นักรบยอดจารชน

นักรบยอดจารชน: บทที่ 19 เหล่าทหารพิเศษ ตอนที่ 19

#19บทที่ 19 เหล่าทหารพิเศษ

บทที่ 19 เหล่าทหารพิเศษ

จางเจาหยางเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมาสะบัดเบาๆ แล้วเดินหน้าต่อไป โดยมีเหยียนเฟิงหั่วฮั่วตามอยู่ด้านหลัง ทั้งสองคนต่างไม่ไม่มีใครพูดอะไร เอาแต่เดินผ่านเข้าไปในซอยเล็กๆ บนถนนใหญ่ไปเรื่อยๆ

เหยียนเฟิงหั่วฮั่วพบว่าจางเจาหยางมีจุดเด่นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง คือหลังของเขาไม่ว่าจะเวลาไหนหลังของเขาก็จะตั้งตรงเสมอ กระดูกสันหลังของเขาดูเหมือนจะถูกดามด้วยเหล็ก ทำให้ไม่สามารถโค้งงอกได้ จุดนี่เหมือนกันกับพ่อของถังถังมาก ล้วนคือเป็นคนที่หลังไม่สามารถงอได้

คนประเภทนี้มีจุดสิ่งที่เหมือนกัน คือ ซื่อตรง เข้มงวด ไม่ย่อท้อ พวกเขาจะไม่พูดอะไรมาก แต่หากพูดออกมาแล้วก็จะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือเลยทีเดียว

จนถึงขณะนี้ ตอนนี้ เหยียนเฟิงหั่วฮั่วก็ยังไม่รู้ว่าจางเจาหยางจะพาเขาไปที่ไหน แล้วะก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะได้เข้าไปในหน่วยใด ชุดที่จางเจาหยางใส่เป็นเครื่องแบบอำพรางชุดพลางสนามที่ไม่รู้ว่าผ่านการซักมาด้วยน้ำมากน้อยขนาดไหน ไม่มียศ ไม่มีเหรียญตรา และไม่มีแถบเครื่องหมายบอกยศปลอกแขน มองจากระยะไกลจะเห็นเป็นสถานที่ก่อสร้างแห่งหนึ่ง อย่างไรก็ตามแต่เหยียนเฟิงหั่วฮั่วก็เชื่อเรื่องก็รู้สึกเหมือนว่าผีสางและเทพเจ้าสั่งให้เขาเชื่อพอกันกับอีกฝ่าย

ทั้งคนสองคนเดินมาถึงไปที่หน่วยทหารในเขตชานเมือง ด้านหน้าประตูของหน่วยมีทหารยามสี่นายถือปืนยืนตัวตรงอยู่ สายตาเยือกเย็น และถลึงตาใช้สายตาแหลมคมมองพวกเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วนไม่หยุดด้วยสายตาที่แหลมคมตลอดเวลา

เหยียนเฟิงหั่วรู้จักหน่วยทหารแห่งนี้ เพราะเป็นที่ทำงานของพ่อถังถังถางถาง ตัวเขาเองก็เคยเข้าไปมาที่นี่กับถังถังถางถาง สิ่งที่เขาจำได้ขึ้นใจที่สุดก็คือ ทหารที่อยู่ด้านในทั้งหมดล้วนก่งสุดยอดมีแต่ทหารที่เก่งมากๆ อยู่

นี่คือแผนกปฏิบัติการทั่วไปพิเศษของกองกำลังพิเศษ ไม่ใช่ว่าคนทั่วไปจะเข้ามาได้

“จางเจาหยาง คุณนี่ไม่เลวเลยนะ สามารถเข้ากองกำลังพิเศษได้ด้วย” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“โอ้ นายรู้จักที่นี่ด้วยเหรอ” จางเจาหยางก็หัวเราะเช่นกัน เขาหัวเราะแล้วดูดีมากทีเดียว

“แน่นอนสิครับ พ่อตาผมก็ทำงานที่นี่” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วพูดอย่างไม่ละอาย

