นักรบยอดจารชน: บทที่ 11 หลบหนีจากตาข่าย ตอนที่ 11

#11บทที่ 11 หลบหนีจากตาข่าย

บทที่ 11 หลบหนีจากตาข่าย

หลังจากเข้ามาตามทางตรง มองไม่เห็นปลายสายของถนน เหยียนเฟิงหั่วก็หันหัวรถกลับไปทิศทางตรงข้าม เขาดึงเส้นเหล็กออกมาจากกล่องอุปกรณ์ออกมาขึงไว้กับพวงมาลัย ด้านหลังใช้ชิ้นส่วนแผ่นเหล็กขรึงไว้กับคันเร่ง ใช้สองมือกุมหัวกระโดดลงจากรถที่กำลังขับด้วยความเร็วสูง

รถยังคงความเร็วเท่าเดิมพุ่งไปทางรถตำรวจที่วิ่งตามหลังมาด้วยความรวดเร็ว เหยียนเฟิงหั่วหดตัวกลิ้งไปบนถนนทางหลวงและตกลงไปบริเวณข้างทะเลทรายโกบี ศีรษะของเขากระแทกกับก้อนหินบนถนนช้ำ ทั่วทั้งร่างกายของเขาเป็นบาดแผล หัวเข่ากระแทกกับก้อนหินอย่างแรง จนเขาต้องเดินกะเผลกไปตามถนน

บนรถที่วิ่งด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีเพียงเหยียนเฟิงหั่วที่กล้าทำแบบนี้ ถึงแม้จะไม่ได้บาดเจ็บสาหัส แต่ตอนนี้ร่างกายก็ไม่ค่อยดีเท่าไร ความเฉื่อยชาที่เกิดขึ้นชั่วขณะช่วยเปิดสัญชาตญาณและขอบเขตการเคลื่อนไหวของมนุษย์ให้เกินขีดจำกัดขึ้นไปอีก คงมีแต่เหยียนเฟิงหั่วที่ยังควบคุมสติได้อยู่ แม้ว่าสมองจะได้รับบาดเจ็บแต่ก็ยังสามารถควบคุมร่างกายได้อยู่

หลังจากนวดเข่าขวาไปมา เหยียนเฟิงหั่วก็มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว

ในขณะนั้นเองรถที่ไร้คนขับได้พุ่งตรงไปที่รถของตำรวจสองคันที่ขับตามมา ตำรวจที่ไล่ตามมาเห็นว่ารถกำลังพุ่งเข้ามาโดยไม่ชะลอความเร็วเลย พวกเขาทั้งสองคันจึงไม่ลังเลที่จะแยกกันสกัดกั้น

เสียงรถสองคันปะทะกันดังขึ้น รถตำรวจที่เหยียนเฟิงหั่วทิ้งปะทะพลิกคว่ำไปข้างหน้าและตกลงสู้พื้นดินอย่างรุนแรง

เสียงเสียดสีของยางรถยนต์กับถนนดังแสบแก้วหู บนถนนเส้นหลักมีควันสีดำลอยขึ้น รถตำรวจสองคันที่อยู่ด้านหลังพยายามหลบให้พ้น เพราะเขาไม่สามารถหยุดรถที่วิ่งมาด้วยความเร็วขนาดนี้ได้

การเคลื่อนไหวของรถทั้งสองคันเปลี่ยนไปภายใต้แรงกดดันของการเคลื่อนที่ พวกเขาเบรคไม่อยู่ จนกระทั่งรถของพวกเขาพลิกคว่ำไป

“โครม โครม”

รถสามคันชนกันอย่างรุนแรง หน้าต่างของรถถูกชนจนแตกละเอียด แรงรถจากคนละทิศทางปะทะเข้าด้วยกัน สุดท้ายทำให้รถตำรวจหยุดลง

ถนนทั้งสายยุ่งเหยิงไปด้วยซากรถพังชำรุด คนเลือดไหลบาดเจ็บและเศษกระจกแตกละเอียด ทำให้ตำรวจที่ติดตามเหยียนเฟิงหั่วบาดเจ็บมาก

