นักรบยอดจารชน: บทที่ 13 ฐานที่มั่นของผู้ก่อการร้าย ตอนที่ 13
บทที่ 13 ฐานที่มั่นของกลุ่มก่อการร้าย
เหยียนเฟิงหั่วก้าวข้ามชายแดนออกมาไล่ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิว ใช้กำปั้นทุบใช้เท้าเตะไล่ให้พวกมันเดินไป หมาป่าทั้งสองเหมือนรู้ว่าเหยียนเฟิงหั่วจะไปทำอะไร หลังจากที่พวกมันก่อกวนเหยียนเฟิงหั่วอยู่นาน ในที่สุดก็เดินไปได้ไกล พวกมันส่งเสียงหอนออกมาจากลำคอ สุดท้ายก็หายไปท่ามกลางที่รกร้างเปล่าเปลี่ยว
“เป็นหมาป่าก็ไม่ควรทำตัวเหมือนหมาบ้าน หมาป่าก็มีความหยิ่งยโสของหมาป่า และต้องมีชีวิตแบบหมาป่า” เหยียนเฟิงหั่วมองหมาป่าสองตัวที่เดินหายลับตาไปไกล เขาพูดกับตัวเอง “ที่จริงโลกของพวกเราต่างก็เป็นโลกที่เต็มไปด้วยภัยคุกคามและความตาย เพียงแต่พวกแกมีความสุขกว่าฉันเยอะ สามารถมีชีวิตที่อิสระ...”
สาธารณรัฐคีร์กีซ เมืองซารีทัช
สาธารณรัฐคีร์กีซหรืออีกชื่อหนึ่งว่าประเทศคีร์กีซสถาน เป็นประเทศในกลุ่มเติร์กที่ไม่ติดทะเล ชื่อนี้มีความหมายว่า ‘คนเลี้ยงสัตว์ร่อนเร่ในทุ่งหญ้า’ และประกาศอิสรภาพในปี ค.ศ. 1991 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีน เมืองทางใต้ของซารีทัชเชื่อมต่อกับฝั่งตะวันออกของคาสือ จากที่นี่สามารถลักลอบเข้าชายแดนทางใต้ของจีนได้อย่างง่ายดาย
ซารีทัชอยู่ใกล้กับแม่น้ำเคียเซิ่งซู เป็นพื้นที่ป่าทางตอนใต้ของคีร์กีซสถาน ด้านทิศตะวันออกเป็นที่ราบสูงปามีร์ มีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ เมืองเล็กในเขาของซารีทัชมีการเลี้ยงสัตว์ที่เจริญ ตลอดจนการปลูกพืชพันธุ์ต่างๆ หลากหลาย เนื่องด้วยการพัฒนาค่อนข้างยากลำบาก ทำให้เมืองเล็กๆ บนเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยทรัพยากรมากมาย แต่กลับไม่ได้ร่ำรวยมากนัก
เมืองเล็กๆ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้มีภูเขาลูกใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นมายาวนาน ต้านความหนาวเย็นที่พัดมาจากทางทิศใต้ของที่ราบสูงปามีร์ คุ้มกันทำให้พืชของที่นี่เจริญงอกงาม คนในพื้นที่เรียกภูเขาลูกนี้ว่า “คูมารี” เป็นภูเขาที่ศักดิ์สิทธิ์มาก
ภูเขาคูมารีเป็นภูเขาที่คนในพื้นที่ให้ความเคารพ เหตุผลแรกเป็นเพราะตำนานของภูเขาลูกนี้ และเหตุผลที่สองภูเขาลูกนี้มีกลุ่มก่อการร้ายที่ไม่ใช่ของรัฐบาลอยู่ กลุ่มก่อการร้ายกับชาวบ้านในพื้นที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก พวกเขาคอยดูแลความปลอดภัยของชาวบ้าน และช่วยเฝ้าระวังแม้กระทั่งเรื่องฟาร์มปศุสัตว์ในฤดูแล้งให้กับชาวบ้านในท้องถิ่นอีกด้วย
