นักรบยอดจารชน: บทที่ 9 ไล่ล่า ตอนที่ 9
บทที่ 9 ไล่ล่า
เหยียนเฟิงหั่วกระโดดลงมาจากรถไฟหนีเข้าไปในไร่ข้าวโพด โดยลั่วกุยวิ่งตามไปติดๆ พวกเขาทั้งสองคนหายเข้าไปในไร่ข้าวโพด
เหยียนเฟิงหั่วที่กำลังหนีอยากจะต่อยลั่วกุยสักที เขาไม่รู้จะทำยังไงในเมื่อสมองของเจ้าเด็กนี่มันมีแต่กระดูกกับเส้นเอ็นเท่านั้น เขาก็ทำได้แค่คิด แต่ไม่กล้าหยุดวิ่งหนีแม้แต่น้อย ต้องสู้จนกว่าจะตายไปข้างหนึ่ง
“ฉึบๆๆ...” เหยียนเฟิงหั่วหนีอยู่ในไร่ข้าวโพดเปลี่ยนเส้นทางการหนีของตนอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ทุกที่ที่เขาวิ่งผ่านจะปรากฏล่องรอยความเสียหายให้เห็น เขาถูกลั่วกุยกัดไม่ปล่อย
ความสูงของเขาคือ 185 เซนติเมตร ร่างกายสูงใหญ่กำยำ ส่วนลั่วกุยนั้นเตี้ยกว่าเขา ร่างกายผอมบาง แต่ในทางตรงกันข้าม ในสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยฟางข้าวโพดแบบนี้กลับทำให้ลั่วกุยได้เปรียบกว่า เขาเร็วกว่าเหยียนเฟิงหั่วมาก ทำให้ระยะห่างของทั้งสองคนค่อยๆ ลดลง
“ฉันไม่ได้บอกให้นายหยุดแล้วหรือไง” ลั่วกุยหันกลับไปมองคนที่กำลังไล่ตาม เหยียนเฟิงหั่วไม่วิ่งต่อแล้ว เขาหันกลับมาตระโกน “ลั่วกุย นายรู้ไหมว่านายมันเหมือนหมาบ้าตัวหนึ่ง นายแค้นอะไรฉันมากมายนักหรือไง”
แต่ว่าเสียงด่าของเหยียนเฟิงหั่วนั้น ลั่วกุยอุดหูไว้ไม่ยอมฟัง เมื่อวิ่งมาถึงตัวเหยียนเฟิงหั่วก็เอาแต่จ้องเขม็ง ไม่ขยับเขยื้อน
เขามองทหารนายหนึ่งที่เปลี่ยนไป ลั่วกุยในตอนนี้ดูแข็งแกร่งพร้อมต่อสู้ เหยียนเฟิงหั่วตบไปที่เสื้อตัวเอง เท้าซ้ายของเขาเอียงไปข้างหน้าและก้าวออกไปเล็กน้อย หัวเข่าโค้งงอ หน้าอกยืดตรง ตั้งท่าพร้อมต่อสู้
“ถ้าอยากสู้ ก็สู้” สายตาของเหยียนเฟิงหั่วเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นในการต่อสู้ เขารู้ดีว่าถ้าไม่อัดลั่วกุยให้หมอบ เขาก็ไม่มีทางหนีได้อย่างราบรื่น
“ฉึบ” ลั่วกุยที่หยุดนิ่งก็ขยับตัวทันที
การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วมาก เงียบเชียบไม่มีสัญญาณใดๆ ตอนที่คุณเหมือนจะมองเห็นร่างของเขา เขาก็หายไปแล้ว ในขณะที่ความคิดและการรับรู้ของคุณยังสงบนิ่งอยู่ การเคลื่อนไหวของเขาส่งผลต่อทัศนะวิสัยของคนเป็นอย่างมาก เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาถึงการเคลื่อนไหวและการหยุดนิ่งของเขา