“ให้ฉันตาม! ตามไป!” ตำรวจนายหนึ่งที่มีเลือดออกตรงศีรษะตะโกนออกมา เขาหยิบวิทยุสื่อสารออกมาเรียกกำลังเสริม

เหยียนเฟิงหั่วหลบหนีเข้าไปในทะเลทรายโกบี เขาปรับเปลี่ยนเส้นทางเล็กน้อยเข้าไปในทะเลทราย ยิ่งเดินก็ยิ่งไกล ทะเลทรายโกบีที่กว้างใหญ่ช่วยกลบร่องรอยของเขา

หลังจากได้รับแจ้งตำรวจและกองกำลังตำรวจท้องที่จัดกองกำลังเพื่อติดตามไล่ล่า พวกเขาพาสุนัขทหารเข้ามาค้นหาในพื้นที่ด้วย เพื่อค้นหาตัวเหยียนเฟิงหั่วที่ทรยศชาติ

เวลาตีสอง เหยียนเฟิงหั่วเดินผ่านเข้าสู่ทะเลทรายโกบี ปีนขึ้นไปบนภูเขาทราย ล้มตัวลงนอนบนภูเขาทราย ทอดสายตาออกไปไกล

ที่ไกลๆ ปรากฏแสงดาวเคลื่อนไหวระยิบระยับ นั่นเป็นแสงไฟฉายของตำรวจที่กำลังไล่จับเขา แม้พวกเขาจะอยู่ไกลจากตนมาก แต่เหยียนเฟิงหั่วก็รู้ว่ายังไงก็ไม่ควรหยุดอยู่กับที่ อีกฝ่ายมีกำลังมาก แต่ตนไม่มีอะไรเลย ทำได้เพียงอาศัยผืนทะเลทรายแห่งนี้เท่านั้น

ถ้าเดาไม่ผิด ที่แห่งนี้คงเป็นผืนทะเลทรายขนาดเล็กซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองตุนหวง[footnoteRef:1] หากข้ามผ่านทะเลทรายผืนนี้ไปก็จะเป็นเขตปกครองตนเองชนชาติมองโกล ซู่เป่ย หรือชนชาติคาซัค ฮาซาเค่อ จากนั้นก้าวข้ามภูเขาตังจินเข้าสู่มณฑลชิงไห่ ผ่านชิงไห่เข้าสู่ซินเจียง และสุดท้ายเข้าสู่คีร์กีซสถาน[footnoteRef:2] [1: เมืองตุนหวง มณฑลกานซู่ อยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน ] [2: คีร์กีซสถาน เป็นประเทศในเอเชียกลาง]

นอนบนพื้นทรายสูดหายใจเข้าและออกไม่กี่ครั้ง เหยียนเฟิงหั่วก็เดินต่อทางไปทางตะวันตกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว

กองกำลังจิ้งจอกโลหิต เมืองซื่อฟาง

ไฉจื่อกับเลี่ยอิงกำลังยืนตัวตรงใช้หัวประคองกระถางดอกไม้อยู่ที่สนามฝึกอบรม ทั้งสองกลับมารายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงถูกจิ้งจอกเฒ่าว่ากล่าวชุดใหญ่ และโดนลงโทษอย่างเหมาะสม กลายเป็นภูมิทัศน์แปลกใหม่ของเมืองซื่อฟางไปเสีย

“ตอนนี้นายเชื่อแล้วหรือยัง” ไฉจื่อชายตามองเลี่ยอิ่งก่อนจะเอ่ยถาม

“เชื่ออะไร” เลี่ยอิ่งถามด้วยความสงสัย “เชื่อในความรักของนายเหรอ ฮ่าๆ”

“ฉันรู้ว่านายนี่เป็นพวกชอบเล่นมุกโง่ แต่ที่ฉันพูดคือตอนนี้นายเชื่อแล้วใช่ไหมว่าเหยียนเฟิงหั่วกำลังออกไปทำภารกิจ” ไฉจื่อกรอกสายตามองบน

“โอ้...” ลั่วกุยส่ายศีรษะและเลียริมฝีปาก “เชื่อหรือไม่เชื่อแล้วยังไง ตอนนี้ฉันแค่อยากดื่มเหล้า นายไม่ต้องพูดแล้ว ฉันคิดมาตลอดเลยว่าอาหารบนรถไฟนี่ไม่อร่อย แต่ว่าหมูน้ำแดงจานนั้นก็ใช้ได้เลยนะ อย่างน้อยคนในกองกำลังของพวกเราก็ทำรสชาติแบบนี้ออกมาไม่ได้ ฮ่าๆ...”