เมื่อเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองกลุ่มก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้น แม้แต่หนุ่มสาวบางคนก็เลือกเข้าร่วมกลุ่มด้วยความเคารพและเลื่อมใส กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม
นี่เป็นฐานที่มั่นของขบวนการอิสลามแห่งเตอร์กิสถานตะวันออก พวกเขาทำงานหนักอยู่ที่นี่เป็นเวลากว่าสิบปี แต่ไม่ได้ใช้กำลังอาวุธมาคุกคามหรือทำร้ายแต่อย่างใด พวกเขาเลือกใช้กลยุทธ์ปลาพึ่งน้ำแทน ด้วยการใช้คนเป็นโล่มากกว่าการใช้คนเป็นศัตรู ตอนนี้ผลการดำเนินการก็แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์นี้มีความเป็นไปได้
เหยียนเฟิงหั่วใบหน้ายังคงมีแผลเป็นจากรอยมีดเหลืออยู่ ทำให้หน้าตาดูโหดเหี้ยม เขาเดินอยู่บนถนนในเมือง โดยไม่สนใจสายตาแปลกๆ ที่มองมาหาตน
หลังจากเดินวนไปหนึ่งรอบ เหยียนเฟิงหั่วก็ใช้เงินที่ลั่วกุยทิ้งไว้ให้ไปซื้อม้าหนึ่งตัว เขาขี่ม้าตรงไปที่เขาคูมารีอย่างรวดเร็ว
คนขายม้าให้กับเหยียนเฟิงหั่วรับเอาเงินไปก็รีบตรงเข้าไปที่บ้านหลังหนึ่งในตัวเมือง ครู่ต่อมา ก็มีเด็กหนุ่มร่างกายแข็งแรงกำย่ำเดินออกมา ตะโกนเสียงดังออกไปทางถนน กลุ่มคนสิบกว่าคนรวมตัวกันขึ้น แยกกันขึ้นรถจี๊ปแล้วขับตามไป
หลังจากเข้ามาในภูเขาคูมารีแล้ว เหยียนเฟิงหั่วก็พลิกตัวลงจากม้า เขาเดินอกผายไหล่ผึ่งไปตามทางบนเขา
ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมา กลุ่มก่อการร้ายหลายคนสวมชุดคลุม ใบหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ของชนกลุ่มชาติพันธุ์ ใช่ปืน AK จ่อมาที่ศีรษะของเขาและตะคอกออกมาเสียงดัง
อีกฝ่ายพูดภาษาเติร์ก เหยียนเฟิงหั่วเคยเรียนภาษานี้มาก่อน ถึงแม้ว่าจะไม่คล่องแคล่ว แต่ก็สามารถฟังเรื่องทั่วไปได้เข้าใจและสามารถพูดตอบออกมาได้
“หยุด นายเป็นคนที่ไหน คุกเข่าลงแล้วยกมือขึ้น!” เสียงตะคอกดังขึ้น กลุ่มก่อการร้ายหลายคนโอบล้อมเขาไว้ ยกปืนจ่อศีรษะเขา
กระบอกปืนของอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้เหยียนเฟิงหั่วหวาดกลัวเลย เขาเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเยือกเย็นเอ่ย “ฉันไม่คุกเข่าและก็ไม่ยกมือขึ้นด้วย พาฉันไปหาอาบู คามีร์”
เมื่อได้ยินเหยียนเฟิงหั่ว สายตาหลายคนในกลุ่มติดอาวุธปรากฏความโหดเหี้ยมขึ้น นิ้วมือของหนึ่งในนั้นกำลังเหนี่ยวไกปืน
รอยยิ้มหล่อเหลาปรากฏบนใบหน้าของเหยียนเฟิงหั่ว เขาก้มหัวลงไป เพื่อหลบปากกระบอกปืนที่จ่ออยู่ เขาเตะไปที่กลุ่มก่อการร้ายและหนีไป จากนั้นก็ฟาดข้อศอกไปที่คอของฝ่ายกลุ่มก่อการร้ายที่อยู่ด้านขวาเพื่อให้ล้มลง ก่อนจะหมุนตัวไปกระแทกคอของกลุ่มก่อการร้ายที่อยู่ด้านซ้าย
