นักรบยอดจารชน

นักรบยอดจารชน: บทที่ 28 ผมเอาชนะสุนัขได้แล้ว ตอนที่ 28

#28บทที่ 28 ผมเอาชนะสุนัขได้แล้ว

บทที่ 28 ฉันชนะสุนัขแล้ว

“โฮ่งๆๆ...”

“โฮ่งๆๆๆๆ...”

“…”

สุนัขพวกนี้ชอบหอนเสียงดัง เสียงของพวกมันทำเอาคอกสุนัขแทบพลิก เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ต้องการจะกลั่นแกล้งคน เหยียนเฟิงหั่วได้ยินเสียงหมาหอนก็ใช้หมอนคลุมหัวตัวเอง แต่ก็ยังไม่สามารถปิดเสียงหอนของสุนัขได้

“พวกนายเก็บแรงไว้เถอะ ไม่ต้องหอนแล้ว” เหยียนเฟิงหั่วทนไม่ไหววิ่งไปที่ระเบียง เขารำคาญเสียงหอนของพวกมันเต็มที

เสียงหยุดลงทันที ทุกอย่างอยู่ในความเงียบ เหยียนเฟิงหั่วหายใจหอบก่อนจะเดินเข้าห้องไป แต่ตอนที่เขาเพิ่งจะเดินเข้าไปในห้อง สุนัขทุกตัวก็พากันหอนอีกครั้ง

“หุบปาก! ถ้ายังหอนเรียกฉันอีกล่ะก็พวกแกถูกฉันจับกินแน่” เหียนเฟิงหั่วตะโกนอีกครั้ง

เสียงหอนของสุนัขหยุดลงอีกครั้ง แต่พอเขาเตรียมตัวจะกลับเข้าไปนอนที่ห้อง พวกมันก็เริ่มเห่าหอนอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด พอเหยียนเฟิงหั่วออกมาตะโกนใส่ก็พากันหยุดหอน แต่พอเขาเข้าห้องไปก็เริ่มหอนใหม่...

ถ้าหากเป็นคน เหยียนเฟิงหั่วก็อาจหาทางสู้สุดชีวิตแน่นอน แต่ถ้าเป็นสุนัข...ยิ่งไม่ต้องพูดเลย เขาจะตีพวกมันแน่ แต่เมื่อเหยียนเฟิงหั่วเดินเข้าไปในห้องของสุนัข สุนัขตัวหนึ่งที่อยู่ด้านในก็พุ่งตัวตะกุยรั้วจนรั้วสั่น แยกเขี้ยวคมใส่เขา

“โฮ่งๆๆ...” “โฮ่งๆๆ...”

เมื่อมองสุนัขทหารพวกนี้ เหยียนเฟิงหั่วก็กลับเข้าคอกตัวเองไป สุนัขทหารแต่ละตัวมีขนาดใหญ่พอๆ กับลูกวัว ขนมันเงางาม เวลาที่มันยืนตัวสูงเกือบสองเมตรกว่า เขาคนเดียวคงสู้ไม่ไหว...

หกโมงเช้าของวันที่สอง ลั่วกุยเดินเข้ามาในคอกสุนัขเงียบๆ

“ทำอะไรน่ะ นอนไม่พอเหรอ” เขารู้สึกว่ามีใครบางคนดึงผ้าห่มของเขา เหยียนเฟิงหั่วพลิกตัวก่อนจะบ่นพึมพำออกมา

เมื่อคืนวุ่นวายมาก เขาเพิ่งได้นอนไปครู่เดียว ใครก็อย่าหวังว่าจะดึงเขาขึ้นมาได้

แต่นอนไปนอนมา เขาก็รู้สึกว่ามีลมร้อนพ่นใส่เขาพร้อมน้ำลายอุ่นๆ เขายื่นมือมาแตะๆ คลำๆ ก็รู้สึกเหนียวเหมือนน้ำลาย

“อย่ากวนน่า ให้ฉันนอนเถอะ...”

