นักรบยอดจารชน: บทที่ 27 ฉันจะอยู่ในรังหมาป่า ตอนที่ 27
บทที่ 27 ฉันจะอยู่ในคอกสุนัข
หลังกลับมาที่เมืองซื่อฟางได้หนึ่งเดือนก็เป็นวันฉลองปีใหม่แล้ว การฝึกอบรมของกองกำลังจิ้งจอกโลหิตก็สิ้นสุดลง พวกเขาจำศีลในฤดูหนาวเพื่อเตรียมฉลองเทศกาลตรุษจีน
เมื่อเดินเข้ามาภายในเมืองซื่อฟาง ก็จะเห็นกระดาษสีแดงที่แปะอยู่บนผนัง บนกระดาษเขียนด้วยอักษร 3 ตัว สีดำตัวหนาตัวใหญ่ว่า ‘รายชื่อบุคคลมีชื่อเสียง’คนดัง ด้านล่างจะเขียนรายชื่อคนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กเอาไว้
ตามรายงานคำพูดของเฉียเซวี๋ยจื่อ ทั้งหมดเป็นรายชื่อมีคนที่มีชื่อเสียงของกองกำลังจิ้งจอกโลหิตมาหลายสิบปีอยู่หลายคน แต่ละคนจิตใจอำมหิต ยโสโอหัง นอกจากจะหยิ่งยโสอันธพาลแล้ว ยังฆ่าคนได้อย่างเฉยชา คนฆ่าหมูยังฝีมือดีเทียบกับพวกเขาไม่ได้
รายชื่อลำดับแรกคือกวนกวานหม่านเยวี่ยเยว่ เขาสมควรที่จะได้รับการจดบันทึกเป็นชื่อแรก
เพราะกวนกวานหม่านเยวี่ยเยว่คือคนที่แข็งแกร่งมากเป็นคนสร้างกองกำลังจิ้งจอกโลหิตขึ้นมา ตอนนี้ไปเป็นผู้บังคับบัญชาของกองกำลังพิเศษ ตำแหน่งพลตรี ลำดับที่สองเป็นชื่อโม่จิ่วโจว เจ้าหน้าที่ระดับเอสคนแรก เสียชีวิตในสนามรบ ลำดับแถวที่สามชื่อว่าเปาฉวนสี่ ก่อนหน้าทุกคนต่างคิดว่าเขาเป็นคนที่อยู่ยงคงกระพัน แต่ต่อมาเขาป่วยด้วยโรคร้ายแรง จึงต้องออกจากกองทัพไปเลี้ยงหมู เขาออกไปช่วยลูกศิษย์และสิ้นชีวิตลงที่ต่างแดน
รายชื่อทุกคนคนดังแต่ละคนล้วนมีเกียรติประวัติเป็นวีรบุรุษที่น่าชื่นชม พวกเขาค่อยๆ ก้าวเข้ามาเป็นอยู่ในแนวหน้าของกองกำลังจิ้งจอกโลหิต และทิ้งศรัทธาที่ไม่มีวันจางหายไปเอาไว้ พวกเขาปลุกความกล้าหาญของเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เข้ามาร่วมในกองกำลัง
เมื่ออ่านรายชื่อคนดังเสร็จ เหยียนเฟิงหั่วฮั่วก็เบนความไปสนใจไปที่รายชื่อด้านข้าง ไม่ได้เขียนรายการเฉพาะหรือระบุอะไรเอาไว้ ด้านบนสุดเขียนอักษรกำกับไว้แค่ไม่กี่ตัวว่า อันธพาล...เหลยเซียว
“เหลยเซียวเป็นคนแบบไหนกัน” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วถาม
“อันธพาลไง” เฉียซวี๋ยจื่อลูบจมูกแล้วพูดต่อ “ออกไปแล้วจะไม่รู้จักเหลยเซียวไม่ได้นะ ไม่อย่างนั้นนายถูกหัวเราะเยาะแน่ เขาจะคิดว่านายไม่ใช่คนของกองกำลังจิ้งจอกโลหิต”
“ฉันก็ไม่ใช่อยู่แล้วนี่” เหยียนเฟิงหั่วฮั่งแก้ไขแย้งคำพูดของเฉียเซวี๋ยจื่อ
“ใช่หรือไม่ใช่ค่อยว่ากัน” เฉียซวี๋ยจื่อหัวเราะอย่างไม่ใส่สนใจ แต่เขากลับนึกถึงชื่อของเหลยเซียว “เขาเป็นแนวหน้าที่มีฝีมือสูงมากถึงขนาดทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง เขาอยู่ห่างไกลจากพวกชั้นต่ำ แม้ว่าจะเป็นอันธพาลแต่ก็ไม่ใช่คนเลวร้าย แต่เขาก็เป็นความอัปยศที่ไม่สามารถลบล้างได้ ในปีเวลานั้นพวกเขากำลังอยู่ในการฝึกอบรมของทีมตำรวจพิเศษหญิง เขาแอบลักลอบเข้าไปที่หอพักของตำรวจหญิง เขาใช้กลยุทธและยุทธวิธีที่ยอดเยี่ยมของตนเอง แม้กระทั่งความยากลำบากเขาไม่สนใจ ตรวจสอบพวกเธออย่างละเอียดว่าใส่ยกทรงในการฝึกซ้อมหรือไม่ การสละชีวิตเป็นสิ่งที่หน้าชื่นชม การเข้าไปในที่อันตรายทำให้พวกเขาได้รับสรรเสริญความชื่นชม”