การเคลื่อนไหวที่เงียบและสมบูรณ์แบบในเวลาเช่นนี้ทำให้ยากต่อการคาดการณ์ เขาเป็นเหมือนหัวกระสุนที่หุ้มไว้ด้วยเหล็กพร้อมที่จะพุ่งชน แม้ว่าจะดูสวยงามราวกับดาวตก แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามันแฝงไปด้วยความอันตรายและรุนแรง
เสียงที่ผ่านลมมาก็คือเสียงแตรสัญญาณแห่งความตาย ร่างกายของเขาก็คือเครื่องจักรสังหาร
เกือบในเวลาเดียวกัน เท้าขวาของเหยียนเฟิงหั่วเหยียบลงไปในโคลน เขาต้องใช้แรงมหาศาลในการดึงออกมา ดวงตาของเขาราวกับสัตว์ป่าพร้อมจะอาละวาด เขาไม่สามารถหลบการโจมตีที่ไร้เสียงเช่นนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้กระทั่งการต่อสู้ตั้งแต่คู่ต่อสู้เงียบไปจนเริ่มขยับตัวเขาก็ยังคงหยุดนิ่ง เช่นเดียวกับรถคันเก่าที่ใกล้จะพังเต็มที
แต่ร่างกายของเขาที่หยุดชะงักครู่หนึ่งก็เดินต่อไป นิสัยดื้อรั้นก้าวร้าวเช่นนี้มีอยู่ทั่วทุกรูขุมขนของเขา แม้ว่าเขาจะจมอยู่ในโคลน แต่ก็ยังออกวิ่งต่อไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง เขาวิ่งชนสิ่งของข้างหน้า ไม่สนว่าจะเป็นหรือตาย
เวลาที่คุณเผชิญหน้ากับเขา คุณจะรู้สึกเหมือนมีทหารนับพันม้านับหมื่นกำลังกดดันอยู่ คุณจะพบว่าฝ่ายตรงข้ามที่ผ่านการทำสงครามมาอย่างโชกโชนนั้น เป็นผู้ชายที่มีนิสัยก้าวร้าวเลือดร้อนพร้อมจะระเบิด
เขาเป็นเหมือนภูเขาไฟที่พร้อมปะทุเดือดดาล เสียงคำรามของเขาดังไปทั่วทุกสารทิศ ทุกอย่างที่อยู่ด้านหน้าถูกความป่าเถื่อนของเขากลืนกินจนหมดสิ้น
เสียงตะโกนทุ้มต่ำและเยือกเย็นเปล่งออกมาจากกล่องเสียงในลำคอของลั่วกุย ส่วนเสียงตะโกนของเหยียนเฟิงหั่วก็เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ร่างกายของทั้งสองฝ่ายต่างมีกลิ่นอายของการฆ่าฟันในสนามรบออกมา แต่พวกเขายังคงพยายามไม่ให้เกิดการปะทะกันโดยไม่จำเป็น
เสียงคำรามดังขึ้น หมัดขวาของเหยียนเฟิงหั่วที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า กล้ามเนื้อที่แขนขวาขยายตัวขึ้นทันที โจมตีไปที่ร่างกายผอมและอ่อนแอของลั่วกุย
พลังของหมัดนี้ไม่มีอะไรเปรียบได้ หากเพียงแต่ได้รับหมัดนี้เข้าไป กระดูกหน้าอกของลั่วกุยจะต้องแตกละเอียดแน่นอน ต่อมาพลังภายนอกที่โจมตีเข้ามาทำให้หัวใจตกอยู่ในสภาวะหยุดนิ่ง
