นักรบยอดจารชน: บทที่ 26 เซวี๋ยจื่อเป็นทหารที่ดี ตอนที่ 26
บทที่ 26 เฉียเซวี๋ยจื่อเป็นทหารที่ดี
เฮลิคอปเตอร์รีบมาเคลื่อนย้ายร่างเหยียนเฟิงหั่วฮั่วที่ตัวแข็งเพราะความหนาวเย็นไปส่งที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เขาเสียเลือดมาก และชีพจรก็เต้นอ่อน มีเพียงหน้าอกที่ยังคงอุ่นอยู่ ทำให้ทางหมอจนหมดปัญญา แต่ไฉฉายจื่อกลับหัวดื้อเชื่อว่าจะต้องช่วยได้
เมื่อหมอมาดูอาการ อย่างไรก็ไม่มีหนทางรักษาได้แล้ว สิ่งที่ควรจะทำคือต้องจัดการเรื่องหลังจากนี้
ไฉจื่อจ้องมองไฟสีแดงสว่างของห้องฉุกเฉิน ใจว้าวุ่นไปหมด สูบบุหรี่เข้าปอด เขาไม่ชอบมาอยู่หน้าห้องฉุกเฉินเอาเสียเลย เพราะว่านี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตของคน สู้ให้เขาเข้าไปอยู่ในห้องฉุกเฉินเองยังดีเสียกว่า
“คุณคะ ที่นี่ไม่อนุญาตให้สูบบุหรี่นะคะ” พยาบาลหน้าตาสะสวยคนหนึ่งเดินเข้ามาเตือนไฉฉายจื่อ
“ไสหัวไปให้พ้น!” ไฉฉายจื่อตะโกนใส่อีกฝ่ายด้วยเสียงอำมหิตว่า “ถ้าคนยังช่วยให้ฟื้นไม่ได้ ฉันจะเอาไฟนี้เผาโรงพยาบาลของพวกเธอให้ไหม้หมดเลย”
พยาบาลสาวโดนไฉฉายจื่อว่าด่ากลับมาเช่นนั้น ปากเล็กๆ ของเธอก็บิดเบี้ยว ดวงตาก็กลายเป็นสีแดงก่ำ
“นี่ อย่าร้องสิครับ” เฉียเซวี๋ยจื่อวิ่งเข้าไปกล่อมไกล่เกลี่ย เขาพูดกับพยาบาลสาวว่า “พวกเรามีเพื่อนที่ต้องช่วยเหลือด่วนอยู่ในนั้น ส่วนเพื่อนผมคนนี้นิสัยไม่ค่อยดี พี่สาวอย่าไปถือสาเลยนะ ถ้าเกิดว่าพี่โกรธมาต่อยผมสักสองหมัดก็ได้ ถือว่าเป็นการขอโทษก็แล้วกันนะครับ หรือถ้ายังไม่พอจะลงโทษผมก็ได้นะครับ ลงโทษด้วยการให้ผมพาคุณไปดูปลาทองดีไหม”
“พวกอันธพาล!” พยาบาลสาวน้ำตาไหล เธอต่อว่าเสร็จก็รีบวิ่งหนีไป
เฉียจื่อยักไหล่ ตบบ่าไฉจื่อเบาๆ เอ่ยว่า “ใจเย็นหน่อยน่า แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ โรงพยาบาลนี้การรักษาไม่ดี ฉันเพิ่งโทรหาพ่อของฉัน เดี๋ยวเราจะย้ายเขาไปรักษาในโรงพยาบาลที่มีหมอเชี่ยวชาญที่ดีที่สุด”
“ต่อให้มีหมอเก่งกว่านี้ก็ไม่มีประโยชน์” ลั่วกุยมองไปยังที่ไฟสีแดงนั่น ก่อนจะพูดต่อว่า “ชะตาชีวิตเหยียนเฟิงหั่วฮั่วเป็นคนกำหนดด้วยตัวเอง ถ้าหากเขาอยากจะมีชีวิตต่อ เขาก็จะฟื้น”
ไฉฉายจื่อนั่งลงบนพื้น เขามองไปที่ไฟสีแดงที่ยังคงสว่างอยู่ไม่วางตา ดวงตาของเขาชื้นขึ้นมาไม่รู้ตัว
ลั่วกุย เฉียเซวี๋ยจื่อ และเลี่ยเล่ยอิ่งไม่รู้ว่าทำไมไฉฉายจื่อถึงได้เป็นเช่นนี้ แต่พวกเขารู้ดีว่าไฉฉายจื่อต้องมีเหตุผลของตนเองแน่นอน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเฝ้ามองดูไฟสีแดงอยู่ด้านนอกห้องฉุกเฉิน สถานการณ์แบบนี้มันทำให้เขาทรมานจนแทบเป็นบ้า ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นห่วงเหยียนเฟิงหั่วฮั่ว แต่เขาจะไม่ยอมปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเด็ดขาด พวกเขาสองคนยังไม่ได้เป็นมิตรร่วมเป็นร่วมตายในสนามรบด้วยกันเลย เขาอยากให้เป็นเจ้าเด็กคนนั้น จากเล็กจนโตเป็นเด็กที่เข้มแข็งแม้อยู่ท่ามกลางความยากลำบาก