“แฮ่ก...แฮ่ก...” เหยียนเฟิงหั่วได้ยินเสียงหายใจหอบดังอยู่ข้างหู ทำให้เขาที่กำลังนอนหลับต้องลุกขึ้นมานั่งตัวตรง

สุนัขทหารตัวหนึ่งกำลังแลบลิ้นสีแดงจ้องมาที่เขา ในตาดุร้าย มันใช้ขาหน้าจับที่ขาของเขา ในปากน้ำลายไหลย้อยลงมา

ทันทีที่เห็นสุนัขทหารตัวนี้ ศีรษะของเหยียนเฟิงหั่วก็แทบระเบิดออก ความรู้สึกง่วงหายไปเป็นปลิดทิ้ง

“ลั่วกุย ขอร้องล่ะ นายพาเจ้าน้องชายสุนัขตัวนี้ออกไปได้ไหม” เสียงของเหยียนเฟิงหั่วสั่นระริก

“ไม่ใช่ฉัน” ลั่วกุยพูด “พวกมันมาปลุกนายไปฝึก”

“มัน...”

“พวกมันคิดว่านายเป็นสมาชิกคนหนึ่งแล้ว พวกมันจะมาปลุกนายไปฝึกทุกวัน” ลั่วกุยพูดออกมาด้วยความกังวล “ถ้านายอยากพิชิตทะเลทรายแห่งนี้ได้โดยอาศัยสองเท้าของนาย ก็จำเป็นต้องฝึกวิ่ง การวิ่งจะทำให้ปอดของนายขยายขึ้น ทำให้นายมีความอดทนขึ้น อย่าคิดจะเดินออกไปเลย”

“ฉันจะวิ่ง” เหยียนเฟิงหั่วกล่าว

“นายสามารถวิ่งชนะสุนัขทหารไหม” ลั่วกุยเผยรอยยิ้มออกมาเบาๆ

คนวิ่งไม่ทันสุนัข แล้วยิ่งสุนัขทหารที่ฝึกมาอย่างดียิ่งไปกันใหญ่

“ฝึกซ้อมเถอะ” เหยียนเฟิงหั่วไม่พูดอะไรอีก เขาสวมเสื้อนอกอย่างคล่องแคล่ว

“นายฝึกกับพวกมันได้เลย” ลั่วกุยชี้ไปที่สุนัขตัวนั้น

“นายให้ฉันฝึกกับสุนัขเนี่ยนะ?” เหยียนเฟิงหั่วสีหน้าไม่เชื่อ

“ถ้าสุนัขยังชนะไม่ได้ ยังจะเป็นคนได้อีกเหรอ” คำพูดของลั่วกุยคมคายนัก แต่ใบหน้ายังคงเรียบเฉย เหมือนว่านี่เป็นเพียงการบรรยายเท่านั้น

เหยียนเฟิงหั่วปิดปากเงียบ เขาไม่มีวิธีจะโต้แย้ง ถ้าหากว่าสุนัขตัวเดียวเขายังชนะไม่ได้ แล้วเขาจะเป็นคนได้ยังไง

เวลาหกโมงเย็นในฤดูหนาวของซีเป่ยยังคงมืดสนิท กองทัพจิ้งจอกโลหิตเหมือนกับแสงไฟที่ส่องแสงยามรุ่งอรุณในความมืดมิด

“หนึ่ง! สอง! สาม! สี่!”

“หนึ่งสอง! สามสี่!”

“หมาป่านองเลือด จิ้งจอกแยกเขี้ยว หนึ่ง! สอง! สาม! สี่!”

“ซื่อสัตย์ต่อชาติ ซื่อสัตย์ต่อประชาชน...”

“หนึ่งสองหนึ่ง! หนึ่งสองหนึ่ง!”