มีเพียงต้องลงมือจึงจะรักษาชีวิตไว้ได้ ในเวลานี้ทั้งคู่ไม่ใช่เพื่อนร่วมกองทัพกันอีกต่อไป ไม่ใช่พี่น้อง แต่เป็นศัตรูที่พร้อมจะเข่นฆ่ากัน
เสียงของกำปั้นดังเสียดหูราวกับเสียงของคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำ ใบหน้าของลั่วกุยเกิดลอยที่แก้ม ความรู้สึกหายใจไม่เป็นปกติ ทำให้เขารู้สึกว่าไม่มีวิธีจะตีเสมอได้เลย
“อ๊าก!” ลั่วกุยคำรามเสียงต่ำออกมา ในขณะเดียวกันก็พยายามหลบหลีกหมัดของฝ่ายตรงข้าม กำปั้นขวาจากด้านล่างขึ้นบนอย่างรวดเร็วเข้าที่ข้อมือของเหยียนเฟิงหั่ว
การเคลื่อนไหวของเขาประสานกัน เต็มไปด้วยความโหดร้ายรุนแรง เหมือนงูพิษกำลังรัดเหยี่ยวให้ตาย
ลั่วกุยใช้มือขวาปล่อยหมัดงูไปที่ข้อมือของเหยียนเฟิงหั่วอย่างรุนแรง ชกเข้าอย่างแม่นยำที่เส้นเอ็นข้อมือ ทำให้ข้อมือเกิดบวมและชาขึ้น แต่ไม่ก็คลายความเจ็บปวดลง
ในขณะเดียวกันนั้น มือซ้ายดั่งกรงเล็บเหยี่ยวของลั่วกุยก็คว้าเข้าที่ซี่โครงด้านซ้ายของเหยียนเฟิงหั่ว
หมัดขวาถูกทำให้ชาไร้กำลัง เหยียนเฟิงหั่วรู้สึกได้ถึงความตึงของกล้ามเนื้อบริเวณซี่โครงด้านซ้ายที่ถูกโจมตีได้อย่างชัดเจน เขาวางแขนขวาลง มือซ้ายจับข้อมือซ้ายที่จิกแน่นราวกรงเล็บเหยี่ยวของลั่วกุย แขนขวาล็อกคอของอีกฝ่าย อาศัยขาขวาเกี่ยวเข้าไปที่น่องขาของอีกคนให้ล้มลง ร่างทั้งร่างของลั่วกุยล้มลงไปอย่างแรง
ทันทีที่ถูกทำให้ล้มลงไป หัวเข่าข้างซ้ายของลั่วกุยก็งอลงไปด้วย เขาอาศัยจังหวะที่ตนเองกำลังจะล้มลงไป ดึงใบหน้าของเหยียนเฟิงหั่วไว้
“ปัก” ใบหน้าของเหยียนเฟิงหั่วกระแทกกับเข่าอย่างรุนแรง ในขณะเดียวกันเขาพลิกตัวไปทางด้านซ้าย เลือดไหลออกมา ร่างกายของเขากระแทกลงกับพื้นอย่างรุนแรง
หลังจากลั่วกุยใช้เข่ากระแทกใส่เหยียนเฟิงหั่วไปแล้ว เขาก็เสียกำลังในการควบคุมร่างกายไปเช่นกัน ร่างทั้งร่างของเขาลอยออกไป ก่อนจะปะทะเข้ากับฟางข้าวโพด
ใบหน้าของลั่วกุยกระแทกเข้ากับพื้นดินอ่อนนุ่ม ในปากมีเลือดไหลออกมาจากการกัดฟัน จมูกมีเลือดไหล แต่เพราะเป็นพื้นดินอ่อนและนุ่ม ถ้าตกลงบนพื้นถนนปูนจมูกของเขาก็คงจะแตกหักแน่
เมื่อมองเห็นลั่วกุยกระเด็นไปไกลห้าถึงหกเมตร เหยียนเฟิงหั่วก็รีบลุกขึ้นหนีไปทางทิศตะวันตก เขาไม่อยากจะต่อสู้กับลั่วกุยต่อแล้ว พลังของพวกเขาในตอนนี้ไม่สามารถวัดกันได้ว่าใครเหนือกว่าใคร สู้ต่อไปก็มีแต่จะเสียหายทั้งสองฝ่าย