“แต่อันธพาลคนนี้ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว เขากล้าที่จะทำเรื่องยิ่งใหญ่ต่อโลกใบนี้ เขามองเห็นว่าวิสัยทัศน์ของโลกนี้มันไม่มีอะไร เขาลากตำรวจพิเศษหญิงคนหนึ่งไปที่นอกทะเลทรายของออกจากเมืองซื่อฟาง ไม่มีใครรู้ว่าที่จริงแล้วเย็นวันนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับพวกเขาสองคน ไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายแล้วความลับนั้นคืออะไร สิ่งที่รู้มีเพียงแค่วันนั้นไม่มีแสงจันทร์ ทุกอย่างมืดสนิท บนพื้นเต็มไปด้วยทรายสีเหลืองไม่มีอะไรปกคลุม รอจนสองคนนี้นกลับมา อันธพาลคนนั้นก็เปลี่ยนไป ผู้หญิงคนนั้นก็เปลี่ยนไปเหมือนนกน้อยติดคน นายลองคิดดูสิ เขาไม่เอาเรื่องอันธพาลคนนั้นแล้วใครจะกล้าเอาเรื่องเขา”
“อัจฉริยะ......” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วได้ฟังก็เบิกตากว้าง
“แน่นอนว่าต้องเป็นอัจฉริยะ ในกองกำลังพิเศษมีใครบ้างที่ไม่รู้จักเหลยเซียว เขาเป็นนักฆ่ามือหนึ่งในกลุ่มทหาร เขาเคยสังหารผู้ก่อการร้ายมาแล้วมากมาย ฆ่าไปไม่ต่ำกว่าร้อยคน เมื่อเขาร้องเพลงกลับ ทั้งเนื้อทั้งตัวเหมือนกับไปอาบเลือดในสระเสือด มันโรคจิตจริงๆ”
“แล้วเขาล่ะ” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วถาม
“ถูกผู้ก่อการร้ายหลายพันคนลุมฆ่าตายแล้ว” เฉียซวี๋ยจื่อพูด “แต่เขาฆ่าอีกฝ่ายได้อย่างน้อยที่สุดหกถึงเจ็ดร้อยคนโดยการใช้แก๊สระเบิด”
ได้ยินเช่นนี้ใจของเหยียนเฟิงหั่วฮั่วก็กระตุกอย่างแรง เขาเป็นคนที่โหดเหี้ยมที่แท้จริง!ๆ
ด้านล่างชื่ออันธพาลคือ อาจารย์ในตำนาน.....จางเจาหยาง
“จางเจาหยาง อืม แผลเป็นที่คอ” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วพยักหน้า
“จางเจาหยางเป็นครูฝึกในตำนานของกองกำลังจิ้งจอกโลหิต ตัวเขาก็คือไพ่คิง ต่อมากระดูกสันหลังของเขาแตกหัก ทำให้ไม่สามารถออกไปรบได้อีก ก็เลยกลายมาเป็นครูฝึกแทน”
“เขาก็เลยหลอกให้ฉันมาที่นี่สินะ” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วเอ่ย
“หลอก?” เฉียซวี๋ยจื่อเบิกตากว้างก่อนจะพูดว่า “อย่าพูดจาแบบนี้ได้ไหม เขาสามารถมองทหารที่เก่งกาจออก นายคิดว่าอันธพาลเหลยเซียวโหดร้ายไหมล่ะ”
“โหดเหี้ยม” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วยอมรับ
“นายรู้ไหมเหลยเซียวเป็นลูกศิษย์ใหญ่ของเขา เขายังมีลูกศิษย์อีกคนชื่อว่าโม่วั่วม่อว่อหู่ เป็นเขาคือลูกชายของโม่จิ่วโจว คนมีชื่อเสียงลำดับที่สอง ของม่อจิ่วโจวเขาสามารถกำจัดผู้ก่อการร้ายได้ทั้งอาคาร เป็นระดับเอสที่สุดยอดมาก!”