เสียงร้องห้าวหาญดังกังวาน นี่เป็นความเลือดร้อนที่ผู้ชายคนหนึ่งควรมี ในเนื้อแท้ของผู้ชายก็คือการรุกราน ผู้ชายล้วนมีความปรารถนาแรงกล้าไม่เว้นแม้แต่คนเดียว

หัวใจห้าวหาญทำให้พวกเขาหนักแน่น มีเพียงค่ายทหารเท่านั้นที่เป็นแหล่งพึ่งพิงที่ดีที่สุดของพวกเขา มีเพียงค่ายทหารที่สามารถเปลี่ยนเด็กผู้ชายให้กลายเป็นผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการสู้รบไม่อาจถูกเรียกว่าเป็นลูกผู้ชายที่แท้จริง ข้อเสียของพวกเขาก็คือความป่าเถื่อนและความบ้าคลั่ง

เหยียนเฟิงหั่วเองก็ไม่เว้น ตอนนี้ยังเรียกเขาว่าเป็นลูกผู้ชายที่แท้จริงไม่ได้ เขาเพียงแค่ใช้สัญชาตญาณที่มีมาตั้งแต่แรก คนแบบนี้จะถูกยุยงได้ง่าย

“วิ่งห้ากิโลเมตร” ลั่วกุยบอกการฝึกในช่วงเช้ากับเหยียนเฟิงหั่ว

“ไม่มีปัญหา” สายตาของเหยียนเฟิงหั่วราวกับมีแสงส่องออกมา

เขาเชื่อมั่นในตัวเองมาก เพราะว่าตอนที่ฝึกศิลปะการต่อสู้เขาก็ทำเป็นประจำ อย่าว่าแต่ห้ากิโลเลย ให้วิ่งสามสิบห้ากิโลเมตรทั้งวันก็ยังไหว

“วิ่งกับสุนัขทหาร” ลั่วกุยเตือน

ยังไม่ทันให้เหยียนเฟิงหั่วได้ตอบอะไร สุนัขทหารหลายสิบตัวก็วิ่งมาล้อมเขาไว้ตรงกลาง พวกมันแลบลิ้นมองมาที่เขา

ลูกสุนัขที่ถูกเลี้ยงให้เป็นสุนัขทหารพุ่งเข้ามาทางเหยียนเฟิงหั่ว ส่งเสียงร้อง

สุนัขทหารวิ่งกระจายไปข้างหน้า ก่อนจะหายไปในความมืด

“ถูกคนเมินไม่เป็นไร แต่อย่าถูกหมาเมินก็แล้วกัน” ลั่วกุยพูด

เมื่อได้ยินประโยคนี้เหยียนเฟิงหั่วก็กัดฟันแน่น ก่อนจะตามสุนัขทหารไป เริ่มการฝึกแรกของกองกำลัง

นี่คือคนวิ่งตามสุนัข ขณะที่สุนัขทหารกำลังกินเนื้อวัวและดื่มนมวัวอย่างดีอกดีใจ เหยียนเฟิงหั่วแทบกระอักและพยายามตะเกียกตะกายกลับมา เขาถูกสุนัขทหารสะบัดก้นใส่อยู่ด้านหลัง การวิ่งห้ากิโลเมตรทำให้เขารู้สึกเหมือนเนื้อกับกระดูกจะหลุดออกจากกัน ปวดช่องท้องไปหมด เขาพ่ายแพ้หมดรูป

ยังไงสองขาไม่มีทางวิ่งทันสี่ขา ดังนั้นเหยียนเฟิงหั่วจึงไม่มีทางวิ่งทันสุนัขทหาร แต่ว่าลั่วกุยบอกว่าทำได้ เขาก็สามารถวิ่งทันสุนัขทหารได้

เหยียนเฟิงหั่วคิดว่าลั่วกุยกำลังคุยโว แต่เมื่อเห็นลั่วกุยวิ่งมาทันสุนัขทหารจริง เขาถึงเชื่อ

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาก็ตั้งเป้าหมายแรกให้กับตนเองคือ วิ่งให้ทันสุนัข

เมื่อถึงตอนเย็น เหยียนเฟิงหั่วนั่งดูรายการข่าวสดกับสุนัขทหารทั้งฝูงในห้องโถงใหญ่ เขานั่งเคร่งขรึมอยู่ด้านหน้าสุด สุนัขทหารนั่งแลบลิ้นอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็กด้านหลัง สุนัขทั้งหมดที่นั่งอยู่ด้านหลังคือทหารของเขา เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าสุนัขพวกนี้รู้เรื่องได้ยังไง อย่างไรก็ตามความจริงจังของสุนัขเหล่านี้ทำให้เขาเชื่อว่าพวกมันสามารถเข้าใจรายงานสภาแห่งชาติครั้งที่ 17 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้

