นักรบยอดจารชน: บทที่ 12 ฉันไม่ไว้ใจนาย ตอนที่ 12
ตอนที่ 12 ฉันไม่ไว้ใจนาย
หมาป่าที่กำลังหิวโหยทั้งสองตัวกระโจนเข้ามาในทุ่งหญ้าอย่างว่องไวราวกับสายฟ้า โผเข้าหาเหยียนเฟิงหั่วอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาสีเขียวของหมาป่าแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของมัน ปากใหญ่โตของมันมีกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง
“สวบ! สวบ!” ตอนที่หมาป่าขนาดเท่าลูกวัวสองตัวเข้ามาใกล้เหยียนเฟิงหั่วได้ประมาณห้าเมตร มันก็กระโจนใส่ร่างกายของเขาทันที จนกระทั่งเขาล้มลงที่พื้น
แต่สายตาของเหยียนเฟิงหั่วกลับไปไม่ปรากฏอาการหวาดกลัวใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย กลับเต็มไปด้วยความขบขัน เขายื่นมือซ้ายและมือขวาออกไปคว้าหมาป่าทั้งสองตัวเข้าสู่อ้อมแขน
หมาป่าทั้งสองตัวที่ถูกกอดไว้แลบลิ้นออกมาเลียแก้มของเหยียนเฟิงหั่ว ตัวมันสั่นตัวเบาๆ ร้องครางออกมาจากลำคอเบาๆ ในดวงตาสีเขียวปรากฏสายตาออดอ้อน พวกมันดูไม่เหมือนนักล่าที่กำลังมองเหยื่อแล้ว แต่เหมือนมันกำลังมองพ่อของมันอยู่
“เด็กๆ เลิกเสียงดังเอะอะได้แล้ว” เหยียนเฟิงหั่วยิ้ม นั่งโอบเจ้าหมาป่าทั้งสองอยู่บนพื้น ใช้มือสางขนที่คอของพวกมันเบาๆ
เจ้าหมาป่าทั้งสองปล่อยให้เหยียนเฟิงหั่วจับตัวของพวกมัน ตาของมันค่อยๆ หลี่ลงอย่างเพลิดเพลิน
เงาร่างผอมแห้งร่างหนึ่งเดินเข้ามา มองเหยียนเฟิงหั่วกับหมาป่าทั้งสองเงียบๆ
“ลั่วกุย นายยังไม่พอรึไง!” เหยียนเฟิงหั่วไม่ได้เงยหน้าขึ้นไป เงาร่างนั้นไม่รู้จริงๆ ว่านี่เป็นคำชมหรือคำติกันแน่
“ไม่มีทางเลือกนี่นา นายมันเจ้าเล่ห์เกินไป ฉันเลยต้องกลับไปพาเจ้าสองตัวนี้มา” ลั่วกุยพูดออกมาเบาๆ “ถ้ามีพวกมันสองตัว ไม่ว่านายจะหนีไปสุดขอบโลกฉันก็หานายเจอ”
เจ้าหมาป่าสองตัวนี้คือหมาป่าที่เหยียนเฟิงหั่วช่วยออกมาจากรังหมาป่าตอนที่เขาหนีออกมาจากกองทัพครั้งแรก แม่ของพวกมันถูกเขาฆ่าตาย หมาป่าสองตัวนั้นถูกเขาเอามาเลี้ยงตั้งแต่ยังไม่ลืมตา หลังจากที่พวกมันลืมตาขึ้นมาก็คิดว่าเหยียนเฟิงหั่วเป็นแม่ของพวกมัน อย่างแรกเป็นเพราะสัญชาตญาณของสัตว์เมื่อลืมตามาเห็นสิ่งมีชีวิตใดเป็นสิ่งแรกก็จะคิดว่าเป็นแม่ทันที และสองคือร่างกายของเหยียนเฟิงหั่วมีกลิ่นของหมาป่า
