นักรบยอดจารชน: บทที่ 2 ไม่ใช่นักโทษ ตอนที่ 2
บทที่ 2 ไม่ใช่นักโทษ
บนกลางไหล่เขา เหยียนเฟิงหั่วสวมชุดเครื่องแบบลายพรางซุ่มมองลงไปที่ตีนเขา
ส่วนสูงของเขา 185 เซนติเมตร กระดูกสันหลังตั้งตรงผิดปกติ ผิวภายนอกเป็นดั่งโลหะแข็งที่มีความมันเงา เห็นได้ชัดว่าเขาสูงใหญ่และแข็งแกร่งมาก แต่กลับมีความราบเรียบเสือชีตาร์ในแอฟริกาก็เปรียบมิได้ และทำให้คุณรู้สึกเหมือนมีแรงระเบิดมหาศาลปะทุออกมาจากร่างกายน่าเกรงขามของเขา
ใบหน้าดำคล้ำหยาบกร้านทำให้เห็นเป็นเค้าโครงหน้าชัดเจน ปลายคางโค้งมนราวกับรูปสลักหินอ่อนที่ถูกแกะสลักออกมา ทำให้ผู้คนที่พบเห็นรู้สึกได้ถึงความเด็ดเดี่ยวหนักแน่น คิ้วคมเข้มราวกับน้ำหมึกนัยน์ตาสีดำวาวเป็นประกาย แต่กลับมีความสุขุมนุ่มลึกแฝงอยู่ในนั้น ทำให้ผู้คนหลงใหลไม่เป็นตัวของตัวเอง
ทุกคนที่ได้มายืนตรงนั้นล้วนแล้วแต่ภาคภูมิใจในตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง ดูมีสง่าราศีห่างชั้นจากคนธรรมดาทั่วไป
“พี่คะ” น้ำเสียงห้าวแต่ก็ยังฟังได้ว่าเป็นน้ำเสียงของหญิงสาววัยแรกรุ่นคนหนึ่ง กำลังเรียกเหยียนเฟิงหั่ว
เมื่อได้ยินเสียงเรียกของหญิงสาว บนใบหน้าของเหยียนเฟิงหั่วก็ปรากฏใบหน้าแสนอบอุ่นออกมา พร้อมใบหน้ายิ้ม รอยยิ้มแบบนี้ที่ทำให้บุคลิกของเขาดูสมบูรณ์แบบ เป็นผู้ชายที่ดูเจิดจ้า
“เหยียนเหยียน” เหยียนเฟิงหั่วตบไปเบาๆ สุนัขตำรวจสองตัวที่นั่งอยู่ เขานั่งลงบนสนามหญ้าข้างกายหญิงสาว ก่อนจะยื่นมือไปลูบผมของเธอ
นี่คือผู้หญิงที่เหยียนเฟิงหั่วจับตัวมา เธอเป็นน้องสาวแท้ๆ ที่มีสายเลือดเดียวกันกับเขา ชื่อว่า เหยียนเหยียน
ด้วยใบหน้าของเหยียนเฟิงหั่วทำให้คาดเดาได้เลยว่าเหยียนเหยียนจะต้องเป็นสาวสวยที่มีความสดใสดั่งแสงอาทิตย์อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ใบหน้าของเธอกลับซีดเซียว ไร้ชีวิตชีวา ขาทั้งสองข้างใส่เฝือก เธอนั่งอยู่บนพื้นหญ้าอย่างไร้เรี่ยวแรง
ขาของเธอทั้งสองข้างหักแล้ว
“พี่คะ หนูขอร้องพี่อย่าฆ่าคนเลยนะ ไม่อย่างนั้นหนูต้องเหลือตัวคนเดียวแน่ๆ” เหยียนเหยียนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน
“พี่ไม่ฆ่าคนหรอก” เหยียนเฟิงหั่วยิ้มและให้สัญญากับเหยียนเหยียน แต่บนใบหน้าของเขายังมีร่องรอยคราบน้ำตาอุ่นๆ หลงเหลืออยู่
“พี่คะ พี่ร้องไห้”
“เปล่า เปล่านะ พี่จะร้องไห้ได้ยังไงล่ะ ฮ่าๆๆ…” เหยียนเฟิงหั่วหัวเราะเสียงดัง เขาเช็ดแก้มตัวเองแล้วพูดว่า “เหยียนเหยียน เล่นกับเจ้าหมาสองตัวนี้สนุกไหม”