เมื่อเวลาผ่านไปโชคดีที่สุนัขทหารพวกนี้คุ้นเคยกับเขาแล้ว และก็ไม่หาเรื่องรังแกเขาอีก ประมาณสองตัวที่ยอมให้เขาเป็นเพื่อน

สิ่งที่ทำให้เหยียนเฟิงหั่วดีใจที่สุดก็คือเจ้าลูกหมาป่าสองตัวที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี หากเลี้ยงให้เชื่องได้ก็จะใช้ประโยชน์ได้มากกว่าสุนัข พวกมันมีประสาทสัมผัสว่องไวกว่าสุนัข ดุดันมากกว่าสุนัขและมีพละกำลังมหาศาลตามธรรมชาติของมัน

นอกจากสุนัขทหารและหมาป่าสองตัวแล้ว ที่นี่ยังมีนกขุนทองและสุนัขพันธ์ปักกิ่งเป็นสัตว์เลี้ยงอีกด้วย ทุกวันจะมีคนรับผิดชอบให้อาหารสุนัขตัวนี้ ปฏิบัติกับมันดีกว่าสุนัขทหารตัวไหนๆ

“หมาตัวนี้ชื่อว่าอะไร” เหยียนเฟิงหั่วหยอกล้อกับสัตว์เลี้ยงตัวน้อย ถามโก่วตั้น

“เถี่ยเป้า”

“ชื่ออะไรนะ” เหยียนเฟิงหั่วคิดว่าตัวเองฟังไม่ชัดเจน

“เถี่ยเป้า” โก่วตั้นตอบซ้ำ เขาพูดจริงจังมาก “นายอย่าดูถูกเถี่ยเป้าเชียว มันเป็นหมาที่มีความดีความชอบนะ”

“ฮ่าๆๆ…” เหยียนเฟิงหั่วหัวเราะ ถ้าสุนัขตัวอื่นมีความดีความชอบเขาก็เชื่อ แต่สุนัขที่เป็นสัตว์เลี้ยงจะมีความดีความชอบได้ยังไง

“อย่าพูดเป็นเล่นไปนะ” โก่วตั้นกอดเถี่ยเป้าเอาไว้แล้วพูดต่อว่า “เถี่ยเป้ามีประสาทสัมผัสไวต่อระเบิดยิ่งกว่าสุนัขทหาร หากมีมันนะ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่วางระเบิดซับซ้อนแค่ไหนมันก็ดมกลิ่นได้หมด ฉันบอกนายคงไม่เชื่อ ครั้งหนึ่งมันแอบขึ้นไปบนเฮลิคอปเตอร์ที่จะออกไปปฏิบัติภารกิจ มันกัดขากางเกงของคนไม่ยอมปล่อย สุดท้ายก็วิ่งไปด้านหน้า แยกเขี้ยวขู่ ไม่ว่าใครที่เดินไปข้างหน้าก็จะถูกมันดันอย่างแรง หลังจากเห็นความผิดปกติของมัน พวกเขาถึงพบว่ามีระเบิด มันช่วยทหารไว้ได้อย่างน้อยสามนายเลยนะ”

“เก่งกาจขนาดนั้นเชียว” เหยียนเฟิงหั่วถามอย่างสนใจ “แล้วทำไมมันไม่มีป้ายสุนัขล่ะ”

สุนัขทหารทุกตัวจะมีป้ายสุนัข บนป้ายสุนัขจะแสดงอายุของสุนัข ระบุว่าเคยผ่านการสู้รบอะไรมาบ้าง ทำความดีความชอบอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างจะแสดงเอาไว้ที่ป้ายสุนัขชัดเจน ถ้าจะพูดให้ถูก สุนัขพวกนี้เดิมทีไม่ใช่สุนัข แต่เป็นนักรบที่ไม่สามารถพูดได้ ไม่ต่างอะไรกับทหาร

“มันไม่จำเป็น เพราะความดีความชอบของมันมีเยอะมาก” โก่วตั้นยิ้มมุมปาก เขาลูบขนสีขาวบนหน้าผากของมันอย่างรักใคร่