“พ่อตานายคือใคร” จางเจาหยางถาม

“ช่างเถอะครับ ตอนนี้ยังไม่ใช่ ผมไปต่อแถวรับหมายเลขก่อน” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วยิ้มใบหน้าเหยเก เขาไม่กล้าพูดชื่อของถังางจิ้งจงออกมา

เมื่อทั้งสองคนได้รับบัตรเข้าออกชั่วคราวแล้วก็เดินตรงเข้าไปด้านในอนุญาตให้เข้าไปข้างในได้ชั่วคราว ทหารยามรักษาการสี่นายลดปืนแสดงความเคารพพร้อมกัน ทหารยามรักษาการภายในอาคารที่มีหน้าที่จดบันทึกลุกขึ้นมา ใช้ยกมือขวาทำความเคารพ

จางเจาหยางทำความเคารพตอบทันที แต่ในขณะกำลังตอนยกมือขวาไปด้านหน้าเขาก็นิ่งไป และเอามือลงอย่างเร็ว เขาหันไปพยักหน้าให้ทหารยามรักษาการ การกระทำของเขาทำให้เหยียนเฟิงหั่วฮั่วรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก แต่ก็ เดินตามเข้าไปอย่างไม่คิดอะไร

ภายด้านในกองกำลังพิเศษ ตรงกลางมีธงสีแดงที่ประกอบด้วยรูปดาวห้าดวงโบกสะบัดพริ้วไหวอยู่ ตัวอักษรใหญ่สีทองสว่างแพรวพราว 9 ตัว อยู่ตำแหน่งด้านหน้าของเสาธง “ทั้งใจและจิตวิญญาณเพื่อบริการประชาชน” อักษรทองอยู่ด้านหน้าของธง จางเจาหยางจ้องมองอย่างลึกซึ้งไปที่ธงสีแดงมีดาวห้าดวงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพาเหยียนเฟิงหั่วฮั่วเดินเข้าไปอาคารที่อยู่ด้านข้าง เข้าไปในห้องรับแขกขนาดเล็ก กำชับเพื่อให้เขารออยู่ที่นี่

เขาเดินมาตั้งหลายชั่วโมง และเหยียนเฟิงหั่วก็ฮั่วจึงเดินแบบไม่รีบร้อน เมื่อมาถึงที่นี่แล้วก็ขอพักสักหน่อย เขาต้มน้ำชาให้ตัวเองหนึ่งกา เป็นรสชาติที่มีรสนิยมจริงๆ เขารู้ว่าหากตัวเองเป็นทหารก็ต้องมีภาระหน้าที่ เขาอธิฐานเพียงอย่างเดียวคืออย่าเจอพ่อตาของเขาที่นี่เลย

อีกห้องหนึ่ง จอแสดงผลแบบครึ่งผนังแสดงภาพจากมุมต่างๆ ของในมุมต่างๆ ของเหยียนเฟิงหั่วฮั่ว จางเจาหยางและเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งอีกหลายคนแอบคอยเฝ้าสังเกตดูพฤติกรรมของเหยียนเฟิงหั่วอย่างใกล้ชิด โดยมีเจ้าหน้าที่จดบันทึกข้อมูลที่สังเกตได้

“จับตาดูมือทั้งตั้งสองข้างของเขา สิบนิ้วไขว้สลับกัน หัวแม่มือขวาอยู่ชี้ขึ้นด้านบน” เจ้าหน้าที่ผู้รับหน้าที่ดูแลจดบันทึกกล่าว “ยืนอยู่ที่หน้าต่าง มือทั้งสองข้างกอดอก โดยที่มือซ้ายอยู่ด้านบน ลักษณะทั้งสองอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่มีนิสัยแบบ SA นิ้วหัวแม่มือขวาที่อยู่ด้านบนแสดงให้เห็นว่าสมองด้านซ้ายใช้เหตุผลเป็นหลักในการรับข้อมูลได้ดีเยี่ยม และมือซ้ายที่กุมอยู่ด้านบนแสดงถึงสมองด้านซ้ายใช้เหตุผลเป็นหลักในการถ่ายทอดข้อมูลได้ดีเยี่ยม เป็นคนที่มีบุคลิกภาพดีมีเหตุผล พฤติกรรมมีจังหวะและกฎเกณฑ์ที่เป็นขั้นตอนชัดเจน เห็นได้ชัดว่าเป็นคนดื้อรั้น หวาดระแวง ไม่สนใจว่าจะปฏิบัติหน้าที่อะไรเรื่องอะไรก็จะทุ่มเทถึงที่สุดต้องทำให้จบ”