หมาป่าสองตัวนี้ถูกเลี้ยงและฝึกฝนมากับสุนัขทหาร แต่การรับกลิ่นของพวกมันไวกว่าสุนัขทหารมาก และพละกำลังความอดทนก็ยังแข็งแกร่งกว่าอีกด้วย ระดับความโหดร้ายก็มากกว่าสุนัขทหารหลายเท่า
ตอนอยู่ที่เฟิ่งชาน เหยียนเฟิงหั่วทำให้สุนัขสองตัวนั้นเชื่องได้ไม่ใช่เพราะเขามีกลิ่นของสุนัข แต่เพราะเขามีกลิ่นของหมาป่าต่างหาก ดังนั้นเมื่อสุนัขได้กลิ่นก็เกิดความกลัว
“เอาสิ เรามาตัดสินกันที่นี่เลยดีไหม ไม่ตายไม่หยุด” เหยียนเฟิงหั่วลุกขึ้นมา เขาลูบหัวต้าหนิวกับเอ้อร์หนิว จ้องลั่วกุยที่ยืนอยู่ด้านหน้า
“ดี!” ลั่วกุยพยักหน้า
ในตอนนี้เอง หมาป่าดุร้ายอย่างต้าหนิวและเอ้อร์หนิวกระโจนเข้าหาลั่วกุย ต้าหนิวล้อมข้างหน้าส่วนเอ้อร์หนิวล้อมด้านหลัง ทำให้เขาตกอยู่กลางวงล้อม ดวงตาสีเขียวมีกลิ่นอายความกระหายเลือดลอยออกมา
“ลั่วกุย นายพาหมาป่าสองตัวนี้มาตามหาฉันจนเจอได้นี่ไม่เลวเลยนะ แต่นายคงไม่ทันได้คิดใช่ไหมว่าใครเลี้ยงพวกมันมา” เหยียนเฟิงหั่วใบหน้ายิ้ม “พวกมันเป็นหมาป่าของฉัน เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ที่สุดของฉัน”
หลังจากพูดจบ เหยียนเฟิงหั่วก็หันกายวิ่งหนีไปทางช่องเขา
ลั่วกุยมองเหยียนเฟิงหั่วหลบหนีไปในความมืดด้วยแววตาสงบ เขาไม่กล้าแม้ขยับตัว เพราะหากเขาขยับตัวเพียงแค่นิดเดียว หมาป่าทั้งสองตัวนี้ต้องพุ่งเข้ามาหาเขาแน่นอน เพราะเขามีมีดก็ไม่ยากเกินที่จะรับมือกับหมาป่าสองตัวนี้ แต่เขาไม่อยากลงมือกับต้าหนิวและเอ้อร์หนิว พวกมันไม่ใช่สัตว์ดุร้าย แต่เป็นทั้งพี่น้องและสหายที่คอยช่วยเหลือทุกชีวิตในกองกำลังจิ้งจอกโลหิต
ในสถานการณ์เช่นนี้ ใบหูของหมาป่าทั้งสองตั้งตรงขึ้น ขนที่แผงคอแผ่ออก ลั่วกุยสัมผัสได้ถึงความแหลมคมจากฟันของพวกมัน พวกมันไม่ได้โจมตีเข้ามา เพียงแค่ขู่เท่านั้น ทำให้พวกมันรู้สึกว่าเขาคือคนที่คุ้นเคย แต่ก็เทียบไม่ได้กับเหยียนเฟิงหั่วที่เลี้ยงพวกมันมา
ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง เสียงผิวปากดังมาจากที่สูง เมื่อหมาป่าทั้งสองตัวได้ยินเสียงนั้นก็รีบหันกลับบึ่งไปทางช่องเขาอย่างเร็ว พริบตาเดียวก็ไม่เห็นแม้แต่เงา เป็นเหยียนเฟิงหั่วนั่นเองเรียกพวกมันไป
ท่ามกลางความมืดมิด แววตาของลั่วกุยไม่มีท่าทีจะยอมแพ้ เขายังคงตามเข้าไปในช่องเขา ไม่ใช่ว่าเขาคิดไม่ถึงว่าหมาป่าสองตัวที่พามาจะตามติดเหยียนเฟิงหั่วไป แต่ถ้าหากเขาไม่พาหมาป่าสองตัวนั้นออกมาตามหาเหยียนเฟิงหั่ว การไล่ตามก็จะยากขึ้นกว่านี้ เหยียนเฟิงหั่วไม่ใช่แค่ฉลาด แต่ยังเป็นคนที่เจ้าเล่ห์มากอีกด้วย ความคิดของตนไม่มีทางตามทันความคิดของฝ่ายตรงข้ามได้แน่นอน
