นักรบยอดจารชน: บทที่ 10 หนีรอดจากความรุนแรง ตอนที่ 10
บทที่ 10 หนีรอดจากความรุนแรง
นี่คือย่านโคมแดง ผู้รู้ไม่พูด ผู้พูดไม่รู้ สมัยนี้ถ้าหากเป็นคนปกติธรรมดาก็ควรรู้เอาไว้ว่าย่านโคมแดงที่จริงแล้วมีไว้เพื่อทำอะไร บางเมืองในเขตทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สถานที่แบบนี้เจริญกว่าเมืองชายฝั่งมากและยังทำกิจการโคมแดงได้อย่างโจ่งแจ้งอีกด้วย สาเหตุหลักมาจากปัญหาความยากจนของเมืองเหล่านี้
เหยียนเฟิงหั่วกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วทั้งตัวเข้ามาในร้านบริการอาบอบนวด เขาถูกดึงดูดจากเหล่าหญิงสาวสิบกว่าคนให้เข้ามานั่งด้านในและเสนอบริการพิเศษต่างๆ พวกเธอยกมือเล็กนุ่มๆ ออกมาปิดปากปิดจมูกตนเองไว้
เหยียนเฟิงหั่วทิ้งเงินที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ทั้งเปียกและเหม็นลงบนโต๊ะ ตะโกนออกมาเสียงดัง “ฉันเช่าห้องทั้งหมดวันนี้ฉันเหมาแล้ว”
แม้ว่าตัวเหยียนเฟิงหั่วจะเหม็นมาก แม้ว่าสภาพของเขาในตอนนี้จะทำให้คนอยากไล่เขาออกไปให้ไกล แต่เงินที่เขาทิ้งลงบนโต๊ะมันก็เป็นของจริง ประมาณแปดเก้าพันหยวน เงินพวกนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเหรียญกษาปณ์ ทำให้ผู้คนหลงใหลอย่างบ้าคลั่ง แม้แต่กลิ่นเหม็นของอุจจาระก็ยังมิอาจปกปิดได้
กลุ่มผู้ให้บริการพิเศษไม่ได้สนใจว่าร่างกายของเหยียนเฟิงหั่วจะเหม็นและสกปรกขนาดไหน ล้างเนื้อล้างตัวสักหน่อยก็กลับมาดูดีแล้ว คิ้วแบบนั้น ใบหน้าแบบนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นเด็กหนุ่มผู้หล่อเหลา
“เหยียนเฟิงหั่วไสหัวออกมา” ลั่วกุยที่ตามมาติดๆ ยืนตะโกนอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ไร้ผู้คน
“นี่ น้องชายมาเล่นด้วยกันไหม” ผู้หญิงคนหนึ่งอายุราวสี่สิบปีเดินออกมามองลั่วกุยด้วยแววตาเป็นประกาย แฝงไปด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้งอีกด้วย
“ผู้ชายตัวเหม็นที่เพิ่งเข้ามาอยู่ที่ไหน” ลั่วกุยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
“โธ่เอ๋ย พวกเธอต่างก็เป็นคนตัวเหม็นทั้งนั้น ฮ่าๆๆ…แต่ฉันชอบเธอนะ ร่างกายของเธอเหม็นแต่ก็ไม่ได้มีกลิ่นเหม็นชัดเจนขนาดนั้น ยังเป็นเด็กอยู่ใช่ไหม” หญิงสาวแต่งตัวสวยเพริศพริ้งหัวเราะออกมา
ลั่วกุยขมวดคิ้ว เขาหลบหลีกไปด้านข้างหญิงสาว ก้าวยาวๆ เข้าไปในห้องหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของผู้หญิง
ลั่วกุยใช้เท้าถีบประตูให้เปิดออกเสียงดัง เขาเห็นหญิงสาวทั้งหมดในห้องร่างกายเปลือยเปล่า ผิวกายขาวเนียนทำให้สมองของเขามึนงง
“พี่ชาย ทำไมรุนแรงแบบนั้นล่ะคะ...”