“อืม” เหยียนเหยียนพยักหน้า
เธอค่อยๆ เอนตัวนอนราบลงไป เหยียนเฟิงหั่วโอบเหยียนเหยียนเข้ามากอดอย่างแผ่วเบา เขาขยับศรีษะของเธอมาวางไว้บนบ่าอย่างระมัดระวัง จ้องมองน้องสาวสุดที่รักที่ได้เจอกันเพียงสามครั้งเท่านั้น
“พี่คะ จะเปิดเทอมแล้ว พี่ว่าหนูยังจะไปโรงเรียนได้อยู่ไหมคะ” เหยียนเหยียนเงยหน้าขึ้นมองเหยียนเฟิงหั่ว ดวงตาที่ไร้ชีวิตชีวาปรากฏความหวังออกมา
เหยียนเฟิงหั่วล้วงเอาจดหมายแจ้งผลการสอบคัดเลือกที่อยู่ในชุดออกมา เขาค่อยๆ อ่าน “หนังสือแจ้งผลการสอบคัดเลือกมหาวิทยาลัยชิงหัว นักศึกษาเหยียนเหยียน สอบติดคณะการจัดการอุตสาหกรรม สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์และการจัดการ กรุณานำหนังสือประกาศผลนี้มาเป็นหลักฐานในการรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยตามระยะเวลาที่กำหนด ตามสถานที่ที่แจ้ง จึงเรียนมาเพื่อให้นักศึกษาเข้าใหม่ทราบ”
เมื่อเหยียนเฟิงหั่วอ่านจดหมายแจ้งผลการคัดเลือกฉบับนั้นจบ เหยียนเหยียนก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“พี่คะ พี่ว่าพอถึงเวลาเปิดเทอมแล้วขาหนูจะดีขึ้นไหมคะ” เหยียนเหยียนถามเหยียนเฟิงหั่ว
“ดีสิ ดีขึ้น ต้องดีขึ้นแน่นอน”
“แผลหายแล้วหนูยังจะเข้าร่วมฝึกทหารได้ไหม”
“ได้สิ เข้าฝึกได้ เข้าฝึกได้แน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีค่ะ” ใบหน้าของเหยียนเหยียนเต็มไปด้วยความหวัง เธอพร่ำออกมาเบาๆ ว่า “พี่คะ พี่รู้ไหมว่า เพื่อนร่วมชั้นทุกคนอิจฉาหนูกันหมดที่หนูมีพี่ชายเป็นทหารสังกัดอยู่ในกองกำลังพิเศษ หนูก็อยากเป็นทหารเหมือนกัน…”
เหยียนเฟิงหั่วหัวเราะ เขาโอบเหยียนเหยียนเข้ามาในอ้อมกอด ก่อนจะจูบลงไปที่หน้าผากของน้องสาวด้วยความเอ็นดู
“พี่เป็นทหาร แต่พี่ไม่ต้องการให้น้องเป็นทหารนะ เพราะว่าการเป็นทหารมันเหนื่อยมาก เหนื่อยมากๆ…”
เหยียนเฟิงหั่วใจลอย รอยยิ้มของเขาเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวด เขาไม่ได้รังเกียจความยากลำบากจากการเป็นทหาร แต่เมื่อคุณสวมชุดเครื่องแบบทหารแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าคุณไม่มีทางปฏิเสธภาระหน้าที่ที่คุณได้รับมาได้ หากให้เขาเลือก เขาคงเลือกที่จะไปเป็นโจรดีกว่า อย่างน้อยก็ยังอยู่ปกป้องน้องสาวได้ทุกวัน
“พี่คะ พี่คิดอะไรอยู่เหรอคะ” เหยียนเหยียนซุกซนจับจมูกของเหยียนเฟิงหั่ว เธอเผยรอยยิ้มน่ารักน่าเอ็นดูออกมา