“ทำไมฉันไม่เคยเห็นชื่อของโม่วั่วหู่เลยล่ะ” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วถาม
“กบฏ” พูดอย่างไม่มีทางเลือก “หนีออกนอกประเทศไปแล้ว กองกำลังจิ้งจอกโลหิตออกไปปฏิบัติหน้าที่เองก็ยังจับเขาไม่ได้”
“น่าเสียดายสงสาร...” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วส่ายหัวหน้า ตอนที่เขาก้มลงมองอีกครั้ง สายตาก็เหลือบไปเห็นสิ่งหนึ่ง เขาพูดออกมาแทบจะไร้เสียงว่า “วัวทารก...เหยียนเฟิงหั่ว?”
จางเจาหยางครูฝึกในตำนานเขียนชื่อ ‘วัวทารกลงไป...เหยียนเฟิงหั่ว’ ทำเอาเหยียนเฟิงหั่วตะลึงไป
“ตอนนี้นายเป็นคนมีชื่อเสียงแล้วนะ ฮ่าๆฮ่า” เสียงของเลี่ยเล่ยอิ่งดังขึ้นมา
“ฉันเป็นทหารคนหนึ่งนะ ทำไมถึงเรียกว่าวัวทารกเล่า” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วโกรธ
“เป็นลูกวัวแรกเกิดที่เกิดมาไม่กลัวเสือ กองกำลังของพวกเราไม่มีใครที่ไม่ได้รับการฝึกปรากฏตัวออกมาเหมือนนาย และยังจัดการหมาป่าด้วยมือเปล่าได้อีก จะว่าไปนายนี่เป็นคนแรกเลยนะที่ทำได้แบบนี้ ถูกใช่แล้วที่เรียกนายว่าลูกวัว แต่คิดดูแล้วลูกวัวมันไม่ค่อยเพราะเท่าไร พวกพี่น้องก็เลยจัดการเปลี่ยนเป็นวัวทารกวัว นายรู้สึกว่ามันน่ารักดีใช่ไหมล่ะ ใช่ไหมๆใช่ไหม ฮ่าๆฮ่า” เลี่ยเล่ยอิ่งใบหน้ายิ้มแย้ม
“ฉันไม่ใช่คนในกองกำลังของพวกนาย” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วโต้แย้ง
“ใช่หรือไม่ใช่ไม่เป็นไร ยังไงนายก็มีชื่อเสียงของกองกำลังจิ้งจอกโลหิตในหนึ่งคืน ฮ่าๆ อันที่จริงไม่ว่านายจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ เลือดจิ้งจอกในตัวร่างกายนายก็ดึงไม่ออกแล้ว น้อยมากที่พวกเราจะยอมรับคนอื่น แต่เรายอมรับนาย พูดกันแบบตรงไปตรงมาเลยนะ ตั้งแต่แรกพวกเราก็คิดว่านายเข้ามาเพราะมีเส้นสายในกองทัพ แต่เรื่องที่นายทำให้เห็นก็ทำให้พวกเราเชื่อ สิ่งที่กองกำลังจิ้งจอกให้ความสำคัญก็คือคน แม้ว่าจะเป็นลูกหลานของทหารก็ต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกับคนอื่นๆ แน่นอนว่าพวกเราไม่ยินดีกับลูกหลานของทหารที่ใช้เส้นเข้ามา”
เหยียนเฟิงหั่วฮั่วไม่พูดอะไร เขาพอจะเข้าใจความคิดของพวกทหารในกองกำลังจิ้งจอกโลหิตนี้แล้ว กองกำลังนี้ไม่เหมือนกับกองกำลังอื่นทั่วไป และไม่ใช่ที่ที่จะเอาไว้เลื่อนตำแหน่งราชการ พวกเขาเป็นกองกำลังที่มีความโปร่งใส ไม่ง่ายเลยที่จะเข้ามาแทรกแซง
“มาเถอะ ฉันจะพานายไปจัดการเรื่องหอพัก ฮ่าๆ” เลี่ยเล่ยอิ่งหัวเราะ
“ฉันไม่ใช่คนในกองกำลังของพวกนาย ฉันอยู่ในคอกสุนัข ไม่อยู่ในหอพักของพวกนายหรอก”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ เลี่ยเล่ยอิ่งก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ได้!”