เป็นเวลาสามวันเต็มๆ เหยียนเฟิงหั่วพาหมาป่าทั้งสองเดินมาถึงช่องเขาตังจิน พวกเขาข้ามทะเลสาบซูกาน จากนั้นมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ลั่วกุยยังคงตามหลังพวกเขามาตลอด โดยทิ้งระยะห่าง 1000 เมตร เขายังไม่มีวิธีที่จะโจมตีเหยียนเฟิงหั่ว เพราะถ้าโจมตีเขา จะต้องรับการโจมตีจากต้าหนิวและเอ้อร์หนิวด้วย
ทุกครั้งที่เหยียนเฟิงหั่วหยุดพักดื่มน้ำหรือกินข้าว หมาป่าทั้งสองตัวก็จะรีบวิ่งกลับไปหาลั่วกุยเพื่อขอของกินและน้ำดื่ม พอกินเสร็จมันก็จะพากันวิ่งหนีไป
เขาอาศัยเวลาที่หมาป่าสองตัววิ่งเล่นกันรีบตามเหยียนเฟินหั่วไป จะต้องสู้กับเขาอีกครั้งให้ได้ พอหมาป่าทั้งสองเริ่มวิ่งกลับมา เขาก็รีบถอยออกมา
ทั้งสองฝ่ายต่างก็ข้ามภูเขาฉีเหลียน เข้าสู่เทือกเขาคุนหลุน
บนเขานี้เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า เมื่อต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวได้เห็นทุ่งหน้ากว้างก็พากันวิ่งแล่นดีอกดีใจ พวกมันวิ่งตรงเข้าไปโดยไม่สนเสียงเรียกใดๆ ทั้งสิ้น หมาป่าควรจะต้องมีชีวิตรอดจากธรรมชาติที่โหดร้าย และก็ไม่ควรถูกขังอยู่ในกรงกับสุนัข
ที่นี่ใกล้กับชายแดนอาหรับ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุดหนึ่งวันจึงจะสามารถเดินข้ามฝั่งอัฟกานิสถานได้ ถึงเวลานั้นลั่วกุยก็จะไม่สามารถตามเขาได้อีกต่อไป ลั่วกุยไม่สามารถข้ามชายแดนได้ หรืออย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหนึ่งวัน แต่เท่านี้ก็เพียงพอที่จะสลัดลั่วกุยให้หลุดไปได้
“เหยียนเฟิงหั่ว ต่อให้นายเดินข้ามชายแดนไปฉันก็จะตามนายไป” ลั่วกุยมองความคิดของเหยียนเฟิงหั่วออก เขาเอ่ยออกมาแผ่วเบา “หากนายขัดขืนหรือทำอะไรฝ่าฝืนกฎระเบียบ ฉันก็จำเป็นต้องทำตามคำสั่ง”
“ไม่ต้องพูดมาก” เหยียนเฟิงหั่วก้าวเข้ามาหาลั่วกุยและส่ายหน้า “เรามาตัดสินกันตรงนี้เถอะ แม้นายได้รับคำสั่งมา แต่ฉันไม่ข้ามชายแดนไปไม่ได้ ถ้าเราไม่สามารถเจรจากันได้ก็มีแต่ต้องสู้กัน”
ขณะที่เจรจากัน เหยียนเฟิงหั่วก็ถอดเสื้อคลุมโยนไปด้านข้าง เขาค่อยๆ หมุนคอหมุนเอวจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นดัง