“ปัง!” กระสุนพุ่งตรงไปที่ปากกระบอกปืนอย่างเหนือความคาดหมาย ปากกระบอกปืนแตกออกเป็นรู
“แกเป็นใคร แกเป็นใครกัน!” กลุ่มก่อการร้ายคนหนึ่งถูกเขาบีบคออยู่ ตะโกนออกมาเสียงดังด้วยความหวาดกลัว
เหยียนเฟิงหั่วไม่ได้พูดอะไร เขาใช้เท้าเตะปืนที่อยู่บนพื้นไปกระแทกกับก้อนหิน ก่อนจะปล่อยมือจากกลุ่มก่อการร้าย และบอกเจตนาของตนกับอีกฝ่ายที่นั่งอยู่บนพื้น
ในสายตาของกลุ่มก่อการร้ายทั้งสี่คนแสดงออกถึงความหวาดกลัว พวกเขาไม่รู้ว่าชายท่าทางน่ากลัวที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นใคร แต่พวกเขารู้ว่าหากผู้ชายคนนี้คิดจะฆ่าพวกเขาก็คงทำได้โดยง่ายราวกับปัดฝุ่น
“ฉัน ต้องการพบอาบู คามีร์” เหยียนเฟิงหั่วมองไปที่คนหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อการร้าย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้ม
“ฉัน ฉันไม่รู้จัก!” กลุ่มผู้ก่อการร้ายส่ายศีรษะอย่างแรง
“ใช่ แกไม่รู้จัก อันนี้ฉันรู้” เหยียนเฟิงหั่วเลียริมฝีปากก่อนจะเอ่ย “ฉันรู้ว่าพวกนายคือขบวนการอิสลามแห่งเตอร์กิสถานตะวันออก[footnoteRef:1] องค์กรก่อการร้ายที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่นี่เป็นฐานที่มั่นสำคัญของพวกนายในเมืองคาสการ์ทางตอนใต้ของจีน อาบู คามีร์ เป็นหัวหน้ารุ่นที่สองของขบวนการอิสลามแห่งเตอร์กิสถานตะวันออก พวกนายเคยได้ยิน แต่ก็ยังไม่รู้จัก” [1: ขบวนการอิสลามแห่งเตอร์กิสถานตะวันออก (East Turkestan Islamic Movement : ETIM) เป็นคำกว้าง ๆ ที่ใช้เรียกกลุ่มที่เรียกร้องเอกราชในเขตปกครองซินเจียงในจีน ซึ่งเป็นดินแดนที่ขบวนการเหล่านี้เรียกว่า เตอร์กิสถานตะวันออก]
“แกเป็นใครกันแน่” กลุ่มผู้ก่อการร้ายถามอย่างตกใจ
“กองกำลังรบพิเศษของจีน” เหยียนเฟิงหั่วพูดยิ้มๆ
ใบหน้าของกลุ่มก่อการร้ายทั้งสี่คนเผยความเกลียดชังและความโกรธออกมา เกลียดจนอยากทำให้เหยียนเฟิงหั่วแหลกเป็นชิ้น ความเกลียดชังนี้ไม่มีสาเหตุใดๆ นอกจากพี่น้องของพวกเขาหลายคนต้องตายด้วยน้ำมือของกองกำลังพิเศษของจีน ดังนั้นถึงแม้จะรักษาชีวิตเอาไว้ไม่ได้ แต่ก็ยังแสดงความโกรธออกมาโดยไม่เกรงกลัว
ในเวลานี้เอง รถจี๊ปสองคันก็ตามมา กลุ่มก่อการร้ายขบวนการอิสลามแห่งเตอร์กิสถานตะวันออกหลายสิบคนกระโดดลงมาจากรถเพื่อคุมตัวเหยียนเฟิงหั่ว ในขณะเดียวกัน บนเขาก็มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายถือปืนรออยู่เช่นกัน