เมื่อได้ยินประโยคยินยอมนั้น เหยียนเฟิงหั่วฮั่วก็ถลึงตามองเลี่ยเล่ยอิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความขุ่นเคืองถูกรวมไว้ในอกเป็นเวลาสั้นๆ เป็นเขาที่ขุดหลุมให้ตัวเอง หลังจากนั้นเขาก็กระโดดเข้าไปข้างในอย่างเบิกบาน ส่วนคนที่ทำให้โมโหก็คือเฉียเซวี๋ยจื่อ
ทุกคนต่างก็เห็นด้วยว่าเขาไม่มีทางสำนึกผิดอย่างแน่นอน เลยถูกจัดให้มานอนในคอกสุนัขกับพวกสุนัขทหาร
ในห้องทำงาน หัวหน้าทีมจางฟู่จีกับไฉฉายจื่อที่เห็นเหตุการณ์นั้น ก็เผยรอยยิ้มบนออกมา
“ได้สิ ไฉจื่อนักปราชญ์ก็คือไฉจื่อนักปราชญ์ เรื่องพวกนี้ก็คิดมันเกิดขึ้นได้” จางฟู่จีสรรญเสริญไฉฉายจื่อ
“เด็กคนนี้ฝึกยาก พวกเราไม่จำเป็นต้องไปยุ่งย่ามกับเขาก็ได้ ในความคิดของเขาการทำงานเพียงคนเดียวใช้ความคิดคนเดียวจะได้ผลมากกว่า แต่เราก็ต้องทำให้เขาเข้าพวกกับเราให้ได้ จะว่าไปเหยียนเฟิงหั่วฮั่วคนนี้ก็ทำให้คนอื่นมองด้วยสายตาอันน่าทึ่งได้ เขาต้องกลายเป็นคนมีชื่อเสียงแน่” ไฉฉายจื่อเผยรอยยิ้มเชื่อมั่นออกมา “เรื่องงานที่ได้รับมาผมจัดการได้แต่หลังจากการรับทหารใหม่เข้ามา”
ในตึกขนาดเล็กๆ ใจกลางเมืองซื่อฟาง จางฟู่จีเผยรอยยิ้มเจิดจ้า ออกมาแต่ทำไมไฉฉายจื่อถึงได้รู้สึกว่านี่เป็นรอยยิ้มม้เจ้าเล่ห์ของจิ้งจอก
“ไฉฉายจื่อเอ๋ย เรื่องนี้นายจัดการได้ไม่เลว ฮ่าๆ” จางฟู่จีหัวเราะ เขานั่งลงด้านหน้าโต๊ะทำงานแล้วเอ่ยว่า “นายก็รู้ว่าคนที่ต่างจากคนอื่นก็ต้องใช้แนวทางที่ต่างจากคนอื่น เหยียนเฟิงหั่วฮั่วเป็นคนที่มีความคิดเป็นอิสระ ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจ ดังนั้นเขาถึงได้แสดงออกมาอย่างก้าวร้าวและดื้อรั้น นี่เป็นข้อดีและเป็นข้อเสียเช่นกัน ในช่วงที่เขายังไม่บรรลุนิติภาวะเราต้องยอมเปลืองแรงไปทุ่มเทกับเขาให้มากหน่อย หลังจากที่เขาบรรลุนิติภาวะแล้ว เขาจะกลายเป็นทหารที่มีสัญชาตญาณในการบัญชาการในสนามรบ ที่จริงนายก็มีทักษะทางความคิดที่เหนือกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว แต่นายยังเด็ดขาดไม่พอ ในตอนที่ต้องวางแผนการใหญ่ นายต้องแบกรับความเสี่ยงที่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ซึ่งอาจจะเกิดจากความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ”
เมื่อเผชิญหน้ากับการตักเตือนอย่างตรงไปตรงมาของจางฟู่จี ไฉฉายจื่อก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ เขารู้ดีว่าข้อเสียของตนเองอยู่ตรงไหน แต่เพราะเขาเอาแต่อ่านหนังสือมาเยอะเกินไปจนทำให้เขามีนิสัยพะวงหน้าพะวงหลัง
