นักรบยอดจารชน: บทที่ 25 นิสัยของหมาป่า ตอนที่ 25
บทที่ 25 นิสัยของหมาป่าเท่านั้น
ท่ามกลางพายุหิมะที่บ้าคลั่งยังมีคนภาพความมหัสจรรย์คนไล่หนึ่งกำลังตามล่าหมาป่า ถ้าหากไม่เห็นด้วยตาตนเอง ใครจะไปเชื่อว่าหมาป่าทะเลทรายจะถูกมนุษย์ตามล่าจนต้องหนีเตลิดเปิดเปิงแบบนี้
แต่ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม เรื่องมหัศจรรย์นี้กำลังเกิดขึ้นจริง
เหยียนเฟิงหั่วฮั่วอยากมีชีวิต แต่เขายังมีชีวิตไม่พอ แม้ว่าวันนี้เขาจะถูกเฉี่ยเซวี๋ยจื่อตีจนได้รับบาดเจ็บหนัก แต่เขาก็ซ่อนความดุร้ายดื้นรั้นฝังไว้ในกระดูกเหมือนหน่ออ่อนของต้นไม้ที่เติมโตในฤดูใบไม้ผลิหลังพายุฝน ผ่านไปหลังจากความดุร้ายถูกจุดไฟขึ้น ก็ไม่มีอะไรสามารถดับมันได้ อีกนอกจากจะฆ่าเหยียนเฟิงหั่วฮั่วให้ตาย ไม่อย่างนั้นความดุร้ายนิสัยดื้อรั้นของเขาก็จะเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่แผ่กระจายออกไป
เขาก็เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ต้องการไฟและกองกำลังจิ้งจอกโลหิตก็เป็นเพียงที่เดียวที่สามารถจุดไฟให้ลุกโชนขึ้นมาได้
แต่ตอนนี้เขายังไม่สามารถควบคุมความดุร้ายดื้อรั้นและกระหายเลือดได้ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของภายใต้จิตสำนึก ใช้เพียงสัญชาตญาณและห้ามสูญเสียตัวตนไป
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือมนุษย์ที่จะมีพฤติกรรมในการควบคุมความคิดและมีรูปร่างแบบของมนุษย์ แต่หากเมื่อใดที่ปล่อยให้สัญชาตญาณมาควบคุมร่างกายได้ มนุษย์ก็จะกลับกลายเป็นไปมีพฤติกรรมราวกับสัตว์ดุร้ายป่า
“บรู๊ว......บรู๊ว..........” หมาป่าส่งเสียงหอน ดูเหมือนมันต้องการเรียกพวกของมันมาช่วยตน
คนปกติเมื่อได้ยินเสียงหอนของหมาป่าก็คงจะหวาดกลัวอย่างมาก การหอนแบบนี้เป็นการเรียกเพื่อนร่วมฝูงของพวกสัตว์ที่อยู่กันเป็นกลุ่ม แต่เหยียนเฟิงหั่วฮั่วที่ตามไล่ล่าหมาป่ามาก็ไม่ยอมหยุดไล่ล่าแม้แต่น้อย เสียงหอนนี้ที่เป็นเพียงการขอความเมตตา วิงวอนขอร้องอยู่ภายในหูของเขา แสดงถึงความกลัวและความอ่อนแอ เขาจะทำลายเนื้อหนังและสติของมันให้พังถึงที่สุดลงไป
หมาป่าเดินผ่านเนินทรายที่ปกคลุมไปด้วยหิมะโดยไม่มีร่องรอยของรอยเท้าหลงเหลืออยู่ เลยแต่รอยเลือดของมันที่หยดลงบนพื้นเป็นร่องรอยที่ไม่สามารถปกปิดได้
นี่เป็นหลุมทรายหลุมทรายจะเกิดขึ้นที่ถูกขุดบิรเวญเนินทรายที่ลมพัดผ่านมาไม่ถึง ด้านในหลุมทรายมีกลิ่นเหม็นเน่า อยู่ที่นี่คือรังของหมาป่า