ในห้องฉุกเฉิน เหยียนเฟิงหั่วฮั่วนอนตัวแข็งทื่ออยู่ด้านใน ใบหน้ามีรอยยิ้มขณะนอนหลับ หมอล้อมรอบเขาใช้วิธีต่างๆ เพื่อเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายของเขาให้อบอุ่นขึ้น และกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจและความดันเลือด แต่วิธีการนี้แทบจะไม่มีผลใดๆ อุณหภูมิร่างกายของเขาไม่สามารถยอมกลับมาเป็นอุณหภูมิปกติได้ เมื่อถึงที่สุดแล้ว บรรดาหมอที่อยู่รอบๆ ก็หมดปัญญา พวกเขาทำได้ดีที่สุดเท่านี้
เหยียนเฟิงหั่วฮั่วในตอนนี้กำลังนั่งอยู่ด้านข้างร่างของตนเอง เขานั่งมองหมอหลายคนที่กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับร่างกายของเขา เขาเองก็ขมวดคิ้วคิดถึงปัญหาของตนเอง
นี่เป็นความฝัน หรือว่าเป็นความรู้สึกของคนที่กำลังจะตายกันแน่
เวลาที่คนเรากำลังจะตายมักจะพบความฝันบางอย่าง บางทีอาจจะเป็นแค่ฝัน แต่หากเป็นคนบางคนที่รอดพ้นจากความตาย จะได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
ไม่สนว่ามันจะเป็นอย่างไร เหยียนเฟิงหั่วฮั่วรู้ดีว่าที่เขากำลังมองอยู่ตอนนี้คือร่างของตนเองไม่ผิดแน่ ความรู้สึกเหมือนกำลังมองคนแปลกหน้า หลังจากนั่งมานานแล้ว เขาก็รู้ว่าตนเองตายแล้ว แต่เขาไม่แน่ใจว่าตนเองอยากมีชีวิตอยู่หรือเปล่า
อยากตายจริงหรือ
เหยียนฟิงหั่วฮั่วขมวดคิ้ว เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะล่องลอยตรงไปหาร่างของตัวเอง ถ้าเขาต้องมีชีวิตอยู่ ก็ต้องมีชีวิตอยู่อย่างสมศักดิ์ศรี แต่ถ้าหากเขาตายเขาจะไม่ยอมให้คนที่รักเขาต้องเสียน้ำตา
“อุณหภูมิร่างกายกลับมาแล้ว พบชีพจรแล้ว เริ่มหายใจแล้ว” ดวงตาของหมอเผยความตื่นเต้นออกมา
การช่วยชีวิตที่เต็มไปด้วยความตรึงเครียดกลับมาอีกครั้ง การช่วยให้คนไข้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง คือสิ่งที่พวกเขาอยากเห็นมากที่สุด
ในที่สุดไฟสีแดงก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว เหยียนเฟิงหั่วฮั่วที่ใส่เครื่องช่วยหายใจถูกเข็นออกมา
“หมอครับ เป็นยังไงบ้างครับ เป็นยังไงบ้าง”
“เขาฟื้นไหมครับ”
“……”
“ไม่เป็นอะไรแล้วครับ” คุณหมอพยักหน้าให้กับกลุ่มทหารเหล่านี้
ทันทีที่ได้ยิน ไฉฉายจื่อก็หัวเราะขึ้นมา หัวเราะจนสั่นไปทั้งตัว หัวเราะจนน้ำตาเล็ดออกมา เป็นการหัวเราะที่หาสาเหตุไม่ได้
“เหยียนฟิงหั่วฮั่ว อยากมีชีวิตอยู่” ลั่วกุยพูดออกมา ใบหน้ามีรอยยิ้มที่อ่อนเยาว์ไม่เปลี่ยน