จางฟู่จียังค่อยๆ พูดต่อไป “เฮ้อ ตอนนี้จะหาทหารดีๆ สักคนก็ไม่ง่ายเลยนะ ทีมของพวกเราก็เสียเลือดไปเรื่อยๆ ฉันหวังว่าเหยียนเฟิงหั่วฮั่วจะพาทีมของพวกเราให้กลับมามีพลังชีวิตอีกครั้งหนึ่ง”
ทีมจิ้งจอกโลหิตพบความผิดพลาด ข้อความผิดพลาดนี้ไม่ใช่ข้อผิดพลาดของเหล่าทหาร แต่เป็นความผิดพลาดของจิตวิญญาณ กองกำลังจิ้งจอกโลหิตมีเพียงลูกทีมระดับเอสที่มีความสามารถโดดเด่น และเป็นสัญลักษณ์ของกองกำลัง หากมีพวกเขาอยู่ กองกำลังก็จะมีเป้าหมาย ความเชื่อ ความศรัทราและจิตวิญญาณที่มุ่งมั่น
แต่จิตวิญญาณเหล่านั้นถูกตัดสะบั้นลง เพราะการตายของเหลยเซียว และการทรยศชาติของโม่วั่วม่อว่อหู่ ทำให้จิ้งจอกโลหิตไม่มีเอสซอีกต่อไป แต่แม้ไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับเอสซกองกำลังจิ้งจอกโลหิตก็ไม่ได้ขาดพลังในการต่อสู้ แต่ขาดความฮึกเหิม ในระยะเวลาสั้นๆ อาจจะดูไม่ออกแต่กลับมีผลกระทบอย่างมากในระยะยาว
“หัวหน้าครับ พวกเรายังกล้ามีเอสอีกเหรอครับ” ไฉฉายจื่อถามเสียงทุ้ม
“ทำไมจะไม่กล้ามล่ะ” จางฟู่จีถามด้วยใบหน้าครุ่นคิด เขาจ้องมองไฉฉายจื่ออย่างเคร่งขรึม “ฉันก็ไม่เชื่อว่าเอสซที่ปรากฏตัวออกมาในกองกำลังจิ้งจอกโลหิตจะต้องตายทุกคน ถ้าหากเป็นแบบนั้นจริง ทำไมฉันถึงยังไม่ตายล่ะ”
“ในทีมมีไส้ศึก” ไฉฉายจื่อมองจางฟู่จี
”ไม่ ในทีมของเราไม่มีไส้ศึก” จางฟู่จีส่ายหัวศีรษะใบหน้ากำลังครุ่นคิด
“ผมเคยตรวจเรื่องการพลีชีพในการรบของลูกทีมระดับเอส ซการต่อสู้เหล่านั้น เป็นการต่อสู้ที่อีกฝ่ายซุ่้มโจมตีโดยวางแผนการไว้ล่วงหน้า ชัดเจนมากว่าผู้ก่อการร้ายพวกนั้นมีสติปัญญา และมีสติปัญญาดีมากอีกด้วย”
“นั่นเป็นแค่การคาดเดาของนาย” จางฟู่จีลุกขึ้น เขาหันหน้าหลังไปทางหน้าต่างแล้วพูดกับไฉฉายจื่อว่า “ถ้าหากที่นายพูดเป็นความจริง พวกเราก็อาจจะไม่ต้องการเอสซแล้ว”
ไพ่คิงของทีมจิ้งจอกโลหิตรับรู้ได้ถึงรสชาติของความตาย นี่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของโชคชะตาและสังสารวัฏ แทบจะไม่มีใครคาดคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งการที่จางเจาหยางต้องถูกถอดจากการต่อสู้และกบฏที่ถูกขับไล่อย่างโม่วั่วม่อว่อหู่
ไฉฉายจื่อไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เขาเชื่อว่าจางฟู่จีรู้เรื่องนี้ดี แต่จางฟู่จีเป็นหัวหน้าทีม เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังจิ้งจอกโลหิต เขาไม่ยอมให้มีไส้ศึกอยู่ในกองกำลังแน่ นั่นจะทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายในเมือง และผลที่ตามมาจะไม่สามารถคาดเดาได้
วิธีที่ดีที่สุดก็คือการจับคนร้ายและบบเงียบๆจัดการแบบให้เงียบๆ ที่สุดหากทหารจิตใจไม่นิ่ง ก็จะพ่ายแพ้สงครามยับเยิน