สุนัขตัวนี้เมื่อก็หรี่ตาลงด้วยความพึงพอใจ ใช้ปากงับโก่วตั้นเบาๆ

“ห้องที่นายอยู่เมื่อก่อนเป็นห้องของแจ็ค” โก่งตั้นค่อยๆ วางเถี่ยเป้าลง เขาลูบป้ายของสุนัขอันหนึ่งเบาๆ ก่อนจะกระซิบบอกว่า

“แจ็คเป็นสุนัขค้นหาระเบิด มันต้องตายด้วยระเบิดมือในภารกิจช่วยเหลือตัวประกันครั้งหนึ่ง ในตอนนั้นมีพวกพ้องสามคนอยู่ข้างๆ มัน พอมันเห็นระเบิดมือนั่นก็เลยตะครุบและก็ถูกระเบิด ตอนที่มันตายยังเลียฝ่ามือของพวกพ้องเหมือนเป็นการบอกลา...”

ขณะกำลังพูด น้ำตาของโก่วตั้นก็ไหลออกมา เขาส่งป้ายของสุนัขให้เหยียนเฟิงหั่ว

เหยียนเฟิงหั่วรับป้ายสุนัขมา มองดูตัวอักษรที่เขียนเอาไว้ด้านบน : แจ็คพี่น้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกับฉัน...

เหยียนเฟิงหั่วไม่ได้พูดอะไร เขาตบบ่าของโก่วตั้นเบาๆ เป็นการปลอบใจ ก่อนจะหมุนตัวกลับไปที่ห้องของตัวเอง

สุนัขไม่ใช่สุนัข และสุนัขก็ไม่ใช่คน สุนัขคือพี่น้อง คนยังมีทรยศหักหลังกันได้ แต่สุนัขไม่มีทางทรยศ แถมยังซื่อสัตย์ด้วย ถ้าหากว่ามีความซื่อสัตย์แบบนี้อยู่จริง นั่นจะต้องเป็นสุนัขแน่นอน มันจะไม่มีทางหักหลังเด็ดขาด

บนสนามฝึก เหยียนเฟิงหั่วบ้าคลั่งไปแล้ว เขากำลังไล่ตามสุนัขทหาร วันนี้เขาจะต้องชนะให้ได้

“เร็วอีก! เร็วขึ้นอีก!” เฉียจื่อตะโกนใส่เหยียนเฟิงหั่ว “นายกำลังจะยอดเยี่ยมกว่าสุนัขแล้ว อีกนิดเดียวก็จะเก่งกว่าสุนัขแล้ว!”

เหยียนเฟิงหั่วที่พุ่งไปอย่างบ้าคลั่ง น้ำลายไหลออกมาจากปาก หายใจหอบหนัก ราวกับปอดของเขาจะระเบิดออก ในขณะนั้นเองเขากับสุนัขทหารก็วิ่งไปพร้อมกัน เขาตกอยู่ในสภาวะบ้าคลั่ง

สุนัขทหารเหล่านั้นกำลังพบกับสถานการณ์ฉุกเฉิน มันใช้แรงจากกีบเท้าพุ่งตรงไปข้างหน้า พวกมันพบว่าคนที่อยู่ตรงการนั้นอ่อนแอที่สุดจึงวิ่งผ่านไป ตัวอื่นก็เร่งความเร็วขึ้น แลบลิ้นวิ่งไปอย่างรวดเร็ว

เหยียนเฟิงหั่วไม่สามารถหยุดฝีเท้าได้ ขาทั้งสองข้างของเขาวิ่งไปราวกับเครื่องจักร การวิ่งที่บ้าคลั่งเช่นนี้ทำให้จมูกและปากของเขาแทบรักษาความสมดุลในการหายใจไม่อยู่ เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตายแล้ว สมองไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ เขาถึงขีดสุดแล้ว

ถูกคนเมินไม่เป็นอะไร แต่ห้ามถูกสุนัขเมินเด็ดขาด...ถูกคนเมินไม่เป็นอะไร แต่ห้ามถูกสุนัขเมินเด็ดขาด