“ไปให้พ้น” ไฉจื่อต่อว่า ในสายตาเต็มไปด้วยความกังวลใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “นายคิดว่าเหยียนเฟิงหั่วคนเดียวจะทำได้เหรอ”

“ลั่วกุย เจ้าเด็กคนนั้นก็พอไหวอยู่นะ” เลี่ยอิ่งพูดฮึมฮัม ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้น เขามองเห็นเจ้าเด็กลั่วกุยคนนั้นวิ่งมาขึ้นรถของกองออกไป

“เจ้าเด็กนี่เอาเรื่องจริงๆ นะเนี่ย………” ไฉจื่อถอนหายใจอย่างจนใจ

โดยปกติแล้วไฉจื่อกับเลี่ยอิ่งจะถูกลงโทษที่ประมาทในหน้าที่ของตนเองด้วยการให้ประคองกระถางดอกไม้บนหัวหนึ่งวัน เรื่องจึงจะจบ นอกจากเสียจากว่าจิ้งจอกเฒ่าจะไม่อยากลงโทษ ไฉจื่อไม่ใช่คนโง่ เลี่ยอิ่งก็ยิ่งหัวแหลม แล้วทั้งสองคนจะไม่รู้ได้อย่างไร

มีเพียงลั่วกุยที่มองและกัดฟันแน่นไม่ยอมปล่อย เขาไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าเด็กคนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้นด้วย? เฟิงหั่วเป็นคนที่เขายังไม่เข้าใจมากพอ เขาทรยศประเทศชาติ ฆ่าหัวหน้าระดับสูง แต่ไม่สามารถฆ่าถังจิ้งจงได้ นั่นอาจจะเป็นเพราะเขาคือพ่อตา หรือไม่สมองของเจ้านั่นก็คงจะพังไปแล้ว

ลั่วกุยคิดเอาไว้แล้วว่าใครก็ไม่สามารถขัดขวางเขาได้ และเขาจะเป็นคนจับเหยียนเฟิงหั่วเอง ไม่ว่าจะจับได้หรือไม่ก็ตาม หากจับมาไม่ได้เขาก็จะจัดการเก็บเหยียนเฟิงหั่วซะ แผนการของเขาก็ไม่มีตรงไหนที่ผิด การปฏิบัติการเป็นหน้าที่ของทหาร การปกป้องรักษาเป็นหน้าที่ของกฎหมาย นี่เป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบ

ที่จุดสิ้นสุดของทะเลทราย เหยียนเฟิงหั่วคุกเข่าลงบนพื้นทรายอย่างแรง เขายื่นมือทั้งสองข้างชูขึ้นฟ้า “ในที่สุด…ในที่สุดก็หนีออกมาได้แล้ว...อา ท้องฟ้านั่น.......”

เขาเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนโดยไม่แม้แต่จะหยุดพัก ในที่สุดเหยียนเฟิงหั่วก็ข้ามผ่านทะเลทรายมาได้ ตรงหน้าเขาตอนนี้คือผืนป่าหูหยาง ผ่านผืนป่าหูหยางไปก็จะเป็นทางทอดยาวสู่ทะเลทรายโกบี เขายังมองเห็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่ไกลออกไป

เมืองแห่งนี้ก็คือที่พักสำหรับกักตุนเสบียงของเขา กำลังกายของเหยียนเฟิงหั่วหายไปหมดแล้ว ริมฝีปากแห้งผากราวกับผิวที่ตายไปแล้ว ใบหน้าคมคายเป็นสันของเขาเต็มไปด้วยดินทราย เบ้าตาก็อยู่ในสภาพไม่น่ามองนัก บริเวณตาขาวมีเส้นเลือดออกมาให้เห็น ทั้งตัวของเขาดูอ่อนแอมากทีเดียว