ในหลุมทรายนี้แห้งมากๆ ให้ความรู้สึกที่อบอุ่น อีกด้วยเหยียนเฟิงหั่วฮั่วมุดศีรษะเข้าไปรู้สึกได้ถึงความอุ่นความสบายด้านใน เหมือนกับห้องอาบน้ำท่ามกลางลมฤดูใบไม้ผลิ แม้แต่กลิ่นเหม็นนี้ก็ไม่ได้ทำให้คนรู้สึกแย่ขนาดนั้นทำไหร่
ในหลุมทรายมีเสียงคำรามทุ้มต่ำเป็นการเตือนออกมา
เหยียนเฟิงหั่วฮั่วนั่งยองๆลง เขาถอดชุดสำหรับใช้ในการฝึกช่วงฤดูหนาวออก เขาใช้มือฉีกผ้าออกเป็นเส้นยาวๆเพื่อมาพันแขนข้างขวาที่ยังมีเลือดไหลออกมา จากนั้นก็พันรอบคางกับศีรษะเพื่อปิดรอยแผลที่ใบหน้า
จู่ๆ เขาก็รู้สึกปวดที่เอว จึงยื่นมือออกไปลูบดู เขาพบว่าผ้าฝ้ายที่เอวซ้ายของเขาถูกฉีกเจาะเป็นรู เอวของเขามีเลือดอยู่
“ไอ้พวกสัตว์เดรัจฉาน” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วเลียริมฝีปาก เขาใช้ผ้าที่ฉีกออกมาพันไว้ที่เอวเพื่อปกปิดบาดแผลเอาไว้
เขาไม่ได้ยินเสียงคำรามของหมาป่าแล้ว คอของมันถูกกัดจนเป็นแผลใหญ่ เลือดที่ไหลออกมาพากำลังและอุณหภูมิร่างกายของมันไปจนหมด เวลานี้มันคงนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของรัง
“หงิงๆหงิง......หงิงๆหงิง.......” เสียงเล็กๆ ดังออกมา ด้านในมีลูกหมาป่าอยู่
เสียงจุดไฟแช็กดังขึ้น มาเปลวไฟทำให้มองเห็นด้านในของหลุมทราย
ด้านในสุดของหลุมทรายมีหมาป่านอนหมดสภาพไม่ไหวติง ขนบนร่างกายถูกเลือดของตัวเองมันเองอาบย้อมจนเป็นสีแดง มันตายแล้ว มันดิ้นรนใช้แรงที่พอมีอยู่พาลูกหมาป่าที่ยังไม่ลืมตาดิ้นรนปีนออกมาจากใต้ร่างหมาป่านั้นเพื่อให้ลูกของมันได้ดูดนมจากเต้านม
ลูกหมาป่าอีกตัวหนึ่ง ส่งเสียงครางออกมา แต่กำลังของมันยังห่างไกลจากพี่น้องของมันมากนัก ทำยังไงก็มุดออกมาได้
นี่เป็นแม่หมาป่า เป็นแม่หมาป่าของลูกหมาป่าสัตว์ตัวน้อยๆ
ตอนที่มันกำลังจะตาย มันใช้ร่างกายของมันบังลูกเอาไว้ คิดจะใช้วิธีนี้เพื่อปกป้องลูกของตัวเอง ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีประโยชน์อะไร แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่บอกมันว่ามันจำเป็นต้องทำเช่นนี้เมื่อไหร่ก็ตามที่มีศัตรูสิ่งที่แข็งแกร่งกว่าจะเข้ามาคุกคามมันหรือคุกคามลูกของมัน
“หงิงๆหงิง.....หงิงๆหงิง.......” ลูกหมาป่าที่กำลังดูดนมอยู่อ้าปากส่งเสียงครางออกมา เบาๆก่อนจะใช้แรงที่มีงับเข้าไปเพื่อดูดนมอีกครั้ง
ตอนนี้เองที่เหยียนเฟิงหั่วฮั่วเพิ่งจะเข้าใจว่าทำไมแม่หมาป่าถึงได้ผอมมากขนาดนี้ นั้นส่วนหน้าท้องของมันแบนและซูบผอมมาก แน่นอนว่ามันคงไม่มีน้ำนมเหลืออยู่แล้ว ขนทั้งตัวของมันแหว่งไม่สม่ำเสมอ หลังผอมแห้งจนเห็นแนวกระดูก ได้ชัดเจน....