ชายคนหนึ่งมีหนวดเคราและจอนกับชายวัยกลางคนที่มีจมูกเหมือนเหยี่ยวเดินออกมามองเหยียนเฟิงหั่ว ในดวงตาของเขาแสดงลักษณะของคนที่มีสติปัญญา รู้สึกได้ว่าเป็นคนที่ได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดี แต่เพราะจมูกเหยี่ยวของเขาจึงทำให้ใบหน้าดูน่ากลัว
“แกเป็นใคร ทำไมถึงมาก่อกวนพวกเราถึงที่นี่” จมูกเหยี่ยวใช้ภาษาจีนกลางพูดกับเหยียนเฟิงหั่วอย่างคล่องแคล่ว
ดูก็รู้ว่าเขาเป็นผู้นำระดับสูงของคนพวกนี้ และเขามองออกว่าเหยียนเฟิงหั่วเป็นคนจีน
“ฉันจะพบอาบู คามีร์” เหยียนเฟิงหั่วทิ้งปืนไร้เฟิลลงบนพื้น เขาแบบมือออก มองจมูกเหยี่ยวพูดอย่างทะนงองอาจ “ฉันชื่อเหยียนเฟิงหั่ว”
จมูกเหยี่ยวมองลึกเข้าไปในตาของเหยียนเฟิงหั่ว เขาโบกมือเบาๆ สั่งให้คนพาเหยียนเฟิงหั่วขึ้นเขาไป
ผู้ก่อการร้ายหลายคนเอาผ้าสีดำมาคลุมศีรษะของเหยียนเฟิงหั่ว และนำเชือกออกมามัดมือของเขาไขว้ไว้ด้านหลัง ก่อนจะจับเขาขึ้นเขาไป
เดินวนไปวนมาบนเขาประมาณสองชั่วโมง กลุ่มก่อการร้ายก็หยุดฝีเท้าลง มีคนยื่นมืออกไปดึงผ้าสีดำที่ใช้คลุมศีรษะของเหยียนเฟิงหั่วออก
สิ่งที่สะท้อนตรงหน้าคือพื้นที่ว่างเปล่าในป่าไม้ที่ถูกมนุษย์ทำขึ้น ด้านเหนือของพื้นที่ว่างเปล่าเป็นค่ายที่ถูกสร้างขึ้นบนเขา
บนพื้นที่ว่างมีขนาดใหญ่พอๆ กับสนามฟุตบอล กลุ่มผู้ชายในชุดชนเผ่ากำลังนั่งซ้อมยิงเป้าอยู่บนพื้น อีกกลุ่มหนึ่งกำลังชี้จุดถังแก๊สเหลว ด้านข้างมีโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง แบตเตอรี่และของอื่นๆ วางอยู่ นี่เป็นวิธีสอนทำ***โดยใช้ถังแก๊สเหลว
นอกจากผู้ชายแล้ว ยังมีผู้หญิงที่สวมหน้ากากด้วย ตรงหน้าของพวกผู้หญิงพวกนี้มีวัตถุระเบิดวางอยู่ กลุ่มก่อการร้ายชี้แนะกับผู้หญิงเหล่านี้ว่าจะผูกวัตถุระเบิดเหล่านี้เป็นชุดพกติดตัวได้อย่างไร และจะทำให้มันระเบิดได้อย่างไร
ที่นี่เป็นค่ายของกลุ่มก่อการร้ายซารีทัช ทุกปีมีผู้ก่อการร้ายจำนวนมากได้รับการฝึกอบรมจากที่นี่ และส่งไปทางใต้ของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ เพื่อให้แทรกซึมเข้าไปทางใต้ของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ในคนเหล่านี้มีชาวรัฐเซีย ชาวเติร์ก ชาวอุยกูร์ และยังมีชาวทิเบต กับชาวอุซเบกอีกด้วย
หลังจากที่คนเหล่านี้เจอกับจมูกเหยี่ยว ก็พากันทำความเคารพเขา จมูกเหยี่ยวก็ตอบรับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
สายตาของคนเหล่านี้มาหยุดอยู่ที่เหยียนเฟิงหั่ว แสดงออกถึงความหวาดระแวงอีกฝ่ายที่เป็นคนแปลกหน้า แต่ก็ยังทำงานของตัวเองไม่หยุด
กลุ่มก่อการร้ายสองคนพาเหยียนเฟิงหั่วไปทางที่ว่างด้านตะวันตกและผูกเขาไว้กับต้นไม้ จากนั้นก็ถามจมูกเหยี่ยวว่าควรทำอย่างไร จะให้ฆ่าหรือจะให้ทรมาน