“อุ๊ย ผิวของเธอดีมากจริงๆ ผิวดีกว่าฉันเสียอีกนะ”
“มาให้พี่สาวลูบหน่อยสิ.......”
ลั่วกุยถูกดันเข้าไปอยู่กลางวงล้อมของกลุ่มหญิงสาว พวกเธอใช้ส่วนที่อ่อนไหวของตนเองเสียดสีไปกับร่างกายของลั่วกุย เดี๋ยวคนนั้นลูบคนนี้ลูบไม่ยอมหยุดกันสักที
“ผม ผม...ผมเข้าผิดห้องน่ะครับ...” ใบหน้าของลั่วกุยแดงก่ำไปหมด อยากจะออกไปจากวงล้อมเดี๋ยวนี้ แต่เขาก็พบว่าตนเองไม่มีวิธีที่จะขยับแขนขาออกจากที่นี่เลย หากขยับเพียงนิดเดียว ร่างกายก็ต้องปะทะเข้ากับผิวเนื้อนุ่มๆ นั่น
เขาไม่เคยมีประสบการณ์กับสถานที่แบบนี้มาก่อน ความบริสุทธิ์เทียบได้กับกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง สถานที่แบบนี้เคยได้ยินแต่คนพูดถึงเท่านั้น ตอนนี้เพิ่งได้รู้ด้วยตัวเองว่าที่แบบนี้มันน่ากลัวจริงๆ
“ช่วยรักนวลสงวนตัวด้วยครับ” ลั่วกุยปรับสีหน้าของตน
“เธอก็มีอารมณ์นี่นา........”
ใบหน้าซีดขาวของลั่วกุยกลายเป็นสีแดงเหมือนหยดเลือด เขาเงยหน้าขึ้นไปมองหน้าต่างที่เปิดเอาไว้ เขาแค่อยากออกไปจากวงล้อมของเนื้อหนังขาวๆ นี้ สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจกระโดดหนีไปทางหน้าต่าง
กลุ่มคนให้บริการพิเศษต่างก็พากันหัวเราะ พวกเขาวิ่งไปที่หน้าต่างเพื่อมองดูลั่วกุยหนีออกไปด้วยความหวาดกลัว
รอจนกระทั่งเงาของลั่วกุยหายลับตาไป เหล่าหญิงสาวจึงเปิดประตูห้องน้ำออก พวกเธอบอกกับเหยียนเฟิงหั่วที่กำลังอาบน้ำ “พี่ชายสุดหล่อ เพื่อนขี้อายของพี่คนนั้นหนีไปแล้ว เขาน่ารักจริงนะ ฮ่าๆๆ.......”
เหยียนเฟิงหั่วหันกลับมาด้วยร่างกายเปลือยเปล่า ร่างกายที่แข็งแรงกำยำของเขา เมื่อผู้หญิงได้เห็นก็แทบคลั่งได้ หากผู้ชายได้เห็นจะต้องอิจฉา เขาหรี่ตามองบรรดาหญิงสาวทั้งหลาย “พวกพี่สาวทั้งหลาย ใครพอจะช่วยไปซื้อเสื้อผ้าให้ผมได้บ้าง”
“ฉันไปเอง!” หญิงสาวคนหนึ่งที่มองเหยียนเฟิงหั่วด้วยตาเป็นประกายมาสักพักใหญ่ เธอสวมเสื้อผ้าและรีบออกไปอย่างรวดเร็ว
“พี่ชายรูปหล่อ ฉันช่วยนวดให้พี่ดีไหม” หญิงสาวคนหนึ่งพุ่งตรงเข้าไปหาเหยียนเฟิงหั่วพร้อมเสียงหัวเราะ
นี่ไม่ใช่คำขอร้องที่มากเกินไป เหยียนเฟิงหั่วจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้ปฏิเสธ หลังอาบน้ำเสร็จ เจ้าเด็กคนนี้ก็ขึ้นมานอนบนเตียงและปล่อยให้พวกผู้หญิงบีบนวดร่างกายของเขา จะว่าไปฝีมือการนวดนี่ไม่เลวเลยจริงๆ
แม่เล้ารักเงิน หญิงสาวรักความงาม นี่เป็นความจริงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ชายหล่อเหลาอย่างเหยียนเฟิงหั่วไม่ว่าไปที่ไหนผู้หญิงต่างก็ต้อนรับด้วยความยินดี และดูเหมือนว่าในที่ผู้หญิงต้องการสามีฐานะร่ำรวยก็ไม่เว้น ผู้ชายหน้าตาหล่อเหล่ารูปร่างกำยำล่ำสันใครบ้างจะไม่ชอบ
