นทหารใหม่คืออะไร เขาขาดความเข้าใจพื้นฐาน

“วันนี้ฉันจะทำให้นายที่เป็นทหารใหม่รู้ว่าอะไรคือกองกำลัง!” ทหารคนหนึ่งพุ่งเข้ามา โบกกำปั้นใส่เหยียนเฟิงหั่ว

เมื่อเห็นอีกฝ่ายลงมือ เหยียนเฟิงหั่วก็ล้วงมือเข้าไปหยิบเหรียญในกระเป๋า ก่อนจะโยนใส่อีกฝ่ายอย่างแรง

เหรียญกระทบเข้ากับร่างกายจนเกิดเสียงดัง กระทบเข้าที่หมัดขวา ไหล่ และเข่าของอีกฝ่าย รุนแรง และแม่นยำ

“อ๊าก!” ทหารคนนั้นส่งเสียงร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เขารู้สึกเหมือนกระดูกหมัดซ้ายของตัวเองแตกเป็นชิ้นๆ ไหล่ปวดไปหมด หัวเข่าอ่อนแรงจนคุกเข่าลงไป

นายทหารคุกเข่าลงข้างหนึ่งที่พื้น ไหล่อีกข้างตกลง

เหยียนเฟิงหั่วกระโจนเข้ามาอย่างดุดัน ใช้เท้าถีบเข้าที่หน้าของอีกฝ่าย

ทหารที่ถูกเหยียนเฟิงหั่วถีบล้มลงที่พื้น ใบหน้าครึ่งหนึ่งเจ็บและร้อนผ่าว

เขาถูกทำร้ายอย่างโง่ๆ ไม่คิดว่าตนเองจะแพ้ด้วยวิธีการแบบนี้

“แค่นี้ก็หมอบลงไปแล้วเหรอ” เหยียนเฟิงหั่วพูดด้วยใบหน้าเสียดสี “ต้องตั้งใจซ้อมอีกหลายปี นายยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉัน”

ทหารคนนี้เมื่อได้ยินคำพูดของเหยียนเฟิงหั่วก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ ในลำคอส่งเสียงคำรามออกมา สายตามองตรงมาราวกับจะฆ่าให้ตาย เขาใช้แขนขวาพยุงตัวเองขึ้นมาจากพื้น ก่อนจะก้าวเข้าไปหาเหยียนเฟิงหั่วทีละก้าว

การที่เขาสามารถทำร้ายทหารคนนี้ได้เป็นเพราะเหยียนเฟิงหั่วถือโอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ระวังตัว ถ้าหากให้เขาสู้กับอีกฝ่ายจริงๆ แน่นอนว่าต้องถูกตีจนตายเหมือนหมาตัวหนึ่งแน่

devc-9236096f-33069นักรบยอดจารชน: บทที่ 29 คุณหมอห่าว ตอนที่ 29