เมื่อเห็นเช่นนี้ เหยียนเฟิงหั่วฮั่วก็รู้แล้วว่าทำไมตนถึงสามารถสู้กับหมาป่าตัวนี้ได้ด้วยมือเปล่า เดิมทีมันคงหิวจนไม่สามารถเดินขยับตัวได้แล้ว ไม่มีกำลังแรงใดๆ ถ้าหากมันแข็งแรงกว่านี้สักหน่อยนิด ตัวเขาคงตายไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
ตัวเขาคงจะเป็นเหยื่อคนแรกในรอบครึ่งเดือน หรืออาจจะหนึ่งเดือนที่มันเจอ มันไม่มีทางเลือกมากนักจึงต้องมาโจมตีเขา โดยละทิ้งกฎการล่าเหยื่อทั้งหมด เพราะมันไม่มีเวลาแล้ว ถ้าหากมันไม่ออกล่าเหยื่อ สัตว์ตัวเองมันก็จะต้องหิวอดตาย
ถ้าหากเป็นตัวของมันเองก็จะไม่โจมตี มันจะค่อยๆ ทำลายกำลังของเหยื่อในการหลอกล่อมาเป็นอาหาร แต่เพราะมันจำเป็นต้องเลี้ยงลูกอีกสองตัว มันจึงต้องสู้เพื่อลูกทั้งสองตัวมีชีวิตรอด
ดังนั้นมันจึงไม่สามารถรอได้อีกต่อไป เพียงต้องเข้าไปต่อสู้กับอันตรายเท่านั้น มันอาจจะคิดแล้วว่าผลสุดท้ายการล่าเหยื่อของตนจะไม่สำเร็จ แต่มันไม่สามารถรอได้
เหม่อมองแม่หมาป่าที่ตายไปแล้ว ไฟแช็กในมือเหยียนเฟิงหั่วก็ร่วงลงบนพื้น ภายในหลุมทรายกลับมืดมิด
ลูกหมาป่าที่กำลังหิวโหยส่งเสียงร้องออกมาไม่หยุด ผสมปนเปไปกับเสียงร้องไห้ของเหยียนเฟิงหั่วฮั่ว
เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองจะต้องร้องไห้ แต่เขาไม่สามารถกลั้นน้ำตาที่ไหลออกมาได้ เขาคิดถึงพ่อแม่ที่รักเขาและคิดถึงคนที่ให้กำเนิดเขา แม่แท้ๆ ที่เขาไม่เคยได้พบหน้า.....
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไรหร่แล้ว เหยียนเฟิงหั่วฮั่วรู้สึกได้ว่ามีก้อนอะไรบางสักอย่างที่มีขนกำลังปีนขึ้นมาบนขาของเขา นั่นก็คือลูกหมาป่าที่ยังไม่ลืมตานั่นเอง พวกมันอาศัยกลิ่นในการหาตัวเหยียนเฟิงหั่วฮั่ว มันรู้สึกถึงกลิ่นของแม่บนตัวของเหยียนเฟิงหั่ว
เขาจุดไฟแช็กขึ้นมาอีกครั้ง ภายในหลุมทรายก็สว่างขึ้นอีกครั้ง มาเหยียนเฟิงหั่วฮั่วลากศพแม่หมาป่าขึ้นมาจากหลุมทรายเพื่อเอาออกมาฝัง
หมาป่าตัวนี้สมควรที่จะได้รับการให้เกียรติและความเคารพมันเป็นแม่ที่สมบูรณ์ืแบบที่สุด
หลังจากฝังแม่หมาป่าแล้ว เหยียนเฟิงหั่วฮั่วก็พาตัวเองมุดลงไปในหลุมทรายอีกครั้ง เขาโอบอุ้มลูกหมาป่าทั้งสองตัวนั่งบนพื้น ก่อนจะเผลอหลับไป......