เมื่อเปลี่ยนไปใส่ชุดใหม่แล้ว เหยียนเฟิงหั่วก็มาพูดคุยต่ออย่างสนุกสนาน ซ้ายโอบขวากอดจนในที่สุดเขาก็กล่าวอำลาพวกหญิงสาว ตอนนี้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าเดินออกอย่างสง่าผ่าเผย เขาไม่รู้ว่าที่จริงแล้วในตอนนี้ลั่วกุยอยู่ที่ไหน แต่เขารู้ว่าตัวเองจะต้องรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เจ้าหมอนั่นไม่ง่ายอย่างที่คิด
เมื่อได้ยินเสียงไซเรนจากรถตำรวจดังขึ้น ใจของเหยียนเฟิงหั่วกลัว เขาครุ่นคิดอยู่สักครู่ ก่อนจะไปซ่อนตัวอยู่ตรงมุมถนน เขามองดูรถตำรวจหลายคันวิ่งมาหยุดอยู่หน้าร้านนวด กลุ่มตำรวจพร้อมอาวุธปืนลงมาจากรถ พวกเขาตะโกนเสียงดังพุ่งเข้าไป บนรถเหลือแค่คนขับเพียงคนเดียว
เมื่อเห็นแบบนี้ เหยียนเฟิงหั่วก็จัดระเบียบเสื้อผ้าตัวเอง ก่อนจะเดินตรงไปยังรถตำรวจ
“สหาย ข้างในเกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ” เหยียนเฟิงหั่วหัวเราะตาหยีเอ่ยถาม
“นายจะทำอะไร ไปๆๆ” คนขับทำหน้าดุเหมือนเสือ น้ำเสียงเต็มไปด้วยอำนาจ
ด้านในมีเสียงร้องไห้ของหญิงสาวดังออกมา เขามองเห็นตำรวจหลายนายจับกุมหญิงสาวที่อยู่ข้างในออกมา
เหยียนเฟิงหั่วหัวเราะ เขายื่นมือซ้ายออกไปบีบคออีกฝ่ายอย่างแรง ดึงร่างของอีกฝ่ายออกมาจากทางหน้าต่างของรถตำรวจ มือขวาก็รีบคว้าปืนที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมา เขาใช้มือเพียงข้างเดียวผลักตัวประกันออกไปก่อนจะใช้ปืนยิงไปที่ล้อรถตำรวจอีกสองคันที่เหลือ
“ปัง! ปัง!”
ทันทีที่มีเสียงปืนดังขึ้น ล้อรถก็แบนทันที ตำรวจที่อยู่ด้านในคิดว่ามีการโจมตี จึงพากันหมอบลงที่พื้น
เหยียนเฟิงหั่วพุ่งเข้าไปในรถตำรวจด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน เท้าของเขาเหยียบคันเร่ง รถพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูง เพียงพริบตาเดียวก็ลับตาไป
ในที่สุดก็สะบัดลั่วกุ่ยออกไปได้ แต่เหยียนเฟิงหั่วรู้ดีว่าตัวเองจะต้องถูกตำรวจจากทั่วประเทศมาล้อมจับแน่
ตั้งแต่ที่เหยียนเฟิงหั่วปล้นรถตำรวจในเวลาสั้นๆ ตำรวจสันติบาลสามารถดึงกำลังคนของพวกเขามาตามล่าตนเองได้ รถตำรวจหลายคันขับตามมาด้านหลังเขานี่มันอย่างกับในหนังใหญ่เลย
ด้านหลังรถถูกยิงหลายนัดจนกระจกแตกกระจายไปทั่วทั้งห้องโดยสารของรถ
“รถคันที่อยู่ข้างหน้าหยุดรถเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นพวกเราจะ.........”