“เปล่า ฮ่าๆ” เหยียนเฟิงหั่วหัวเราะเสียงดังตอบกลับไป “พี่ก็แค่อยากกินไก่ย่าง เหยียนเหยียนอยากกินอะไรล่ะ”
“หนูไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น” เหยียนเหยียนหดตัวในอ้อมแขนของเหยียนเฟิงหั่ว
“ไม่ได้” ใบหน้าของเหยียนเฟิงหั่วดูไม่พอใจ
“แต่พวกเราก็ไม่มีอะไรให้กินแล้วนี่คะ” เหยียนเหยียนตอบเสียงเบา
เขามองสุนัขทหารสองตัวที่อยู่รอบตัว เหยียนเฟิงหั่วหัวเราะ หึหึ เขาล้วงเอากระดาษกับปากกาออกมาเขียน จากนั้นจึงนำไปใส่ไว้ในปลอกคอของสุนัขทหาร ก่อนจะตบเบาๆ เพื่อสั่งให้พวกมันลงเขาไป
ที่ตีนเขา กองทัพหยุดการเคลื่อนไหว และรอคอยอย่างอดทน
เบื้องบนขอร้องไม่ให้ใช้การเคลื่อนไหวทางทหารแบบใดก็ตามกับเหยียนเฟิงหั่วทั้งสิ้น มิเช่นนั้นจะได้รับโทษฐานกระทำผิดระเบียบวินัยร้ายแรง พวกเขามีประสาทสัมผัสว่องไวและเฉียบคมมาก รู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูที่เก่งกาจมากขนาดไหน ทางเบื้องบนกลัวว่าจะเป็นการบีบคั้นคนที่ชื่อเหยียนเฟิงหั่วมากเกินไป
ทหารที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว จางผัวนั่งอยู่บนพื้นไม่เหลือมาดใดๆ บนพื้นหญ้าตรงหน้ายังคงมีเลือดหลงเหลืออยู่ ดวงตาทั้งคู่จ้องมองไปที่ระเบิดที่ทำออกมาอย่างง่าย
ทันใดนั้นเขาก็คิดถึงกองกำลังหนึ่งขึ้นมา กองกำลังลึกลับที่อยู่ในตำนาน
ทุกการต่อสู้ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่าเวลาใด ไม่มีกองทัพไหนยอดเยี่ยมไปกว่ากองทัพนั้นอีกแล้ว
นั่นคือกองทัพที่ใช้ชีวิตและเลือดเนื้อก่อตั้งขึ้นมาในช่วงเวลาแห่งสันติภาพ ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นหัวกะทิที่มือทั้งสองข้างอาบไปด้วยเลือดของศัตรู พวกเขาแทบจะไม่มีใครได้ปลดประจำการเลย เพราะบ้างก็ตายในสนามรบ ส่วนคนที่มีฝีมือในระดับสูงบางคนรอดตายมาได้ก็จริง แต่ก็ต้องพิการไปตลอดชีวิต
กองทัพนี้ไม่มีวีรบุรุษ แต่ทุกคนในกองทัพล้วนเป็นวีรบุรุษ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองเป็นวีรบุรุษเลยก็ตาม มันง่ายมาก เพียงเพราะว่าพวกเขามีศรัทธามั่นคง อย่างคำว่า ปกป้องบ้านเมือง
พวกเราต่างก็เป็นคนของประเทศที่ขาดศรัทธา พวกเรากว่าร้อยล้านคนเคยศรัทธาในคนๆ หนึ่ง ภายใต้ความเชื่อมั่นนั้นพวกเราเป็นเหมือนดั่งราชสีห์ ต่อให้กระดูกเราจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ยังยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง
แต่ตอนนี้พวกเราต่างมีจิตใจขาดศรัทธา สิ่งที่พวกเราพยายามปกป้องรักษาที่สุดก็พินาศย่อยยับไป แต่ความศรัทธาเดียวที่เหลืออยู่และสามารถทำให้กองทัพยังคงอยู่ต่อไปได้ นั่นคืออักษรเก้าตัวที่ติดไว้บนประตูด้านหน้าของกองทัพ ‘ทั้งวิญญาณทั้งใจเพื่อประชาชน’
จางผัวเข้าใจดีว่ากองทัพนี้เป็นกองทัพที่ศรัทธาต่อชีวิตมากแค่ไหน มีชีวิตอยู่ก็เพื่ออักษรเก้าตัวนั้น ต่อให้ตายก็ตายเพื่ออักษรเก้าตัวนั้น ด้วยศรัทธาเช่นนั้นของพวกเขาทำให้พวกเขายังมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดหวั่น หากไม่ใช่เพราะพวกเขากอดศรัทธาเช่นนั้นเอาไว้ พวกเขายังจะสามารถออกไปเดินอยู่ในแนวหน้าของสงครามต่อต้านการก่อการร้ายทางตะวันตกเฉียงเหนือได้อย่างไร
หากมีคนมาจากกองกำลังลึกลับที่อยู่ในที่รกร้างห่างไกลแบบนั้นจริง ทำไมถึงยังทำเรื่องแบบนี้ได้อีกล่ะ มันเป็นไปไม่ได้หรอก
ทันใดนั้นจางผัวก็มีพละกำลังความปรารถนาแรงกล้าที่จะวิ่งขึ้นไปบนยอดเขานั้น เขาเพียงแค่อยากจะเห็นเหยียนเฟิงหั่วคนนั้น ก็แค่อยากจะเห็นกับตาว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนแบบไหนกันแน่
“หัวหน้าครับ ลาฟางกับฝูหวากลับมาแล้วครับ เอากระดาษมาแผ่นหนึ่งด้วยครับ” เจ้าหน้าที่ฝึกสุนัขทหารวิ่งมาตรงหน้าจางผัว เอากระดาษที่เหยียนเฟิงหั่วเขียนยื่นให้กับจางผัว
จางผัวคว้าเอากระดาษขึ้นมาดู ‘ไก่ย่างสองตัว หมั่นโถวยี่สิบลูก ซุปแม่ไก่หนึ่งกระป๋อง ถั่วลิสงหนึ่งถุง (แบบทอดด้วยน้ำมัน) ผัดดอกกะหล่ำแห้งหนึ่งชุด มะเขือยาวอบน้ำมันหนึ่งชุด ผักสดครึ่งกิโลกรัม ขาห่านครึ่งกิโลกรัม นมเปรี้ยวยี่ห้อส่วงไวไวหนึ่งแพค นมวัวสองกระป๋อง บุหรี่ซูเหยียนสองซอง เหล้าขาวสองขวด (ไม่เอาที่ราคาต่ำกว่าสองร้อยหยวน) ชามใบเล็กสองใบ จานเล็กๆ สองใบ เพิ่มตะเกียบสองคู่กับช้อนสองคัน (เป็นพลาสติกจะดีที่สุด บนเขามีก้อนหินเยอะ) อ้อ จะลืมกระดาษทิชชู่ไม่ได้เด็ดขาด เพราะที่ฉันยังไม่มี’
“นี่มัน นี่มัน…” จางผัวตะลึงงันไป เขากำลังคิดว่า เขากำลังคิดว่าในใจของเหยียนเฟิงหั่วคนนี้ แท้จริงแล้วถูกฝึกอบรมมาเป็นคนแบบไหนกัน ในสถานการณ์แบบนี้ยังเขียนใบสั่งอาหารมาได้
เสียงดังกึกก้องมาจากรถยานยนต์ออฟโรดที่แขวนป้ายทะเบียนของกองทัพ คนที่เดินลงมาจากรถก็คือเด็กหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดลายพราง
คนๆ นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาเรียบร้อย ดูรวมๆ แล้วเด็กหนุ่มคนนี้ต้องเป็นคนสุภาพเรียบร้อยแน่นอน วิธีการพูดจาสง่างามเหมือนคนมีความรู้สูง แต่จางผัวมองครั้งเดียวก็สามารถเห็นลึกเข้าไปในดวงตาที่มีแต่ความกระหายเลือด นอกจากนั้นอีกฝ่ายยังทำให้รู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก
นักปราชญ์ผู้เก่งกาจไม่จำเป็นต้องโอ้อวดตน นี่เป็นผู้มีความสามารถในการเข่นฆ่าบนสนามรบ คนเช่นนี้ คนประเภทนี้ทำให้ผู้คนหวาดกลัวยิ่งกว่าใคร
เด็กหนุ่มที่ลงมาจากรถหรี่ตาทั้งสองข้างมองขึ้นไปบนยอดเขา ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่ทำให้คนอื่นๆ รู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้น่าคบหาสนิทสนมด้วย แม้แต่จางผัวเองก็อยากจะสนิทสนมกับอีกฝ่าย เป็นความรู้สึกสนิทสนมที่ไม่มีเหตุผลสักนิด
เด็กหนุ่มเดินมาถึงข้างหน้าของจางผัว เขายื่นมือไปหยิบใบเมนูที่เหยียนเฟิงหั่วเขียน ใบหน้ามีรอยยิ้มปรากฏออกมา “นี่เป็นการเขียนของเหยียนเฟิงหั่ว ดีล่ะ เรื่องที่ได้รับมาให้ผมจัดการเองครับ”
ประโยคที่เรียบร้อยและสุภาพนี้ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าได้เขาเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองและมีพลัง ไม่มีใครกล้าดูถูกการมีตัวตนอยู่ของเขาสักคน นี่คือคนมีฝีมือที่ส่งมาเพื่อจัดการเหยียนเฟิงหั่วสินะ
“มีระเบิด!” จิตใต้สำนึกของจางผัวดึงสติฝ่ายตรงข้าม เขาชี้ไปบนพื้นที่ระเบิดบนพื้นที่เหยียนเฟิงหั่วทำขึ้นมาอย่างง่ายๆ
เด็กหนุ่มกวาดตามอง เขายิ้มด้วยรอยยิ้มที่ไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องแปลกอะไร ก่อนจะชี้ไปที่ยอดเขา
“ภูเขาลูกนี้สูง 120 เมตรจากระดับน้ำทะเล ความลาดเอียง 55 องศา ระยะทางจากตีนเขาไปจนถึงยอดเขาประมาณ 80 เมตร ระเบิดที่พวกเขาวางเอาไว้ควรจะมีระยะห่างจากตีนเขาครึ่งหนึ่ง ระยะห่างขนาดนี้สิ่งที่เหยียนเฟิงหั่วใช้ก็คือวิธีการวางทุ่นระเบิด W-TYPE ที่เป็นระบบอัตโนมัติ เป็นแบบนี้ใช่ไหมครับ” เด็กหนุ่มถามจางผัวด้วยรอยยิ้ม
ได้ยินอีกฝ่ายพูดแบบนั้น จางผัวก็พยักหน้า ยอมรับว่าที่อีกฝ่ายพูดนั้นคือเรื่องจริง
“ขอปืนให้ผมกระบอกหนึ่งสิครับ” เด็กหนุ่มยื่นมือขวาออกไปหาจางผัว
จางผัวยื่นปืนให้เด็กหนุ่ม จ้องมองฝ่ายตรงข้ามตาเขม็ง
เขาพบว่าเมื่อเด็กหนุ่มสัมผัสกับปืนกระบอกนั้น บุคลิกของเขาก็เปลี่ยนไป ถ้าหากให้พูด เมื่อครู่เขาคงสวมหน้ากากเป็นขงจื๊อ เช่นนั้นตอนนี้ก็คงจะดึงเอาหน้ากากนักฆ่าบ้าเลือดออกมา เขานั่งยองๆ ลงไปก่อนจะสาดกระสุนราวกับอยู่ในสมรภูมิรบ ในรูม่านตาของเขามองไปที่ลูกระสุนที่ถูกยิงออกมา
“ปัง! ปัง! ปัง!” … “ตูม! ตูม! ตูม!”