“นายยังมีลูกเล่นอะไรอีกใช่ไหม” ลั่วกุยถามด้วยความระแวงและสงสัย
“ฮ่าๆๆ” เหยียนเฟิงหั่วหัวเราะขึ้นมา ดวงตาเย้อหยิ่งและเหยียดหยาม เขาพูดเสียงดัง “ฉันไม่อยากลงมือฆ่านายบนเส้นทางนี้ ดังนั้นฉันถึงได้พยายามคิดหาทางหลบหนี ฉันไม่ได้กลัวนาย ฉันแค่ไม่อยากจะเห็นความเป็นความตายของนายเท่านั้น นายเป็นทหาร แต่ฉันเป็นนักโทษหลบหนี สถานะพวกเรามันต่างกัน นายทำตามคำสั่งโดยไม่ยอมแพ้ ฉันก็จะหนีโดยไม่ยอมแพ้เหมือนกัน ดังนั้น...”
ระหว่างการสนทนา ในดวงตาของเหยียนเฟิงหั่วฉายรังสีการต่อสู้ออกมา กระทืบขาขวาลงพื้นอย่างแรง จากนั้นโผตัวเข้าไปหาลั่วกุย การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วดุจสายฟ้า เขาลงมือรวดเร็วโดยไม่มีสัญญาณใดๆ เตือนล่วงหน้า ดุร้ายราวกับเสือ
เหยียนเฟิงหั่วพุ่งเข้ามาถูกลั่วกุยกระแทกด้วยมือขวา ในมืออีกข้างมีมีดสั้นถืออยู่ในระดับอก พุ่งเข้าหาเหยียนเฟิงหั่วอย่างรุนแรง
มีดพกแกว่งไปมาในอากาศ ส่งเสียงทะลุผ่านสายลม ความเย็นจากปลายมีดแผ่กระจายทำให้คนรู้สึกถึงกลิ่นอายของรังสีสังหาร
การต่อสู้ของทั้งสองเปลี่ยนเป็นการต่อสู้แบบจ้องเอาชีวิต ระดับการต่อสู้ของพวกเขานั้นยากเกินกว่าที่คุณจะจินตนาการได้
หากอีกฝ่ายจะหนี อีกฝ่ายจะรุกเข้าไป ก็ยากที่จะรู้แพ้ชนะ หากทั้งสองฝ่ายเลือกจะต่อสู้กัน ใครจะอยู่หรือตายนั้นเป็นเรื่องที่พูดยาก พวกเขาลงมือโดยไม่หยุดพัก ทั้งหมดเป็นเทคนิคในการฆ่าศัตรูทั้งสิ้น
“ฉึก…”
เสียงใบมีดกรีดลงบนกล้ามเนื้อ ร่างของทั้งสองไขว้สลับกัน เลือดไหลลงมาจากแก้มของเหยียนเฟิงหั่ว ใบหน้าหล่อเหลาของเขาปรากฏเป็นรอยแผลจากคมมีด เขาปล่อยให้เลือดไหลอาบครึ่งหนึ่งของใบหน้า เพื่อลิ้มรสชาติเลือดที่ไหลออกมา
ลั่วกุยถือมีดสั้นไว้ในมือทำให้เขาเข้าประชิดตัวได้ง่ายกว่า ทั้งสองต่อสู้กันระยะประชิด ฝีมือก่ำกึ่งกัน การใช้มีดพกเป็นอุปกรณ์ช่วยในการต่อสู้ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป
เมื่อพลิกตัวได้ เหยียนเฟิงหั่วแยกเขี้ยวออกมา การกระทำนี้ราวกับเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ป่า เวลาที่พวกมันเจออันตรายก็จะแสดงความดุร้ายและโหดเหี้ยมออกมาและเปลี่ยนไปเป็นสัตว์ร้ายบ้าคลั่ง
สายตาทั้งสองข้างของเขาปรากฏแววตาของสัตว์ป่าที่เลี้ยงไม่เชื่อง กลิ่นอายของความเป็นมนุษย์ลดน้อยลงเต็มที ดวงตาของเหยียนเฟิงหั่วถูกความบ้าระห่ำเยี่ยงสัตว์ป่าครอบงำ ตัวเขาในตอนนี้ราวกับหมาป่าตัวหนึ่งต้องต่อสู้แบบห่วงโซ่อาหาร ต่อสู้กับศัตรูและผู้คนที่เลือดเย็น