กองกำลังระดับสูงเท่าไร หร่ความกังวลก็สูงมากเท่านั้น เหยียนเฟิงหั่วฮั่วที่เป็นทหารใหม่ก็มีความกังวลของเขา เขาเกลียดความปากร้ายของตนเองเหลือเกิน ทำไม่ถึงบอกพูดว่าจะอยู่ในคอกกรงสุนัข
แต่หลังจากมาถึงคอกสุนัขแล้ว ความกังวลสภาพแวดล้อมของเหยียนเฟิงหั่วฮั่วก็กลายเป็นความดีใจ คอกกรงสุนัขก็ต้องให้สุนัขอยู่ไม่ผิดแน่ แต่กลับมีที่ที่กว้่างมากๆให้คนพักอยู่ในนี้ด้วย ดีกว่าโรงแรมระดับสามดาวซะอีก
หอพักสุนัขทหารเป็นตึกเล็กๆ สองชั้น แบ่งออกเป็นห้องย่อยสิบกว่าห้อง แต่ละห้องจะมีสุนัขทหารอยู่ในนั้นหนึ่งตัว ทั้งหมดถูกปูด้วยกระเบื้องเซรามิกสะอาดสะอ้าน ไม่มีกลิ่นอย่างที่คิด และไม่ต้องกังวลเรื่องความอับชื้นเลย สุนัขทหารตำรวจทุกตัวจะมีคนดูแลคอยให้อาหารเป็นพิเศษทุกวัน และจะมีคนเข้ามาทำความสะอาด 3-4 ครั้ง นอกจากนั้นในคอกรังสุนัขนี้ก็ยังมีน้ำอุ่นตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อใช้ในเวลาที่ต้องทำความสะอาด
สุนัขอยู่ดีกว่าคนเสียอีก คุณภาพชีวิตก็ของสุนัขดีกว่าของคนเยอะเลย
“เป็นที่ที่ดีจัง!”
“พูดจาเหลวไหล มันก็ต้องดีอยู่แล้ว” เฉียเซวี๋ยจื่อรั้งบ่าของเหยียนเฟิงหั่วฮั่วไว้ “สุนัขที่อยู่ข้างบนคือสัตว์เลี้ยง เป็นสัตว์ที่คอยดูแลบ้าน แต่ในกองทัพเป็นนักรบ พวกมันเป็นพี่น้องของพวกเรา จะดูแลไม่ดีได้ยังไง”
เหยียนเฟิงหั่วฮั่วพยักหน้า เขาเดินเข้าไปในห้องกว้างห้องหนึ่ง เห็นม้าที่นั่งตัวหนึ่งที่วางไว้บนที่พื้นอย่างเป็นระเบียบ ห้องนี้มีจอแอลซีดีติดอยู่ที่ผนัง
“สุนัขดูทีวีด้วยเหรอ” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วถามด้วยความประหลาดใจ
“ดูสิ ทุกวันตอนเย็นจะให้ดูรายการข่าวที่ถ่ายทอดสด” เฉียเซวี๋ยจื่อยิ้มที่มุมปาก “ถ้าไม่ได้ดูรายการข่าวสดก็จะดูหนัง AV เพื่อดูวิธีการผสมพันธ์ ไม่มีการเข้ารหัสด้วยนะ แน่นอนว่ามันเป็นหนัง AV ของสุนัข ฮ่าๆๆฮ่าฮ่า....”
“การใช้ชีวิตยิ่งนานยิ่งค้นพบว่าสุนัขยิ่งเหมือนคน ส่วนคนนับวันก็ยิ่งเหมือนสุนัข ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันว่าฉันชอบคอกรังสุนัขล่ะ” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วเดินเข้าไปข้างในอย่างไม่ลังเล
เขาจะอยู่ที่นี่ ไม่ไปไหนแล้ว หอพักของเขาก็คือคอกรังสุนัข เขาไม่ได้เอะใจอะไรเลย ตอนนี้มีแต่ความรู้สึกตื่นเต้น จนกระทั่งตกเย็น เขาจึงได้รู้ว่าที่จริงแล้วที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ดีอย่างที่คิด เสียงหอนของสุนัขพวกนั้นทำให้เขาแทบจะเป็นบ้า
สุนัขนับวันยิ่งเหมือนคนจริงๆ