ประโยคนี้สะท้อนอยู่ในสมองขาวโพลนของเขาซ้ำไปซ้ำมา นี่เป็นศึกแย่งชิงสนามระหว่างเขากับสุนัข และเป็นศึกที่ท้าทายกับตนเองด้วย มีชัยเหนือสุนัขก็ถูกสุนัขเคารพ มีชัยชนะเหนือคนย่อมได้รับความเคารพจากคน ชนะคนก่อนค่อยชนะสุนัข ชนะสุนัขก็คือชนะแล้ว

“แฮ่ก...” เหยียนเฟิงหั่วหายใจหอบ โบกไม้โบกมือที่หน้าอกตนเอง

“อ๊อก” อาหารเย็นเมื่อวานพุ่งออกมาจากปากของเขา เขาใช้มือทุบหน้าอกแรงๆ หลายครั้ง

“อ๊วก” เลือดก้อนหนึ่งพุ่งออกมา ร่างกายของเขารู้สึกสบายขึ้น

“เจ้าเด็กนี่...” ใบหน้าของเฉียจื่อตื่นตระหนก

“เอาเลือดออก” ลั่วกุยมองเหยียนเฟิงหั่วก่อนจะพูดออกมาเบาๆ “อัตราการไหลเวียนของเลือดในร่างกายของเขาถึงขีดจำกัดแล้ว ถ้าหากมันอันตรายมาก การอาเจียนเอาเลือดออกมาจะช่วยบรรเทาได้”

“ห้ามเขาสิ”

“ไม่” ลั่วกุยส่ายหน้า “ตอนนี้คู่ต่อสู้ของเขาเป็นสุนัข นายคิดว่าเขาอยู่ในคอกสุนัขมานาน แต่ยังเป็นคนปกติได้ยังไง ไม่ชนะสุนัขเขาก็ยากที่จะเป็นคน นี่เป็นการฝึกของเขา การฝึกที่ไม่เหมือนใคร”

เมื่อพูดจบ ลั่วกุยก็มองเหยียนเฟิงฮั่วเงียบๆ ในดวงตาที่เปล่งประกายมีความเชื่อมั่น

วิ่งบนถนน เหยียนเฟิงหั่วที่อาเจียนเอาเลือดออกมาก็เบิกตากว้าง ในสายตาของคนอื่นตอนนี้เขาก้าวข้ามสุนัขไปได้แล้ว จากตอนแรกที่ระยะห่างยังไกลอยู่ ตอนนี้กลายเป็นเขาที่วิ่งทะยานไปข้างหน้าฝูงสุนัข ปากของเขาอ้าออกกว้าง ในสถานการณ์ที่กดดันเช่นนี้ เลือดไหลก็ออกมาจากจมูกไม่หยุด ใบหน้าเผยรอยยิ้มประหลาดและดุร้าย

ศักยภาพของมนุษย์เผยออกมา ตอนนี้สุนัขก็วิ่งไม่ทันเขา นี่เป็นลักษณะพิเศษที่มีเสน่ห์ของมนุษย์

“ฮ่าๆๆ...หมาก็วิ่งไม่ทันฉัน วิ่งไม่ทันฉัน ฮ่าๆๆ...ต่อไปฉันก็เป็นสุนัขทหาร ฮ่าๆๆ...” เหยียนเฟิงหั่วชูมือขึ้นฟ้าหัวเราะอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน เขาเช็ดเลือดที่ไหลออกมาจากจมูก ก่อนจะตะโกนว่า “ฉัน เหยียนเฟิงหั่ว ในที่สุดก็เอาชนะหมาได้แล้ว!”

ร่างของเขาทรุดลง เขาถูกล้อมรอบด้วยสุนัขทหาร สุนัขทหารพวกนี้เอาลิ้นเลียใบหน้าของเขาไม่หยุด พวกมันส่งเสียงหอนออกมา เสียงนี้คือเสียงของการยอมรับ คือเสียงของความเคารพ เป็นเสียงของการสวามิภักดิ์

devc-a3b5dd88-33025นักรบยอดจารชน: บทที่ 28 ผมเอาชนะสุนัขได้แล้ว ตอนที่ 28