ลั่วกุยถือมีดอยู่ในมือเคร่งขรึม ในสายตาของเขาเหยียนเฟิงหั่วไม่ใช่คนแล้ว เขาเป็นเหมือนเสือดุร้าย เป็นเหมือนราชสีห์ และเป็นราชสีห์ที่ไม่มีเกราะป้องกัน
“อ๊าก…” เสียงคำรามราวกับหมาป่าดังออกมาจากปากของเหยียนเฟิงหั่ว เขาปล่อยหมัดทั้งสองใส่ลั่วกุยอีกครั้ง
ถ้าคุณสังเกตุการเคลื่อนไหวของเขาดีๆ จะพบว่าพฤติกรรมของเขานั้นก็คือท่าทีของสัตว์ป่า เขาเปลี่ยนเป็นสัตว์ป่าดุร้าย ร่างกายของเขาทุกส่วนเปลี่ยนเป็นอาวุธแหลมคม
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีเขี้ยวและกรงเล็บเหมือนสัตว์ป่า แต่เขาก็มีพละกำลังกายแข็งแกร่งและกำปั้นแข็งแรงราวกับเหล็กไหล เมื่อเวลาจำเป็น แม้แต่เล็บและฟันของเขาก็สามารถกลายเป็นอาวุธร้ายกาจได้ไม่ต่างจากสัตว์ป่า
ลั่วกุยพลิกมีดในมือไปมา ใบมีดเย็นสว่างวาบ
เขาเปลี่ยนมีดที่ถือไว้ข้างหน้า ไปถือไว้ข้างหลังแทน ร่างกายพัฒนาไปอย่างเต็มที่ แขนขวาถือมีดชี้ไปด้านหน้า ร่างบางปะทะสัตว์ป่าดุร้ายอย่างเหยียนเฟิงหั่ว ฝีเท้าของเขาเบามากจนทำให้เห็นเหมือนภาพมายาเบาและสงบ คุณจะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงรังสีการฆ่าของเขาได้เลย อีกทั้งการเคลื่อนไหวของเขายังเต็มไปด้วยความงดงามราวกับภาพที่มองดูแล้วให้ความรู้สึกถึงอิสระ
เมื่อสายตาของคุณตกอยู่ที่ปลายมีดที่กระทบกับแสง มองแล้วรู้สึกเย็นถึงขั้วหัวใจ เหมือนจะหายใจไม่ออกในเวลาอันรวดเร็ว กระดูกสันหลังเย็นยะเยือกไปหมด
ทั้งสองสิ่งเกินขีดจำกัด ทั้งสองสิ่งนั้นสวยงาม ไม่มีสิ่งใดจะเทียบได้กับความสง่างามของการปะทะเข่นฆ่ากันระหว่างบุรุษผู้แข็งแกร่ง
ในเวลานี้การปะทะกันของทั้งสองคนยังคงหยุดนิ่ง แต่การหยุดนิ่งเป็นเหมือนช่วงเวลาของการฟาดฟันสายฟ้าและเปลวเพลิงใส่กัน ความบ้าคลั่งจากการปะทะที่แผ่กระจายออกมาทำให้ผู้คนรู้สึกกลัวและหวาดระแวง การปะทะกันของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงเทคนิคการเข่นฆ่าที่แพรวพราว
ร่างกายของลั่วกุยขยับไปมา เขาโอบตัวของเหยียนเฟิงหั่ว เอามีดกรีดที่ร่างกายของเหยียนเฟิงหั่วอย่างไม่ปราณี กรีดแล้วก็กรีด รอยคมมีดเป็นเส้นๆ ตามร่างกายของเหยียนเฟิงหั่ว ไม่ว่าจะที่แขนทั้งสองข้าง หน้าอก หน้าท้อง ต้นขา หน้าแข้ง...