“ปัง!”
เหยียนเฟิงหั่วหันกลับไปยิงอีกครั้ง ครั้งนี้เขาจงใจยิงไปที่ลำโพงของรถตำรวจด้านหลัง ทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นใบ้ไป ในขณะเดียวกันเขาก็เปลี่ยนเกียร์อย่างว่องไว เหยียบคันเร่งจนมิด ทำให้รถวิ่งออกไปด้วยความเร็วสูงสุด
ถนนสายหลักนี้ออกมาจากตัวเมืองแล้ว ทั้งสองข้างทางมีแต่ไร่พืช เหยียนเฟิงหั่วสามารถกระโดดลงจากรถและหลบหนีไปได้ แต่ก็ยังมีแนวโน้มที่อีกฝ่ายจะมาล้อมเอาไว้ จึงยังไม่สามารถลงจากรถได้ เขาจำเป็นต้องขับตรงไปข้างหน้าเท่านั้น และต้องหาเมืองที่สามารถเข้าไปปะปนกับผู้คนจำนวนมากได้
“ตึกๆๆ...” “เคร้งๆๆ...”
ลูกกระสุนถูกยิงออกจากตลับปืนและยังมีกระสุนบางส่วนพุ่งมาจากด้านหลังปะทะเข้ากับกระจก ทันใดนั้นก็เกิดรอยร้าวมากมายขึ้น เหยียนเฟิงหั่วทุบกระจกให้แตกโดยไม่ลังเล หันกลับไปยิงรถตำรวจที่ตามมาด้านหลัง
เขาเพิ่งจะเหนี่ยวไกปืนได้ รถสองคันของตำรวจที่สามารถวิ่งในทะเลทรายได้ก็ขับพุ่งออกมา รถสองคันนั้นขับมาด้วยความเร็วที่มากกว่ารถของเหยียนเฟิงหั่ว
“โครม!”
รถถูกกระแทกทำให้ตัวรถสั่นไปทั้งคัน ปืนที่เหยียนเฟิงหั่วจะยิงถูกแรงกระแทกหล่นไป ร่างกายของเขาเอนไปข้างหน้าก่อนจะกระแทกเข้ากับพวงมาลัยรถ
“ปัง!”
กระสุนนัดหนึ่งยิงเข้ามาด้านข้างของเหยียนเฟิงหั่ว กระจกมองข้างถูกยิงจนแตกละเอียดกระเด็นเข้ามาถูกใบหน้าของเหยียนเฟิงหั่ว ปิดกั้นการมองเห็นของเขา เหยียนเฟิงหั่วฟุบไปกับพวงมาลัย เหยียบเบรคอย่างแรง รถทั้งสองคันลดความเร็วไม่ทัน จึงพุ่งผ่านรถตำรวจของเหยียนเฟิงหั่วไป
“โครม!” รถตำรวจที่อยู่ด้านหลังวิ่งเข้ามาชน ทำให้ตัวรถยิ่งสั่นแรงขึ้นไปอีก
ดวงตาของเหยียนเฟิงหั่วมองตรงไปยังรถทั้งสองคันและกัดฟันตัวเอง ในเวลานั้นเองเขาเหยียบคันเร่งทันทีชั่วพริบตาก็กำจัดรถตำรวจที่วิ่งตามหลังได้ เขาขับพุ่งตรงผ่านระหว่างช่องว่างของรถทั้งสองคัน
เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างเร็วมาก รถทั้งสองคันวิ่งพุ่งผ่านไปด้านหลัง พวกเขาก็ไม่สามารถโอบล้อมได้สำเร็จ แต่ถึงอย่างนั้น ระยะห่างของรถทั้งสองคันก็ไม่พอให้ขับแทรกผ่านไปได้
ในขณะที่รถกำลังจะปะทะเข้ากับรถทั้งสองคันนั้น เหยียนเฟิงหั่วหมุนพวงมาลัยอย่างรวดเร็ว เขาใช้ล้อด้านซ้ายของรถกระแทกกับด้านซ้ายของรถอีกคัน