ความหิวโหยยังไม่ใช่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญที่สุด แต่ความกระหายน้ำทำให้เขาอ่อนล้าหมดแรง ตอนที่อยู่ในทะเลทราย ร่างกายของคนจะต้องการน้ำมากกว่าการอยู่ในพื้นที่ทั่วไป นี่เป็นเพราะจำนวนโมเลกุลของน้ำในอากาศที่มีปริมาณน้อยมาก อากาศในทะเลทรายนั้นไม่เพียงแต่ไม่ให้ความชุ่มชื่นแก่ร่างกาย แต่ยังเอาน้ำปริมาณมหาศาลออกไปจากร่างกายด้วย

การเดินทางในทะเลทรายทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ได้ดื่มน้ำเลย ยิ่งทำให้ร่างกายของเหยียนเฟิงหั่วรับไม่ไหว ถึงแม้ว่าฐานทัพของเขาจะตั้งอยู่ในทะเลทรายเหมือนกัน แต่เขาก็ไม่ใช่อูฐนี่นา

หลังจากรับลมแล้ว เหยียนเฟิงหั่วก็ออกแรงใช้มือตบแก้มตนเอง ก่อนจะเดินข้ามป่าหูหยางและทะเลทรายโกบีมุ่งหน้าเข้าไปในเมืองแห่งนั้น

เมืองมีขนาดเล็กมาก ประเมินดูแล้วถ้าเดินวนหนึ่งรอบเมืองน่าจะห้ากิโลเมตรเท่านั้น เมื่อเดินเข้าไปในเมืองก็เห็นป้ายที่แขวนเอาไว้ด้านบน “ชนเผ่าคาซัคฮาซาเค่อยินดีต้อนรับ” หลังจากเหยียนเฟิงหั่วข้ามทะเลทรายมาก็เดินเข้าไปในเขตปกครองตนเองชนเผ่าคาซัค ฮาซาเค่อ

“น้ำ น้ำ น้ำ” เหยียนเฟิงหั่วเดินอยู่บนถนนมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองอย่างคนบ้า เขาเดินเข้าไปในร้านตัดผม มุ่งไปเปิดก็อกน้ำกรอกน้ำใส่ปากตนเอง

น้ำสะอาดไหลผ่านลำคอที่ร้อนและแห้งผาก ค่อยๆ ไหลลงไปในกระเพาะอย่างช้าๆ ช่วยหล่อเลี้ยงท้องแห้งๆ ของเขา

“เอ่อ.......” เมื่อได้ดื่มน้ำสะอาดเข้าไปแล้ว เหยียนเฟิงหั่วก็ส่งเสียงเรอออกมาด้วยความสบาย เขาเอนตัวลงนอนบนพื้นกระเบื้องของร้านตัดผมและหลับตาลงอย่างสบาย

เจ้าของร้านตัดผมกับช่างตัดผมตกใจกลัวเหยียนเฟิงหั่วที่เหมือนคนสติไม่ดี ปฏิกิริยาแรกของพวกเขาคือวิ่งหนีออกไป เมืองนี้เล็กมาก เล็กจนไม่สามารถเล็กไปกว่านี้ได้แล้ว ดังนั้นเพียงแค่ร้องตะโกน ไม่จำเป็นต้องมีสัญญาณเตือนภัยก็สามารถเรียกตำรวจทหารที่นั้นได้เลย

“อย่าเพิ่งไป ผมมาตัดผม ผมไม่ใช่คนร้าย” เหยียนเฟิงหั่วที่นอนอยู่บนพื้นยันตัวลุกขึ้นมา ส่งรอยยิ้มหล่อเหลาให้เจ้าของร้าน