เนินทรายที่ทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุดก็ยังไม่สวยงามเท่าภูเขาหวงซานและภูเขาหวาซานที่สูงชัน แต่มันกลับก็กว้างใหญ่ราบเรียบต่างจากภูเขาอื่นๆ ทะเลทรายที่ปกคลุมด้วยหิมะเผยให้เห็นความงามที่สะกดสายตาของผู้คน ท้องฟ้ายังคงเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะ ที่ทั้งเล็กและทั้งอบอุ่น ตกลงมาไม่สิ้นสุด
หิมะสีขาว ท้องฟ้าสีขาว ลมสีขาว ที่เริ่มพัดแรงขึ้น ดวงตาไม่สามารถที่จะมองเห็นอะไรได้ ดวงตาของเขาจึงมองเห็นทุกสิ่งอย่างเป็นสีขาวไปหมด
บทกลอนอันบริสุทธิ์และความไร้เดียงสา
จุดสีดำท่ามกลางพื้นสีขาวโพลนแสนห่างไกล สุนัขทหารจำนวนหนึ่งกำลังวิ่งสุดฝีเท้า พร้อมเจ้าหน้าที่กองกำลังจิ้งจอกโลหิตที่ตามมาด้านหลัง เจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่มีเวลามาเดินเล่นชมวิวในทะเลยทรายที่ปกคลุมไปด้วยหิมะแห่งนี้ ดวงตาของพวกเขาเผยความกังวลอยู่ลึกๆ กำลังตามทิศทางการวิ่งของสุนัขทหาร
“โก่วตั้้าน มั่นใจมีหัญหาอะไรไหม?” ไฉฉายจื่อเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามโก่วตั้นต้านผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกสุนัขขนักทหาร
“ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร” โก่วตั้นต้านตองพูดกับไฉฉายจื่อด้วยความมั่นใจ “ถึงแม้ว่าตอนค่ำเมื่อคืนจะมีพายุหิมะ แต่กลิ่นที่อยู่ในอากาศไม่สามารถซ่อนเร้นได้ เพราะฉะนั้นต้องหาเจอแน่”
“นายเคยเจอพายุหิมะลูกใหญ่ขนาดนี้ไหม” ไฉฉายจื่อปัดมองหิมะที่ตกลงบนขนคิ้ว เขาถามออกมาอย่างจริงจัง “หิมะมีความลึกประมาณห้าสิบเซนติเมตร สุนัขทหารไม่อาจปรับตัวได้ในสภาพแวดล้อมแบบนี้”
โก่วตั้นต้านเลิกคิ้วขึ้น ในสถานการณ์แบบนี้ก็น่ากังวลมากจริงๆ ถึงแม้ว่าเขาจะเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อแต่เขาก็ยังไม่รู้ว่าภายใต้หิมะลึกลงไปครึ่งเมตรจะสามารถค้นหาพบหรือไม่ เมื่อไหร่เรื่องนี่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนคนหนึ่ง ชีวิตของพี่น้องกองกำลังจิ้งจอกโลหิต
“ได้สิ” โก่วตั้นต้านกัดฟันและพยักหน้าอย่างแรง
ไฉฉายจื่อหายใจเข้าลึกๆ ถอดถุงเขาใช้มือของเขาออกแรงถูไปที่ใบหน้าที่แข็งเพราะความหนาว ก่อนจะเริ่มลงมือค้นหาต่อไป
ไม่มีร่องรอยของพายุทะเลทรายแล้ว พวกเขาใช้เวลาทั้งคืนตามหาตัวเหยียนเฟิงหั่วฮั่วท่ามกลางลมหิมะ ฟ้าเพิ่งจะสว่าง เฮลิคอปเตอร์ทั้งหมดออกค้นหาบริเวณรอบ แต่ก็ยังไม่สามารถหาเป้าหมายพบได้
คนของกองกำลังแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มเพื่อกระจายกำลังค้นหา แต่ละกลุ่มมีจะพาสุนัขทหารไปด้วยสองตัว พวกเขาฝากความหวังทั้งหมดเอาไว้กับสุนัขทหาร พวกนี้ถ้าหากว่าตอนกลางวันยังตามหาไม่พบ เหยียนเฟิงหั่วฮั่วอาจจะกลายเป็นศพไปแล้วก็ได้
ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยง แล้วท้องฟ้าปลอดโปร่งขึ้นมากหลังจากที่พายุหิมะผ่านไป หิมะสีขาวกระทบกับแสงอาทิตย์ ทั้งท้องฟ้าและพื้นดินเผยมีแต่แสงสีขาวแสบตา
พวกทหารที่พากันตามหากันไม่ได้หลับไม่ได้นอนจนดวงตาทั้งสองข้างมีน้ำตาไหลออกมา ถึงแม้ว่าจะสวมแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันแสงจากหิมะได้ก็ไม่ช่วยอะไรมากนัก เวลานี้ทำให้ดวงตาของพวกเขาล้าไปหมดแล้ว เพราะต้องเผชิญกับพื้นสีขาวตรงหน้า
ลั่วกุยถอดแว่นกันแดดออกและขยี้ตาทั้งสองข้างอย่างแรง จากนั้นก็เพ่งสายตาไปยังเพื่อนร่วมกองทัพของเขา ก่อนจะทำการค้นหาต่อไป วิธีการนี้ช่วยบรรเทาอาการเมื่อยล้าของดวงตาได้มาก
ไกลออกไปมีสุนัขทหารตัวหนึ่งขุดพื้นหิมะลงไปไม่หยุด ก่อนจะเห่าเรียกออกมา มันเห่าและมองไปลงไปที่ที่หิมะ ลั่วกุยจึงรีบมาดูก็สะดุดตาเข้ากับแผ่นสีแดง
“เจอเบาะแสแล้ว” ลั่วกุยตะโกนยเสียงดัง เขาสาวเท้าเข้าไป
ไฉฉายจื่อและโก่วตั้นต้านที่ได้ยินว่ามีเสียงการความเคลื่อนไหวก็ตรงวิ่งตรงไปหาสุนัขทหารตัวนั้น ก่อนจะช่วยมันขุดพื้นหิมะให้เปิดออก จนกระทั่งเผยให้เห็นสีแดงอยู่ด้านล่าง
“เลือด” ลั่วกุยคว้าก้อนหิมะสีแดงเข้าปาก พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เลือดคน มีเลือดหมาป่าด้วย”
ทหารคนอื่นพากันวิ่งเข้ามา เอาพลั่วออกมาตักหิมะออก จนกระทั่งเจอหนังขนและผ้าฝ้ายขนสัตว์ที่เต็มไปด้วยเลือด
หนังและขนถูกฉีกระชากออก มาส่วนผ้าฝ้ายก็ถูกฉีกกระฉากออกมาไม่ต่างกัน หลักฐานพวกนี้เพียงพอที่จะสรุปได้ชัดเจนแล้วว่า เกิดการต่อสู้กันขึ้นที่นี่ การต่อสู้ระหว่างคนกับหมาป่า
“ตามรอยเลือดต่อไป” ไฉฉายจื่อดวงตาแดงก่ำ ตะโกนออกมาเสียงดัง
นี่เป็นร่องรอยการต่อสู้ของเหยียนเฟิงหั่วฮั่วกับหมาป่าที่เหลือเอาไว้ เขาเป็นแค่คนธรรมดา มีเพียงแค่มือเปล่าจะสามารถต่อสู้กับหมาป่าที่กำลังหิวโหยท่ามกลางอากาศหนาวเย็นแบบนี้ได้อย่างไร
รอยเลือดที่อยู่บนผ้าฝ้ายังคงมีให้เห็นไปอีกทางทิศเหนือ บนหิมะสามารถเห็นรอยเท้าของเหยียนเฟิงหั่วฮั่ว นี่เป็นหลักฐานว่าเหยียนเฟิงหั่วยังไม่ตาย เมื่อวานเข้าสู้กับหมาป่าที่ดุร้ายแต่ก็ยังไม่ตาย มิหนำซ้ำยังมีแรงวิ่งหนีได้อีก
พวกเขาตามรอยเลือดไปสักซักพัก ใบหน้าของลั่วกุยเผยความประหลาดใจออกมา เขาคว้าหยิบหิมะสีแดงขึ้นมาเอาเข้าวางไว้ในปากจนละลาย พิจารณารสชาติของมัน