เหยียนเฟิงหั่วฮั่วทีได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งและถูกย้ายมายังโรงพยาบาลที่หรูหราแห่งหนึ่ง เขาถูกย้ายมายังห้องพิเศษที่ราคาสูงที่สุด นี่เป็นโรงพยาบาลที่เฉียเซวี๋ยจื่อฝากให้พ่อเขาช่วยจัดการให้
ห้องผู้ป่วยที่ไม่เหมือนห้องผู้ป่วย แต่เหมือนโรงแรมที่โอ่อ่าหรูหรามากกว่า เป็นที่สำหรับคนผู้มีฐานะและคนที่มีเงินจริงๆ
เหยียนเฟิงหั่วฮั่วที่ตื่นขึ้นมาก็ก่อนตกใจเล็กน้อย หันไปเห็นมองคนที่อยู่บนโซฟาก็ต้องตกใจอีกครั้ง เขาเห็นเฉียเซวี๋ยจื่อกำลังกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับผู้หญิงที่แต่งตัวตามแฟชั่นดูดีคนหนึ่ง
เฉียเซวี๋ยจื่อดูมีความคิดบางอย่างแอบแฝงอยู่ และหญิงสาวก็พร้อมที่จะตอบสนอง ขยับมือขยับเท้าเข้ามาหา ราวกับว่าปากของเฉียเซวี๋ยจื่อนี้เต็มไปด้วยรสชาติที่น่าลิ้มลอง
“ฉันอยู่ที่ไหน?” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“ตื่นแล้วเหรอ” เมื่อได้ยินเสียงของเหยียนเฟิงหั่วฮั่ว เฉียเซวี๋ยจื่อก็ดึงมือของผู้หญิงออก เดินไปหน้าเตียงผู้ป่วย ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่ามา “นายนี่มันดวงแข็งจริงๆ เลยนะ เสียเลือดไปตั้งสามในสี่ของร่างกายยังรอดมาได้ ขนาดยมบาลยังกลัวนายเลยนะ ฮ่าๆๆฮ่าฮ่า.......”
เหยียนเฟิงหั่วฮั่วไม่ได้สนใจเฉียเซวี๋ยจื่อ สายตาถูกดึงดูดให้มองหญิงสาวสวมชุดแฟชั่นคนนั้น เขารู้สึกคุ้นหน้ามากๆ เหมือนกับเคยเห็นผ่านตาในภาพยนตร์
“อีโรติกโกสท์..........” เหยียนเฟิงหั่วส่ายหัวเพื่อตั้งสติ เขาชี้ไปที่ผู้หญิงคนนั้นก่อนจะพูดออกมาว่า “อวี้........”
“ฉันทำให้นายตกใจเกิดไปหรือเปล่าครับ” เฉียเซวี๋ยจื่อหัวเราะ “การทำงานของผู้คนเข้าสู่ภาวะคอขวด ตอนนี้ไปมุ่งมั่นพัฒนาเศรษฐกิจ เพียงแค่ต้องพุ่งชนมันไปให้ได้ ก็จะกลายเป็นดาวสีแดงสว่างทันที”
หลังจากพูดจบแล้ว เฉียจื่อแตะสะโพกของหญิงสาว ให้เธอออกไปก่อน
“นี่นายกำลังทำอะไรเนี่ย นายตามจีบกับดาราเหรอ” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วรู้สึกว่าโลกนี้มันบ้ากันไปใหญ่แล้ว เพิ่งตื่นมาก็เห็นว่าเฉียเซวี๋ยจื่อกับดาราที่ตัวเองคุ้นหน้า
“ข้่าวยังกินมั่วๆ ได้ แต่คำพูดจะพูดมั่วๆ ไม่ได้นะ นายมองยังไงว่าฉันตามจีบหล่อน เห็นชัดๆ ว่าหล่อนต่างหากที่มาตามจีบฉัน” เฉียจื่อใบหน้าเคร่งขรึม ขุ่นเคืองพูดว่า “ทำไมพวกนายชอบมองคนด้วยสายตาแบบนี้นะ ฉันยอมรับว่าฉันเป็นผู้ชายทั้งหล่อ ทั้งรวย ถูกคนมากมายอิจฉา แต่นี่มันเป็นสมบัติทางสายเลือดที่สืบทอดกันมานานแล้ว นายเข้าใจไหม แต่ความหล่อและความรวยไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาเป็นเกณฑ์แบ่งชนชั้น พวกนายเป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายของฉัน ได้โปรดอย่ามาปลุกระดมเรื่องชนชั้นให้เป็นปัญหาเลยนะ”