ไม่นานการปะทะกันของผู้แข็งแกร่งและผู้ที่อ่อนแอกว่าก็รู้ผลแพ้ชนะ หลังจากลั่วกุยใช้มีดแทงเข้าไปบริเวณหน้าท้องของเหยียนเฟิงหั่วอย่างโหดเหี้ยม ในสายตาที่ไม่แยแสของเขาแสดงให้เห็นถึงความดุร้ายราวกับงูพิษ
“นายแพ้แล้ว” ลั่วกุยพูดกับเหยียนเฟิงหั่วเบาๆ
แต่ในเวลานี้เองที่เหยียนเฟิงหั่วดูหมดกำลังใจ อยากพูดอะไรแต่ก็ไม่พูดออก เขาโจมตีโดยวิ่งเข้าไปกอดลั่วกุยไว้แน่น
“ฉึก…”
มีดสั้นแทงลึกเข้าไปในช่องท้องของเหยียนเฟิงหั่ว เลือดไหลซิบออกมาตามคมมีด เปื้อนเนื้อเปื้อนตัวจนร่ายกายของเขากลายเป็นสีแดง “ฮ่าๆๆ” หัวเราะด้วยความบ้าคลั่ง มือซ้ายบีบข้อมือซ้ายของลั่วกุยที่กำลังถือมีดอยู่ นิ้วหัวแม่โป้งมือขวา นิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงไปที่ข้อต่อที่สี่บริเวณกระดูกสันหลังของเขา
เขาใช้แรงกดนิ้วลงไปเบาๆ กระดูกสันหลังถูกแรงกดจนเกิดเสียงออกมา ใบหน้าลั่วกุยแสดงออกถึงความแปลกประหลาด จากนั้นเขาก็ยิ้มจางๆ ออกมา
ไม่ใช่เหยียนเฟิงที่แพ้ แต่เป็นเขาต่างหากที่แพ้...
“ไสหัวไป!” เหยียนเฟิงหั่วจ้องมองด้วยสายตาดุร้ายราวสัตว์ป่า ปล่อยมือออกจากกระดูกสันหลังของลั่วกุย ชกที่ใบหน้าของเขาอย่างแรง
ร่างกายผอมแห้งของลั่วกุยทรุดลงกับพื้น ใบหน้าเบี้ยว ปากและจมูกมีเลือดไหลออกมา
เหยียนเฟิงหั่วกัดฟันจนเลือดไหลใช้แรงทั้งหมดเดินไปข้างหน้า เดินไป...ก่อนจะล้มลงไปกองที่พื้น จมลงในกองเลือด...
ครึ่งเดือนต่อมา เหยียนเฟิงหั่วพาหมาป่าทั้งสองเดินไปถึงชายแดน เขายังคงมีรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าขาวซีด เขากระซิบข้างหูของลั่วกุยประโยคหนึ่ง “ถ้านายเอาชนะฉันไม่ได้ ฉันจะวางใจให้นายเดินข้างหน้าฉันได้ยังไง”