ลั่วกุยลุกขึ้นมาจากพื้น เช็ดเลือดที่ปากและจมูก เขารู้สึกเหมือนจะหน้ามืด แต่เขายังคงตามเหยียนเฟิงหั่วไปไม่หยุด
เขาได้รับคำสั่งมาก็จริง แต่วิธีการที่เหยียนเฟิงหั่วทำนั้นมันไม่ถูกต้อง เป็นทหารแต่กลับกล้าจี้ตัวประกันอย่างเปิดเผย เรื่องนี้ยกโทษให้ไม่ได้ ไม่ว่าเขาจะทรยศชาติบ้านเมืองหรือไม่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ แค่เหตุผลนี้เหตุผลเดียวก็เพียงพอให้เขาตามล่าหมอนี่ได้ไม่รู้จบ
ด้านทิศตะวันตกของไร้ข้าวโพดเป็นถนนเล็กของหมู่บ้าน ถนนคดเคี้ยว เต็มไปด้วยอึวัวและโคลนตม ผ่านชาวไร่ชาวนาที่กำลังทำงานอยู่ตลอดทาง
ทันทีที่เหยียนเฟิงหั่วและลั่วกุยวิ่งเข้ามาในหมู่บ้านแห่งนี้ ผู้คนต่างก็รู้สึกประหลาดใจ หลังจากนั้นต่างก็พากันออกมาดูทั้งสองต่อสู้กัน จนกระทั่งทั้งคู่พลาดท่าตกลงไปในบ่อน้ำเสียที่ลึกระดับเอวอยู่ข้างทาง
“ถุย!” เหยียนเฟิงหั่วถุยน้ำเสียกลิ่นเหม็นคละคลุ้งออกจากปาก คว้าก้อนอึของสัตว์ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นสัตว์อะไรฟาดใส่หน้าลั่วกุย
“ไอ้เวรนี่จะจบไม่จบหา...โว๊ย…ถุยๆๆ!”
กำลังจะอ้าปากด่าลั่วกุย เหยียนเฟิงหั่วก็รู้สึกว่าเหมือนมีก้อนอึกลิ่นเหม็นอยู่ในปาก จนต้องสำรอกออกทันที
ลั่วกุยปล่อยหมัดใส่ขากรรไกรของเหยียนเฟิงหั่ว เขาต่อยเหยียนเฟิงหั่วจนลงไปในน้ำอีกครั้ง หลังจากนั้นลั่วกุยก็กระโดดขึ้นมาด้านบน ยื่นมือกดหัวของเหยียนเฟิงหั่วลงไปน้ำเสีย
เมื่ออ้าปากน้ำเสียก็เข้าปากไปหลายครั้ง เหยียนเฟิงหั่วกระแทกมือไปที่เอวของลั่วกุย เขาค่อยๆ พลิกตัว กลายเป็นลั่วกุยที่ลงมาในบ่อแทน ในเวลานั้นร่างกายของทั้งสองคนกลิ่นเหม็นฟุ้ง ตั้งแต่หัวจรดเท้าล้วนเป็นอึสีดำเหมือนกับด้วงขนาดใหญ่
กลุ่มชาวบ้านมองเห็นทั้งสองคนชกต่อยกันในบ่ออึอย่างสนุกสนาน ก็พากันล้อมวงเชียร์เสียงดังลั่น
“พ่อหนุ่มร่างใหญ่ อย่างนั้นแหละ กดหัวเขาลงไป ใช่แล้วๆ ให้เขาดื่มอีกสักสองอึก ฮ่าๆ”
“พ่อหนุ่มน้อย พยายามหน่อย ในนี้เป็นอึวัวอึแพะสะสมมานานหลายปีแล้ว แล้วก็ยังมีอึที่มาจากห้องส้วม...”
“อ๊อก...อ๊อก......” “อ้วก...........”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ทั้งคู่ก็หยุดสู้กันทันที พากันอ้วกอยู่ข้างบ่ออึ ถ้ามีแค่อึวัวอึแพะก็ไม่เท่าไร แต่ด้านในมีของที่คนขับถ่ายออกมาด้วยนี่สิ........
“เหยียนเฟิงหั่ว ฉันยังสู้กับนายไม่จบ อ๊อก.........”