เหยียนเฟิงหั่วฮั่วหัวเราะ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขายันตัวเองลุกขึ้นมานั่ง
เฉียเซวี๋ยจื่อเดินไปด้านหน้าหน้าต่าง ชี้ลงไปที่รถสปอร์ตคันหนึ่ง พูดว่า “ฉันเฉียเซวี๋ยจื่อพูดคำไหนคำนั้น นั่นเป็นรถสปอร์ตที่ฉันซื้อให้นาย”
เมื่อมองไปตามนิ้วของของเฉียจื่อ เหยียนเฟิงหั่วฮั่วก็เห็นรถสปอร์ตสีเทาคันหนึ่งจอดอยู่ด้วย สายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ
“บ้านนายมีเงินเท่าไรกัน”
“ถ้าเป็นเงินก็มีไม่ต่ำกว่าพันล้านได้ แต่ถ้านับรวมสินทรัพย์ที่มีอยู่ด้วยก็น่าจะประมาณพันล้านได้” เฉียเซวี๋ยจื่อหัวเราะไม่แยแส
“รวยขนาดนี้นายมาเป็นทหารทำไม” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วถลึงตามองเฉียเซวี๋ยจื่อ “หรือว่านายกำลังตามหาอิสระ?”
“ที่ฉันตามหาไม่ใช่อิสระ” เฉียเซวี๋ยจื่อสูดลมหายใจ สายตาเหงาหงอย พูดว่า “นายรู้ไหม ที่จริงของพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากได้เลย............”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ สมองของเหยียนเฟิงหั่วก็กลัดกลุ้ม บาดแผลพลันเจ็บแปรบขึ้นมา เขาอยากจะรู้เรื่องราวในใจของเฉียเซวี๋ยจื่อ
“ไม่ว่าสิ่งของอะไรฉันก็มีโอกาสได้เล่นมาหมดแล้ว รถ โบราณวัตถุ นาฬิกา ดารา....และอีกหลายอย่าง แต่ฉันก็ยังหาตัวเองไม่เจอ ฉันหลงทิศหลงทางไปหมด...” เฉียเซวี๋ยจื่อสูดลมหายใจ ก่อนจะค่อยๆ เล่าต่อไปเรื่อยๆ “ฉันรู้สึกมาตลอดว่าตัวเองขาดอะไรบางอย่างไป เป็นสิ่งที่ไม่ว่าจะเล่นอะไรก็ไม่สามารถที่จะมาทดแทนได้ ในขณะที่ฉันกำลังหลงทาง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเรียกมาจากที่ไกลแสนไกล มันทำสั่งให้ฉันได้พบแสงสว่าง ทำให้ชีวิตของฉันสั่นไหว โลกของฉันสว่างขึ้นมาก็เพราะมัน จิตใจของฉันเต็มไปด้วยความอิ่มเอิบก็เพราะมัน...มันก็คือกองทัพที่ปลดปล่อยประชาชนทุกคนในประเทศจีน ทำให้ฉันกลายเป็นทหารที่มีเกียรติ ฉันไม่ต้องหลงทางอีกแล้ว ในที่สุดฉันก็หาตัวเองเจอ ในที่สุดฉันก็รู้แล้วว่าสิ่งที่ฉันต้องการคืออะไร”
เหยียนเฟิงหั่วฮั่วอ้าปาก แต่ไม่รู้จะพูดอะไร
“ตอนเย็นฉันพานายไปร้องคาราโอเกะดีไหม” ความเศร้าหมองของเฉียเซวี๋ยจื่อหายไปแล้ว เขายักคิ้วหลิ่วตาและพูดว่า “ฉันเห็นนายก็รู้ว่าพวกเรามันเป็นคนประเภทเดียวกัน นายรู้ไหม ตั้งแต่ฉันได้รับการอบรมสั่งสอนจากพรรคและกองกำลัง ฉันก็บอกลาชีวิตเละเทะตั้งแต่นั้นมา ตอนนี้ฉันมีงานอดิเรกที่ยิ่งใหญ่ของฉันก็คือการพาสาวๆ ไปร้องเพลงที่คาราโอเกะ เพื่อเพลิดเพลินเสียงเพราะๆ ของพวกเธอไง ไอหยา~ มันสุดยอดจริงๆ!”