“ดูท่าทางการนั่งดื่มชาที่หน้าโต๊ะ ในเวลา 220 นาทีเขายักไหล่ไป 6 หกครั้ง แบมือ 4 สี่ครั้ง นี่แสดงว่าเขาเป็นคนที่มีพลังในการจินตนาการ และในเวลา 220 นาที ลูกตาของเขามองไปทางซ้ายเล็กน้อยเป็นเวลา 200 นาที เห็นได้ชัดแสดงว่าเขาใช้เวลาส่วนยใหญ่ในการคิดพิจารณา….”

ประตูถูกผลักเข้ามาจากด้านนอก นายทหารระดับสูงมาดเคร่งเดินเข้ามา เมื่อคนในห้องเห็นคนเข้ามา ก็พากันลุกขึ้นทำความเคารพ

“ทำไมเป็นเด็กคนนี้ล่ะ” เขามองไปที่จอ ใบหน้าเผยความประหลาดใจออกมา

“รองหัวหน้าถังถาง ท่านรู้จักเด็กคนนี้ด้วยเหรอครับ” นายทหารคนหนึ่งยิ้มและหัวเราะแล้วชี้ไปที่จางเจาหยาง “เขาเป็นทหารที่จางเจาหยางคัดเข้ามาครับ ไม่เลวเลย...”

“ไอ้เด็กเวรนี่ ไม่ได้เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเดียวกับถังถังถางถางหรอกหรือไง ทำไมถึงถูกจางเจาหยางคัดเลือกเข้ามาเป็นทหารได้” ถังถางจิ้งจงมองไปที่จางเจาหยาง

“ผมเป็นคนคัดเข้ามาเองครับ” จางเจาหยางยืนตัวตรงรายงานต่อถังจิ้งจง “หัวหน้า เจ้าเหยียนเฟิงหั่วนี่ฮั่วคนนี้เต็มใจปรารถนาที่จะเป็นทหาร ดังนั้นผมจึงเลยคัดเลือกเขาเข้ามาครับ”

“ทหารที่นายคัดมาไม่มีปัญหา” ถังถางจิ้งจงจ้องมองไปที่เหยียนเฟิงหั่วในจอฮั่ว เขาคิดสักครู่ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “เหยียนเฟิงหั่วฮั่วคนนี้ฉันรู้จักดี ไอ้เด็กสารเลวนี่ ถ้ามาเป็นทหารในกองกำลังจิ้งจอกโลหิตก็เหมาะสมกับเข้าที่สุดแล้ว แต่ฉันอยากถามเขาสักสองสามคำถาม เป็นการส่วนตัว”

เมื่อพูดจบ ถังถางจิ้งจงจัดระเบียบเครื่องแต่งกาย ก่อนจะก็เดินออกไป เขาตรงมาที่ห้องที่ของเหยียนเฟิงหั่วอยู่ฮั่ว

เหยียนเฟิงหั่วฮั่วที่กำลังดื่มชามองเห็นถังถางจิ้งจงที่เดินเข้ามาก็ตกใจ แต่เด็กคนนี้มีปฏิกิริยาตอบสนองไว เขารีบยืนตัวตรง ไม่ชายตามอง

“สวัสดีครับหัวหน้า!”