เมื่อเด็กหนุ่มเหนี่ยวไกปืนราวสายฟ้าแลบ ระเบิดที่อยู่กลางเขาส่งเสียงดังรุนแรง เผยดินฝุ่นละอองกับเศษหญ้ายุ่งเหยิง อานุภาพของระเบิดเหล่านี้ยังห่างไกลจากระเบิดที่ผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิดทำ นี่น่าจะเป็นจุดวางระเบิดจุดที่สอง
จางผัวมองภาพเด็กคนนั้นถึงกับตาโต เขากำลังคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้รู้ตำแหน่งการวางทุ่นระเบิดของอีกฝ่ายได้อย่างไร พอคิดอีกทีทำไมเหยียนเฟิงหั่วถึงได้ทำให้ระเบิดที่ทำง่ายๆ แบบนี้มีอานุภาพไม่เหมือนกันได้
เด็กหนุ่มยิงปืนไปแล้วสิบสองนัดเกิดลังเลนิดหน่อย เขาเอาปืนคืนให้จางผัว เขาสั่นหัวอย่างจนใจ “ที่วางทุ่นระเบิดทุ่นที่สามผมก็มองไม่ออกเหมือนกัน”
หลังจากพูดจบ เด็กหนุ่มก็ก้าวเท้าเดินขึ้นไปบนยอดเขา เหลือเพียงจางผัวที่ยังคงตกตะลึง
ตั้งแต่ที่เด็กหนุ่มเริ่มยิงปืน จางผัวก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องเป็นยอดฝีมือของกองทัพ การยิงปืนของเขาไม่ต้องเพ่งเล็งอะไรเลยด้วยซ้ำ ทั้งหมดล้วนอาศัยเพียงแค่ความชำนาญในการใช้ปืนกับความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น ไม่ต้องพูดเลยว่าเป็นการเรียนยิงปืนด้วยตนเอง เพราะปืนที่เขารับไปนั้นเป็นปืนที่ยังไม่ได้ซ่อมแซมแต่กลับยิงถูกทุกนัดอย่างแม่นยำ
นี่มีเพียงแค่คนจากมือปืนจากหน่วยรบที่เป็นเอกเทศในตำนานเท่านั้นที่ทำได้ แต่เด็กหนุ่มคนนี้เพิ่งจะพูดออกมาว่าตนเองสู้เหยียนเฟิงหั่วไม่ได้ จะเป็นไปได้ยังไง ไม่อย่างนั้นเหยียนเฟิงหั่วคนนั้นจะร้ายกาจขนาดไหนกัน
ที่ตีนเขามีทหารเข้ามาเพิ่มอีกหนึ่งคน เป็นผู้หญิงหน้าตาสวยหวาน หากว่านิ้วหัวแม่มือของเธอไม่แข็งกระด้าง คงจะมีใครสักคนพาเธอไปเป็นทหารอารักษ์แทน
“พวกคุณคือคนที่จะมาคุมตัวนักโทษนั่นใช่ไหม” จางผัวถามออกมาอย่างระมัดระวัง
ประโยคเพิ่งจะหลุดปากถามไป หญิงสาวก็ส่งสายตาดุร้ายทิ่มแทงเข้ามาในดวงตาของจางผัว เหมือนแม่เสือที่กำลังโกรธเคือง
“เฟิงหั่วไม่ใช่นักโทษ” หญิงสาวใบหน้าถมึงทึง “พวกคุณคนไหนก็ห้ามประณามว่าเขาเป็นนักโทษเด็ดขาด เพื่อประเทศชาติแล้ว เขายอมเสียเลือดมากกว่าพวกคุณทุกคนซะอีก”
“พวกคุณเป็นคนของหน่วยไหน” จางผัวเงียบสักพักแล้วถามขึ้น
เขาเพียงแค่อยากรู้คำตอบเท่านั้น ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่ยอม ไม่มีทางยอมเด็ดขาด
หญิงสาวไม่ได้ตอบจางผัว เธอหายใจเข้าลึกๆ ใบหน้าหวานๆ ก็เผยสีหน้าดุร้าย เสียงกรีดร้องคร่ำครวญออกมาจากปากสีแดงสดของเธอ “ฮือ…ฮือ…”