เหยียนเฟิงหั่วฮั่วอึ้งไปพักใหญ่ พ่นออกได้แค่คำหนึ่งออกมาว่า แม่ง!
“หึๆหึ..........” เฉียเซวี๋ยจื่อเลียริมฝีปาก เขาหัวเราะและเข้าไปกอดไหล่เหยียนเฟิงหั่วฮั่ว เขาพูดด้วยน้ำเสียงสนิทสนมว่า “ไปกับพี่เถอะน่า พวกเราเล่นอยู่ในกองกำลังจิ้งจอกโลหิตมาพอแล้ว เดี๋๊ยวฉันพานายไปเล่นไม้แดง จากนั้นก็ไปเล่นหยกที่พม่า พอเล่นหยกจนพอใจแล้วพวกเราค่อยไปเล่นเพชรที่แอฟริกา พอเล่นจนพอใจอีกแล้วพวกเราก็ไปเล่นปิโตรเลียมที่ตะวันออกกลาง ชีวิตคนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเล่นสนุกหรือไง ยังไม่นับเรื่องที่เราจะไปเล่นภาพยนตร์ด้วยกันอีกนะ ถ่ายทำบันทึกการเดินทางของพวกเราสองคนที่เมืองเหวินชิง พวกเราจะไปเมืองคานส์เพื่อรับรางวัลให้ หึๆหึ”
เหยียนเฟิงหั่วฮั่วไม่ได้สนใจเขา ถอดสายน้ำเกลือบนมือออกทิ้งไป ลุกออกจากเตียงแม้ยังเจ็บแผลอยู่ ขาทั้งสองข้างทรุดลงกับพื้น เขารู้สึกมึนหัวรุนแรง ถ้าไม่ใช่เพราะเฉียจื่อมือไวตาไวคว้าตัวเขาไว้ เขาคงจะหัวกระแทกพื้นไปแล้ว
“ฉันถามหน่อยเหยียนเฟิงหั่วฮั่ว นี่นายจะทำอะไร”
เขาส่ายหัว ขยับปากอยากจะพูด ก็ถูกเฉียเซวี๋ยจื่อขัดเสียก่อน
“อยากไปเหรอ” เฉียเซวี๋ยจื่อพูดอย่างไม่พอใจ “จะไปก็รีบไป ฉันยังมีนัดคุยเรื่องธุรกิจกับนางแบบอีกหลายคน”
เหยียนเฟิงหั่วฮั่วทนกับอาการมึนหัว เขาเดินโซเซออกไปด้านนอกของห้องผู้ป่วย
“เหยียนเฟิงหั่วฮั่ว” เฉียเซวี๋ยจื่อเรียกหาเหยียนเฟิงหั่วเสียงดัง “นายจะไปก็ได้ แต่การเดินกับวิธีการเดินมันไม่เหมือนกัน นายสามารถเดินไปแบบลูกผู้ชาย หรือจะเดินไปแบบคนขี้ขลาดก็ได้ ถ้าหากว่าชั่วชีวิตนี้ในใจของนายยังมองไม่เห็นตัวเอง นายจะไปตอนนี้เลยก็ได้ ถ้าหากนายอยากเดินอย่างลูกผู้ชาย นายก็ไสหัวกลับไปที่กองกำลังจิ้งจอกโลหิตซะ อาศัยขาทั้งสองข้างของนายเดินออกมาจากทะเลทรายนั่น”
เหยียนเฟิงหั่วฮั่วอ้าปากจะพูด แต่ก็โดนเฉียเซวี๋ยจื่อขัดอีกครั้ง
“ถ้าไม่ใช่พวกเราตามหานาย นายก็คงจะเป็นศพไปนานแล้ว ความภาคภูมิใจของนายทำให้นายเลือกที่จะเดินออกไป แต่สุดท้ายนายก็พ่ายแพ้หมดรูป ไม่ว่าจะใช้เหตุผลอะไรมาอ้างก็ปกปิดไม่ได้หรอกว่านายมันเป็นคนขี้แพ้จริงๆ นายจำได้ไหม ผู้ชายคนหนึ่งเพียงแค่เลือกที่จะกลับไปครั้งเดียว ก็สูญเสียศักดิ์ศรีลูกผู้ชายไปแล้วตลอดกาล สูญเสียความภาคภูมิใจทั้งหมด”
เหยียนเฟิงหั่วฮั่วเปิดประตูห้องผู้ป่วยเดินออกไป
“พี่พยาบาลครับ ช่วยทำอะไรให้ผมกินหน่อย ผมหิวจะตายอยู่แล้ว...ช่วยเอาสัตว์ร้ายออกไปจากห้องของผมด้วยนะครับ........”