“สวัสดี นั่งลงสิ” ถังถางจิ้งจงนั่งอยู่ตรงหน้าของเหยียนเฟิงหั่วฮั่ว ใบหน้าเคร่งขรึม

เมื่อเห็นใบหน้าเคร่งขรึมของอีกฝ่าย เหยียนเฟิงหั่วฮั่วก็ดันถ้วยชาไปให้ถังางจิ้งจงที่อยู่ด้านหน้าอย่างระมัดระวัง ด้วยใบหน้าเอาอกเอาใจ

“ทำไมนายถึงอยากมาเป็นทหาร” ถถังางจิ้งจงมองเหยียนเฟิงหั่วฮั่วแล้วถามออกมา

“เพราะผมอยากเป็นทหารครับ” ในดวงตาของเหยียนเฟิงหั่วฮั่วเผยให้เห็นความเศร้าเสียใจ

“เหตุผลนี้มันไม่เพียงพอ ฉันอยากรู้ว่าทำไมนายถึงไม่ไปเรียนที่มหาวิทยาลัย แต่จู่ๆ ก็อยากมาเป็นทหาร” ถังถางจิ้งจงใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ สายตาเป็นไฟราวคบเพลิง เขาพูดต่อว่า “นี่เป็นปัญหาส่วนตัว นายคงยังไม่ได้บอกการตัดสินใจของนายนี้กับถังถังถางถางแน่ นายก็คิดซะว่าฉันถามคำถามนี้กับนายแทนถังถังถางถางแล้วกัน นายก็รู้ว่าฉันยอมรับเรื่องนายกับถังถังถางถาง ดังนั้นให้ฉันเป็นคนไปอธิบายแทนดีกว่า”

ปัญหาส่วนตัวนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อะไรสักนิด ถึงอย่างไรพ่อก็เข้าใจลูกสาวของตัวเองดีที่สุด ถังจิ้งจงรู้ดีว่าลูกสาวเขายังไม่ได้แต่งงานกับเหยียนเฟิงหั่วฮั่ว และเขาก็ไม่เข้าไปยุ่งเรื่องนี้ ได้แต่จากการเฝ้าดูมองมาตั้งแต่เล็กจนโต และเขาก็ยอมรับเหยียนเฟิงหั่วฮั่วแล้ว

“ลุงถังครับ เมื่อวานผมเพิ่งรู้ว่าผมเป็นเด็กถูกพ่อแม่รับมาเลี้ยง” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดต่อ “ผมคิดอะไรไม่ออก ดังนั้นผมเลยมาหาที่ดีๆ สำหรับคิดเรื่องนี้”

ถังถางจิ้งจงไม่ได้พูดอะไร เขายังเคาะโต๊ะต่อไปเรื่อยๆ ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบสงัดไปอยู่พักหนึ่ง

“ผมจะอธิบายเรื่องนี้กับถังถังถางถางเอง แต่ว่าไม่ใช่ตอนนี้” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วพูดทำลายความเงียบ

“ฉันเข้าใจแล้ว” ถางถังจิ้งจงพยักหน้า “งานของถังถังถางถางฉันทำเอง ตอนนี้ฉันอยากถามนายอีกสักสองสามคำถาม นายตอบได้ตามสบายเลย”

“คุณถามมาเถอะครับ”

“ถ้านายเป็นผู้บังคับบัญชาการทหาร แล้วเพื่อนร่วมรบของนายถูกจับไปเป็นเชลยได้ ศัตรูใช้เขาเป็นเหยื่อเพื่อล่อพวกนายให้ไปช่วย แต่พวกนายไม่มีวิธีอื่น นายจะเลือกจะทำอย่างไร?” ถังจิ้งจงถามคำถามนี้ออกไปด้วยสีหน้าจริงจัง

“ถ้าผมเป็นผู้บังคับบัญชาการทหารนายหนึ่ง ผมจะฆ่าเขาด้วยมือผมเอง แต่ถ้าหากผมเป็นแค่ทหารธรรมดา ผมเลือกที่จะยอมจำนน”

“ยอมจำนน?” ถังถางจิ้งจงขมวดคิ้ว

“ใช่ครับ ยอมจำนน ผมไม่สามารถทอดทิ้งเขาได้ ที่ผมสามารถทำได้คือเดิมพัน ถ้าผมชนะผมก็เอาชีวิตเขากลับมาได้ แต่ถ้าผมแพ้นั่นก็จบเห่ด้วยกัน”