ความเร็วของรถเร็วถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากมีสิ่งใดมาชนหรือกระแทก แน่นอนว่าทิศทางการวิ่งของรถก็จะเปลี่ยน หลังจากที่เหยียนเฟิงหั่วใช้ล้อข้างเดียวกระแทกไปที่รถตำรวจอีกคันก็พลิกคว่ำทันที เพราะวิ่งมาด้วยความเร็วสูงจึงทำให้อีกครึ่งหนึ่งของตัวรถเกิดเสียงดัง ก่อนที่รถสองคันจะพุ่งออกมาปะทะกัน
“ครืดๆๆ...” ด้านหนึ่งของตัวรถเสียดสีกับถนนอย่างรุนแรง จนเกิดเสียงดังแสบแก้วหู ตัวรถด้านที่สัมผัสกับถนนเกิดประกายไฟพุ่งออกมาไม่หยุด เป็นประกายไฟเหมือนเอาเครื่องเจียรมาเจียรเหล็ก
หลังจากขับต่อไปอีกกว่าสิบเมตร เหยียนเฟิงหั่วก็เหยียบเบรกเบาๆ เมื่อความเร็วรถลดลง เขาทุบไปที่ด้านข้างของรถอย่างแรง ก่อนจะหนีไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง
แต่รถสองคันด้านหลังพุ่งเข้ามาปะทะกันอย่างรุนแรง เส้นทางของพวกเขาก็เปลี่ยนไป ล้อรถลื่นไถลไปเกิดเสียงดังเอี๊ยดๆ ทำให้รถตำรวจด้านหลังเหยียบเบรกไม่ทันจึงชนซ้ำเข้ามาอีก
“ตูม!” “โครม........”
รถชนต่อกันเป็นลูกโซ่ รถตำรวจที่ตามกันมาชนเข้าด้วยกัน ขวางกั้นไปทั้งถนนทางหลวงที่ไม่ได้กว้างมากนักเอาไว้ ทำให้รถด้านหน้าไม่สามารถวิ่งต่อได้ รถที่อยู่ด้านหลังก็ไม่สามารถขับผ่านไปได้ ได้แต่มองเจ้านักโทษนั่นหลบหนีไป
ในตอนที่รอให้รถทั้งสองกลับมาวิ่งตามได้อีกครั้ง ก็ทิ้งจุดสีดำอันเล็กๆ เอาไว้หนึ่งจุดด้านหน้าของรถทั้งสองคัน
“ประกาศแห่งชาติหมายเลขหนึ่ง ขณะนี้นักโทษเหยียนเฟิงหั่วกำลังหลบหนีไปทางถนนสาย 312 เข้าสู่เขตหลิ่วหยวน ขอให้หน่วยต่างๆส่งเจ้าหน้าที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ทันที มีคำสั่งปิดล้อมถนนสาย 312 เขตหลิ่วหยวน จะต้องทำการจับกุมผู้ต้องหาให้ได้ หากมีการขัดขืนสามารถยิงได้เลย”
รายงานของตำรวจกระจายไปรวดเร็วดั่งเปลวไฟ เจ้าหน้าที่ตำรวจติดอาวุธและกองกำลังทหารของมณฑลกานซู่ออกปฏิบัติการ มีการตรวจสอบและการป้องกันแน่นหนาขึ้นในเขตหลิ่วหยวน ถ้าจะให้พูดก็คือเพียงแค่เหยียนเฟิงหั่วยังคงเดินอยู่บนถนนในเขตหลิ่วหยวน เขาก็จะไม่สามารถหนีพ้น เขาจะต้องถูกจับใส่กุญแจมือหรือไม่ก็ต้องถูกยิงตาย
ไม่มีทางที่เขาจะยอมจำนน เขาคือเหยียนเฟิงหั่วไม่ใช่คนที่จะมาขายหน้าแบบนั้นแน่ ถูกยิงจนตายนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้ ถ้าเขาตายจะเอาหน้าที่ไหนไปสู้กับบรรพบุรุษในตระกูลเหยียนกันล่ะ