“นี่มันเลือดหมาป่า” ลั่วกุยวิ่งต่อไปข้างหน้าต่อไม่หยุด ตรวจสอบเลือดที่อยู่บนหิมะไม่หยุดเช่นกัน ใบหน้าที่ซีดขาวของเขาเริ่มประหลาดใจขึ้นเรื่อยๆ “ดูจากคราบเลือดรอบๆ แล้วรู้สึกว่าหมาป่าตัวนี้ได้ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหมือนจะมีเป็นเลือดที่ไหลออกมาจากหลอดเลือดแดง และยังมีเลือดคน อีกแต่ว่ามีอยู่น้อยมาก ดูจากรอยเลือดกับรอยเท้าแล้ว ดูเหมือนว่าเหยียนเฟิงหั่วฮั่วจะ....วิ่งไล่ตามหมาป่า”
“วิ่งไล่ตามหมาป่าเหรอ” โก่วตั้นต้านเบิกตากว้าง ก่อนจะเอ่ย “นายหมายความว่าเหยียนเฟิงหั่วฮั่วใช้ทำให้หมาป่าได้รับบาดเจ็บหนักด้วยมือเปล่า จากนั้นหมาป่าวิ่งหนี และเขาก็วิ่งตามมาด้านหลังงั้นเหรอ”
“ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะเป็นแบบนั้น” ลั่วกุยพยักหน้า
“นี่มันเป็นไปไม่ได้!” โก่วตั้นต้านเบิกตากว้างกว่าเดิม เขารู้ดีว่าหมาป่าทะเลทรายในฤดูหนาวนั้นมีความโหดเหี้ยมและดุร้ายขนาดไหน
เมื่อช่วงเวลาตลอดฤดูหนาวมาถึง เป็นเวลาที่ฝูงหมาป่าจะออกล่าได้ดีที่สุด พวกมันดำรงชีวิตอยู่ภายใต้แรงกดดัน ไม่ว่าพวกมันเห็นอะไรก็สามารถจู่โจมได้อย่างบ้าคลั่ง ต่อให้เป็นทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนขนาดไหน ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่สามารถที่จะต่อสู้กับหมาป่าด้วยมือเปล่าแล้วรอดชีวิตไปได้แน่นอน และยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะทำให้หมาป่าบาดเจ็บสาหัสจนต้องหนีไป
อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่สุนัขทหารตัวหนึ่ง เจอกับหมาป่าที่กำลังหิวโหยก็เลือกที่จะหาทางหนี คนบ้าที่ไหนจะพาตัวเองไปเจออันตรายแบบนั้น
ในใจของทุกคนอื่นๆนั้นรู้สึกประหลาดกับเหตุการณ์์นี้มาก แต่แรงกดดันภายในใจกลับก็ลดลงมากเช่นกัน พวกเขาอธิฐานของให้เหยียนเฟิงหั่วฮั่วยังมีชีวิตอยู่ รอยเท้าบนพื้นหิมะตอนนี้เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น คนที่วิ่งตามหมาป่าต้องเป็นเหยียนเฟิงหั่วฮัวอย่างไม่ต้องสงสัย พื้นรองเท้าที่มีรหัสว 5302 เป็นของเหยียนเฟิงหั่วฮั่วไม่ผิดแน่
“มัวแต่ตะลึงอะไรอยู่ได้ ไปหาสิ!” ไฉฉายจื่อใช้ขาเตะไปที่ก้นของโก่วตั้น ต้านก่อนจะพูดออกมาว่า “ปล่อยสุนัขออกไป ให้พวกมันไปตามหาเจ้าเด็กนั่น พวกเราก็ตามไปด้วย”
“โฮ่งๆโฮ่ง........โฮ่งๆโฮ่ง.........”
ปลอกคอที่อยู่บนคอของสุนัขทหารถูกปลดออก พวกมันวิ่งตรงไปยังเนินเขาที่อยู่ทางเหนือของทะเลทราย