“นายชอบการเดิมพันเหรอ” ยิ่งนานเข้าคิ้วของถังถางจิ่งจงก็ยิ่งขมวดมากขึ้น

“ผมไม่ชอบการเดิมพัน” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วพูดอย่างจนใจ “ท่านก็บอกอยู่ว่าไม่มีวิธีอื่นแล้ว สถานการณ์แบบนี้มีแต่ต้องเดิมพัน ผมยอมแพ้ไม่ได้ และไม่อาจยอมรอรับชะตากรรม มีแต่ต้องหาโอกาสหลังจากยอมจำนนเท่านั้น”

“นายจะรู้ ว่าการยอมจำนนของนายจะนำพาความยุ่งยากมากมายมาให้นายในภายหลัง” ถังถางจิ้งจงเตือนสติเหยียนเฟิงหั่วฮั่ว

“ไม่ใช่ว่าผมยังมีคุณอยู่เหรอครับ” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วเบิกตาขึ้นและพูด “ตอนนี้คุณเป็นเสนาธิการกองแล้ว อีกไม่กี่ปีข้างหน้าไม่แน่ว่าคุณก็จะได้เป็นนายพล ช่วยผมจัดการปัญหายุ่งยากพวกนี้ไม่ได้หรือครับ คิดซะว่าผมเป็นลูกเขย...เพื่อนร่วมชั้นของลูกสาวคุณก็ได้ครับ”

ถังถางจิ้งจงชะงักไปเล็กน้อย คำตอบนี้ดูจะไม่ผิด ปัญหายุ่งยากที่เกิดขึ้นแน่นอนว่ายากที่จะหลีกเลี่ยงขณะอยู่ในสนามรบ เพียงแต่ต้องสามารถเป็นการหาวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ปัญหาเท่านั้น

“ขอถามนายอีกคำถาม นายเคยคิดไหมว่าถ้านายตาย ถังถังถางถางจะทำยังไง?”

“ตาย?” เหยียนเฟิงหั่วฮั่วพูดออกมาอย่างระมัดระวัง “ลุงถังถาง คุณคงไม่ได้สมคบคิดกับจางเจาหยางให้ผมไปอยู่ในกองกำลังลับอะไรแบบนั้นใช่ไหมครับ นี่มันจะตลกเกินไปแล้ว ผมไม่ใช่คนที่เหมาะสมแบบนั้น หรือถ้าหากผมต้องตายถางถาง ถังถังก็จะตายตามเพื่อบูชาความรัก ถังถังถางถางจะฆ่าตัวตายตามผมโดยไม่สนใจชีวิตของคุณ ขุนนางที่ซื่อสัตย์ยากที่จะตัดสินเรื่องในบ้าน เพราะฉะนั้นไม่ว่ายังไงคุณก็ไม่ควรส่งผมไปที่นั่น”

เมื่อได้ยินประโยคนี้ ถังจิ้งจงเกือบจะไม่ได้กระอักเลือด ใบหน้าของเขากลับมีแต่รอยยิ้ม พยายามทำให้ตัวเองดูใจดีที่สุด

“มีดที่ไม่ลับก็จะไม่คม คนที่ไม่ลับก็จะไม่ประสบความสำเร็จ เฟิงหั่วฮั่ว อย่าทำให้ฉันผิดหวัง อย่าทำให้ถังถังถางถางผิดหวัง และยิ่งไปกว่านั้น อย่าทำให้พ่อแม่นายผิดหวัง”

หลังจากพูดจบ ถังถางจิ้งจงก็หมุนตัวเดินออกไปข้างนอก ทิ้งเหยียนเฟิงหั่วไว้ฮั่วที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสนไว้

วันที่ 2 เหยียนเฟิงหั่วฮั่วถูกส่งไปที่กองกำลังจิ้งจอกโลหิตซึ่งอยู่ลึกในทะเลทราย เป็นเพียงทหารคนเดียวที่กลายเป็นคนทหารของจิ้งจอกโลหิตโดยไม่ผ่านการฝึกฝน

devc-a3b5dd88-33025