บางทีนี่อาจจะเป็นข้อดีจากรูปลักษณ์ภายนอกของเขา หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะคนที่นี่ซื่อสัตย์และเรียบง่าย คนทั้งสองที่ได้ยินเหยียนเฟิงหั่วบอกว่าตนไม่ใช่คนร้ายก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก สังเกตเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ผมเป็นคนปักกิ่งมาเที่ยวที่ตุนหวง ผมถูกปล้น พอตื่นมาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ในทะเลทราย ผมเดินมาหนึ่งวันหนึ่งคืน เกือบจะตายเพราะขาดน้ำแล้ว ผมก็เลยมีสภาพแบบนี้” เหยียนเฟิงหั่วพูดต่อด้วยใบหน้าจริงใจ “ขอโทษนะครับ เมื่อสักครู่ผมทำให้พวกคุณต้องตกใจต้องขอโทษจริงๆ ใช่แล้ว ผมชื่อหั่วต้าหนิว บ้านอยู่ปักกิ่ง ไม่ใช่คนไม่ดีจริงๆ นะครับ”

ด้วยคำพูดที่จริงใจนี้ ยิ่งทำให้เหยียนเฟิงหั่วดูไม่เหมือนผู้ร้ายขึ้นไปอีก ทำให้หญิงสาวทั้งสองคนวางใจได้อย่างไร้ข้อกังขา

“ยังโชคดีอยู่มากเลยนะ” หญิงเจ้าของร้านที่ดูอายุมากกว่าตบอกของเขา แล้วพูดขำๆ “ช่วงนี้ไม่ค่อยสงบเท่าไร ได้ยินมาว่ามีคนร้ายหนีมาทางพวกเรา สำนักงานเขตกับกองกำลังต้องออกไปค้นหาจับกุม”

“ผมคงไม่เจอกับคนร้ายนี่หรอกนะ” เหยียนเฟิงหั่วทำหน้าตาเหมือนคนที่เพิ่งรอดตายมาได้

และในเวลานี้เอง ประตูร้านตัดผมถูกผลักเข้ามา ชาวคาซัคหลายคนเดินเข้ามา หัวหน้าคือผู้เฒ่าของเผ่าคาซัค

“พ่อหนุ่ม ไม่ต้องกลัว ที่นี่อยู่ภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ เจ้านักโทษจอมปลิ้นปล้อนนั่นจะไม่กล้าทำเรื่องโหดร้ายทารุณหรอก และก็ไม่สามารถหลบหนีกฏหมายไปได้ ประธานเหมาของเราไม่ปล่อยเขาไปแน่ พรรคและรัฐบาลก็ไม่ให้อภัยเขาอย่างแน่นอน” ผู้เฒ่าของเผ่าตบที่อกเขาเบาๆ ช่วยให้เหยียนเฟิงหั่วเบาใจ

“ใช่ๆๆ ประธานเหมาจงเจริญ! พรรคคอมมิวนิสต์จีนจงเจริญ! ความสามัคคีของประชาชนจีนจงเจริญ!” เหยียนเฟิงหั่วพูดเสียงดังด้วยน้ำเสียงฮึกเหิม

ถึงแม้ว่าสโลแกนที่เขาตะโกนออกมาจะดูเกินไปมาก แต่ในใจเขากลับเต็มไปด้วยความเศร้า หากประชาชนทั้งประเทศเลื่อมใสในพรรคและประเทศชาติเหมือนดั่งผู้เฒ่าชาวคาซัคตรงหน้า ก็คงจะไม่เกิดความขัดแย้งและอาชญากรรมมากมายแบบนี้ ตนก็คงไม่ต้องปฏิบัติภารกิจลับนี้

“ฮ่าๆๆ...นายนี่เป็นเด็กดีจริงๆ” ผู้เฒ่าแห่งคาซัคใช้แรงตบลงไปบนบ่าของเหยียนเฟิงหั่วและส่งคำเชิญอย่างไม่มีข้อสงสัย “ฉันขอเชิญนายไปเป็นแขกที่บ้านของอาเลยเถิง”

เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ เหยียนเฟิงหั่วก็ตะลึงไปเล็กน้อย เขาคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะชวนเขาไปเป็นแขกที่บ้าน ในระยะเวลาอันสั้น ในหัวของเหยียนเฟิงหั่วก็คิดถึงความเป็นไปได้กว่า 10 อย่าง ในที่สุดก็เลือกที่จะปฏิเสธ

หลังจากปฏิเสธแล้ว ผู้เฒ่าคาซัคก็เดินออกไปด้วยความโกรธ ทำให้เหยียนเฟิงหั่วงงงวย ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมาดี

เขาเข้าใจผิดผู้เฒ่าคาซัคท่านนี้ ที่จริงแล้วอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร ธรรมเนียมปฏิบัติของชาวพื้นเมืองที่นี่ไม่มีอะไรซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นี่เป็นที่พักอาศัยของคนในชนเผ่าคาซัค เมื่อพวกเขาเห็นว่ามีคนได้รับความเดือดร้อนก็ไม่สามารถที่จะละเลยไม่ถามไถ่ไม่ได้ แต่พวกเขาจะไม่ยื่นไมตรีใดๆ ให้กับคนที่ไม่รับน้ำใจของพวกเขาอีก

การที่ผู้เฒ่าคาซัคเชิญเหยียนเฟิงหั่วไปเป็นแขกที่บ้านนั้นเป็นคำเชิญที่มาจากใจจริง ดังนั้นการที่เหยียนเฟิงหั่วปฏิเสธเขาจึงเท่ากับเป็นการดูถูก ดังนั้นผู้เฒ่าจึงโกรธและเดินหนีออกไป

นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่รู้ เขารู้แค่เพียงว่าในสถานการณ์เช่นนี้ เหยียนเฟิงหั่วไม่สามารไปเป็นแขกตามคำเชิญได้ การหลบหนีของเขาต้องแข่งกับเวลา เขาอยู่ที่นี่นานมากไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำลังติดอาวุธกำลังเริ่มออกปฏิบัติการแล้ว

เขาใช้ขวดสองใบกรอกน้ำประปาลงไป เหยียนเฟิงหั่วยังยืมเงินจากเจ้าของร้านตัดผมมาอีก 10 หยวน เพื่อใช้ซื้อหมั่นโถว เขายังทำเอกสารสัญญาหนี้อย่างจริงจัง รอเวลาที่จะกลับชำระคืนในภายหลัง

เหยียนเฟิงหั่วแบกหมั่นโถวและขวดน้ำสะอาด รีบออกไปจากเมืองนี้ทันที เขาเดินต่อไปยังทุ่งหญ้าที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อถึงทุ่งหญ้าแห่งเดิมก็แปลว่าเขามาถึงภูเขาตังจินแล้ว เขาต้องเดินย้อนไปที่ปากภูเขาตังจินเพื่อเข้าสู่เขตไห่ชิง

ตอนที่เขาเข้าไปในทุ่งหญ้าก็เวลาประมาณห้าทุ่มแล้ว

ที่นี่ไม่มีผู้คน มีเพียงต้นหญ้าและความมืดมิด ปากทางภูเขามีลมพัดผ่าน ปะปนไปกับเสียงโหยหวน

“บรู๊ว........บรู๊ว.........”

เสียงเห่าหอนของหมาป่าสองตัวมาจากไกลๆ เมื่อได้ยินเสียงหอน สายตาของเหยียนเฟิงหั่วก็ระมัดระวังมากขึ้น เขากรอกน้ำเข้าปาก ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปในป่าลึก

“บรู๊ว......บรู๊ว.......” เสียงหอนของหมาป่าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เจ้าหมาป่าที่กำลังหิวโหยสองตัวได้กลิ่นของเหยียนเฟิงหั่วและจะจับเขาเป็นเหยื่อ

เขามีแค่มือเปล่าไร้อาวุธ หากเป็นหมาป่าตัวเดียวเขาก็ยังพอจะเอาตัวรอดได้ แต่ถ้าเป็นหมาป่าสองตัว...ไม่ปลอดภัยแน่!

devc-75d0bbbd-32992นักรบยอดจารชน: บทที่ 11 หลบหนีจากตาข่าย ตอนที่ 11