“ปัก” เหยียนเฟิงหั่วใช้หมัดขวาต่อยเข้าที่จมูกของลั่วกุย กระโดดตัวขึ้นจากบ่อด้วยทั้งมือทั้งสอง หลังจากนั้นหยิบไม้ตะบองกั้นที่ขอบบ่อ เพื่อไม่ให้ลั่วกุยปีนขึ้นมาได้
“ลั่วกุย พี่จะบอกอะไรนายนะ พี่เคยปีนขึ้นมาจากกองซากศพ นายรู้ไหมว่ากลิ่นมันเป็นยังไง พูดสิ พูดมาว่านายจะไม่ตามฉันอีก ไม่อย่างนั้นนายก็อย่าหวังว่าจะได้ขึ้นมาจากบ่ออึนี่เลย” เหยียนเฟิงหั่วใช้น้ำเสียงคุกคาม
เขารู้ดีว่าเจ้าเด็กลัวกุยนี่รักความสะอาดที่สุด ถ้าให้เขาตกลงไปในบ่ออึก็ไม่สู้ฆ่าเขาให้ตายดีกว่า
ลั่วกุยเช็ดน้ำเน่าๆ ออกจากใบหน้าอย่างแรง ดวงตามีเส้นเลือดนูนขึ้นเพราะความโกรธ เขาอยากปีนขึ้นไป แต่ไม่มีไม้เขาก็ไม่มีวิธีที่จะขึ้นไปได้ ถึงแม้ว่าตอนฝึกจะมีการสอนวิชาการเอาตัวรอด แต่ความเหม็นนั้นแค่เสี้ยวเดียวของบ่อน้ำเสียนี่เท่านั้น
“เหยียนเฟิงหั่ว ฉันจะฆ่านาย!” ลั่วกุยตะโกนเสียงดัง เขาเหลือเพียงดวงตาข้างเดียว ล้มลงในบ่อน้ำเสีย ปล่อยตัวให้จมลงในบ่อน้ำเสีย
“เห้ย หมดสติเหรอ?” เหยียนเฟิงหั่วตะลึงไป เขารีบลงไปในน้ำเสียอีกครั้งเพื่อเอาตัวลั่วกุยขึ้นมา เขากลัวว่าเจ้าเด็กนี่จะตายแบบขายขี้หน้า
เพียงแค่มือของเขาสัมผัสถูกร่างของลั่วกุยเท่านั้น ร่างของเขาก็รีบถอยออกไปข้างหลังทันที น่าเสียดายที่ช้าไปเสียแล้ว ลั่วกุยแค้นใจใช้หมัดตีเข้าที่คอทำให้เขามึนงง จากนั้นก็ปีนขึ้นวิ่งไปทางบ่อปลาฝั่งหมู่บ้านและกระโดดลงไป
“ตูม!” ละอองน้ำกระเซ็น ลั่วกุยรู้สึกว่าร่างกายของเขาเย็นและสะอาดขึ้น
เหยียนเฟิงหั่วส่ายหัวปีนออกมาจากบ่อน้ำเสีย รีบวิ่งหนีออกไปอีกทางอย่างรวดเร็ว พ้นจากลั่วกุยไปได้ก็มุ่งหน้าเข้าเมือง
ที่นี่เป็นพื้นที่ในเขตตะวันตกเฉียงเหนือ พื้นที่ชนบทและเขตเมืองมีถนนเพียงเส้นเดียวเท่านั้น บางทีเพิ่งออกจากเมืองก็จะไปเจอกับไร่พืช ไม่มีชานเมืองระหว่างเมืองกับชนบท ดังนั้นเหยียนเฟิงหั่ววิ่งมาตามถนนมาถึงในเมืองอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่เขาหนีออกมาไม่นาน ก็พบว่าลั่วกุยที่สมควรตายนั่นกลับมาตามลอบกัดเขาอีกครั้ง ระยะห่างของพวกเขาในตอนนี้เพียง 1000 เมตร
เหยียนเฟิงหั่วลูบหัวตนเองแรงๆ ดวงตามองสำรวจไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว มุมปากเผยอยิ้มเจ้าเล่ห์ หนีไปในถนนที่เต็มไปด้วยร้านเสริมสวยและร้านนวด