เฉียเซวี๋ยจื่อชะงักอึ้งไปสักพัก หัวเราะพร้อมคำด่า “เจ้าสัตว์เลี้ยงนี่”
เหยียนเฟิงหั่วฮั่วอยากจะไป และก็รู้ว่าเฉียเซวี๋ยจื่อกำลังยั่วยุเขา แต่คำยั่วยุพวกนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับเขาอยู่แล้ว เขารู้ถึงความพ่ายแพ้ของตัวเองดีกว่าใคร ดังนั้นจึงอยากจะพิชิตทะเลทรายนั้นด้วยตัวเอง ไม่สิ สิ่งที่เขาต้องการที่จะพิชิตไม่ใช่ทะเลทราย แต่เป็นตัวเองต่างหาก
ไม่สนว่าเป็นอย่างไร เขาจะต้องกลับไปที่กองกำลังจิ้งจอกโลหิตอีกครั้ง จากนั้นเขาจะเดินออกมาจากทะเลทรายอย่างลูกผู้ชายด้วยขาทั้งสองข้างของเขา มาเป็นทหาร ทั้งหมดนี้ก็เพื่อค้นหาตัวตนของตัวเอง ชีวิตที่ได้ประสบพบเจอมาทำให้เขาเลือกที่จะหนี แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
นี่คือสนามรบ เป็นการต่อสู้เพื่อเกียรติยศ
เฉียเซวี๋ยจื่อกับเขาเป็นคนประเภทเดียวกัน พวกเขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความภาคภูมิใจ และหยิ่งในศักดิ์ศรี หลังจากที่เขาบอกเอาเรื่องราวของตนเองนั้นมาบอกกับเหยียนเฟิงหั่วฮั่ว เหยียนเฟิงหั่วฮั่วก็รู้ว่า แท้จริงแล้วตนเองนั้นสู้เฉียเซวี๋ยจื่อไม่ได้เลย
บ้านของเฉียเซวี๋ยจื่อรวยมาก เพราะความร่ำรวยของเขาทำให้คนอื่นเข้าถึงได้ยาก ดังนั้นตั้งแต่เด็กเขาก็ถูกเรียกว่าเด็กชายผู้หล่อเหลา ร่ำรวย หรือลูกเศรษฐี
การเกิดมาในครอบครัวนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถเลือกได้ เมื่อเขาเกิดมาก็มีทุกอย่างแล้ว
เขาสามารถใช้เงินทองได้แบบล้างผลาญ สามารถเปลี่ยนรถสปอร์ตได้ไม่ซ้ำคัน สามารถออกไปเที่ยวบาร์ทำตัวกร่างแค่ไหนก็ได้ และยังสามารถไปเป็นนายแบบหรือดาราได้สบาย แต่พวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ พ่อแม่ให้เขาได้แค่เงิน สิ่งอื่นก็ให้ไม่ได้แล้ว แม้กระทั่งความรักของพ่อกับแม่ยังใช้เงินทอง และวัตถุมาเป็นตัวแทน
เมื่อมีชีวิตแบบนี้เฉียเซวี๋ยจื่อไม่รู้จริงๆ ว่าแท้ที่จริงแล้วตนเองต้องการทำอะไรกันแน่ และไม่รู้ว่าความหมายจริงๆ ของชีวิตมันคืออะไร พื้นเพเขาเป็นลูกผู้ดีมีเงินสามารถนั่งกินนอนกินได้ทั้งวัน มองดูผิวเผินเหมือนจะมีอิสระเสรี แต่ในใจลึกๆ แล้ว มีแต่ความเหงา เขาไม่อยากทำตัวเป็นลูกผู้ดีมีเงิน เขาแค่อยากเป็นตัวของตัวเอง