ในระหว่างนี้ เหยียนเฟิงหั่วก็มองจมูกเหยี่ยว ในสายตาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนและไม่ยอมแพ้
“เอามันมาไว้ตรงนี้ก่อน” จมูกเหยี่ยวกวาดตามองเหยียนเฟิงหั่ว ก่อนออกสั่ง “ไม่ต้องให้มันดื่มน้ำ ให้มันกินแต่เนื้อแห้งไม่ใส่เกลือ”
พูดจบแล้ว จมูกเหยี่ยวก็เดินเข้าไปในถ้ำ
ผ่านไปหนึ่งวัน เหยียนเฟิงหั่วรู้สึกคอแห้งผากต้องการสูบบุหรี่ ผ่านไปสองวัน ลมหายใจที่เขาพ่นออกมาเหมือนก๊าซที่พร้อมจะลุกไหม้ สมองเบลอไปหมด แขนขาชาไร้ความรู้สึก ผ่านไปสามวัน ริมฝีปากเขาแตกและมีเลือดออก น้ำลายในปากไหลออกมา พลังกายของเขาหายไปเกือบหมด ใบหน้าของเขาเหมือนใบไม้แห้งกรอบ ไม่มีแรงแม้แต่จะก้มหน้าลง
รอจนถึงวันที่สี่ กลุ่มก่อการร้ายคนหนึ่งบีบคางแล้วเอาน้ำมากรอกปากเขา จากนั้นก็ทิ้งเขาไว้ที่นั่นต่อไป
ความทรมานจากการไม่ได้ดื่มน้ำสักหยดมาเป็นเวลาสามวัน แต่ต้องมาถูกบังคับให้กินเนื้อตากแห้งที่ไม่มีเกลือ
วันที่แปด เขาถูกจับกรอกน้ำอีกครั้ง ซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้ จนกระทั่งเขาถูกทรมานมาครึ่งเดือน
“บอกฉันมา นายมีจุดประสงค์อะไรถึงมาที่นี่” จมูกเหยี่ยวยืนอยู่ด้านหน้าของเหยียนเฟิงหั่ว
เหยียนเฟิงหั่วในตอนนี้ฟังเขาพูดได้ไม่ชัดเจนนัก ไม่ได้กินเกลือครึ่งเดือน และยิ่งร่างกายยังขาดน้ำไปมาก เขาถูกทรมานจนแทบจะไม่เป็นคนแล้ว
ดวงตาทั้งสองข้างลึกโบ๋ จากเมื่อก่อนดวงตาระยิบระยับเป็นประกายตอนนี้กลับมืดมิดที่สุด กลับกลายเป็นดวงตาขุ่นมัว พลังงานทั้งหมดสูญเสียไปจากร่างกาย ร่างกายที่ถูกมัดไว้ล้มลงมาโดยไม่อาจฝืน อีกครึ่งตัวถูกห้อยอยู่บนเสาเข็ม แรงจะขยับมือยังไม่มี
สมองของเขาเริ่มช้าลง ความคิดหยุดนิ่ง ในหัวของเขามีเพียงแค่คำเดียว คือ น้ำ
“ซ่า” เสียงน้ำสาดใส่เหยียนเฟิงหั่ว ทำให้เขาได้สติขึ้นมา หลังจากนั้นกลุ่มก่อการร้ายก็เสยคางเขาขึ้นมา ก่อนจะกรอกน้ำใส่ปากเขาครึ่งกา
“แค่ก แค่ก แค่ก….” อวัยวะภายในที่ขาดน้ำ เมื่อได้รับน้ำที่กรอกเข้ามาจำนวนมากก็ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน จนเกิดเสียงไอเบาๆ
“แก้มัด แล้วพาไปที่ห้องของฉัน” จมูกเหยี่ยวออกคำสั่ง
เมื่อได้ยินเสียงสั่งการ กลุ่มก่อการร้ายสองคนก็แก้มัดเชือกออกจากมือและเท้าของเหยียนเฟิงหั่ว ลากเขาที่มีสภาพเหมือนสุนัขที่ตายแล้วตัวหนึ่งไปที่ห้องของจมูกเหยี่ยว ก่อนจะทิ้งเขาลงที่พื้นอย่างรุนแรง
เหยียนเฟิงหั่วอยากจะลุกขึ้น แต่ร่างกายของเขาไม่มีแรงแม้แต่นิดเดียว ครึ่งเดือนที่เขาขาดน้ำและไม่ได้กินเกลือ ทำให้ร่างกายของเขาถูกทำลายอย่างถึงที่สุด