คุณปู่ของเขาพลีชีพไปนานแล้ว สละชีพที่ไม่ใช่ตาย พลีชีพในสงครามเกาหลี ว่ากันว่าร่างกายครึ่งหนึ่งของคุณปู่ไม่มีร่องรอยของกระสุนเลย และในมือยังถือระเบิดมือเอาไว้อีก บนกระสุนปืนนั้นเต็มไปด้วยเลือดและชิ้นส่วนของสมอง ใต้ร่างกายมีร่างของทหารอเมริกันหนึ่งนายถูกทุบหัวนอนอยู่
ไม่มีใครรู้เลยว่าเฉียเซวี๋ยจื่อนั้นอยากเป็นเหมือนกับคุณปู่ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาถูกลักพาตัว เห็นทหารที่มาช่วยเหลือเขาถูกโจรเรียกค่าไถ่และโดนยิงล้มลงต่อหน้าต่อตา เขาร้องไห้ เพราะทหารนายนั้นมีอายุใกล้เคียงกับเขา
ในปีนั้นเอง เขาก็ตัดสินใจเลือกเข้ามาเป็นทหารในกองทัพ เพราะแบบนี้เขาเกือบตัดความสัมพันธ์กับพ่อแม่ ในที่สุดเขาก็รู้ว่าตนเองต้องการอะไร คนที่นี่นี่หัวเราะเยาะเขาที่เป็นลูกผู้ดี ก็สุดท้ายเข้ามาอยู่ในกองกำลังจิ้งจอกโลหิต ทำหน้าที่ปกป้องความปลอดภัยของประเทศชาติ มาเล่นกับในสงครามนองเลือด
เขาเป็นถึงทายาทรุ่นที่สองของตระกูลท ทั้งหล่อ รวย เป็นลูกหลานเศรษฐีมีเงิน แต่ก็ยังมาเป็นทหารที่ต้องสละชีพเพื่อปกป้องประเทศชาติ ในตอนแรกเขาก็ไม่ได้เป็นที่ยอมรับของคนอื่น เพียงเพราะว่าเขาเป็นคนมีฐานะร่ำรวยและเข้ากับคนอื่นไม่ได้
ดังนั้นเข้าจึงยอมเล่นกับชีวิตตัวเอง เขาใช้แผลเป็นของตัวเองทำให้คนอื่นยอมรับ และเคารพเขา จนถึงตอนนี้ในกระดูกหัวเข่าของเขายังคงมีเศษลูกกระสุนฝังอยู่ วันใดที่ฝนตกมืดครึ้มเขาก็จะเจ็บปวดและมีเหงื่อออก
“นายรู้สึกเสียใจไหม” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วถาม
“ไม่เสียใจ” เฉียเซวี๋ยจื่อคว้ากล้วยเข้าปากแล้วเลียไปเลียมา เขาพูดต่อแบบไม่ค่อยใส่ใจนัก “เล่นสนุก ยังไงซะโลกนี้ก็คือเรื่องสนุกสนานแหละนะ ส่วนเรื่องผู้หญิงนายอย่าเอาไปพูดนะ ฉันไม่อยากให้พวกพี่ๆ เขารู้สึกอิจฉาในทางที่ไม่ดี พวกเขาให้ฉันไปเป็นไอดอล โดยเฉพาะผู้หญิงพวกนั้น ยิ่งเวลาที่พวกเธอได้เห็นรอยแผลเป็นของฉันก็ชอบพากันตื่นเต้น”
“นายเลิกเลียกล้วยสักทีได้ไหม”
“อ่อ ฉันเคยชินไปหน่อย ฉันเห็นว่าผู้หญิงบางคนชอบทำแบบนี้ ฉันเลยนึกว่ากินแบบนี้จะยิ่งอร่อย”
“ไสหัวไปเลย!”
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะไสหัวไปเดี๋ยวนี้เลย ฉันมีนัดพอดี”
“ไม่ต้องมาบอกฉัน นี่เพื่อน เราไสหัวไปด้วยกันดีกว่า”
“……”