ตามใจรัก สาวนักแฮก ตอนที่ 7
บทที่ 7 ความทรงจำของฉันกลับมาแล้ว
แสงไฟสีเหลืองในห้องทำให้ซิงเหอดูซีดเซียวขึ้นไปอีก
“มันเป็นแค่อุบัติเหตุเล็กๆ แม้แต่หมอก็บอกว่าไม่มีอะไรร้ายแรง พักแค่สองสามวันเดี๋ยวฉันก็ดีขึ้น” เธอไม่อยากเปิดเผยไปมากกว่านี้ เพราะมันจะทำให้คุณอาเป็นห่วง “ร่างกายคุณอายังไม่แข็งแรงดี ทำไมถึงลุกออกมาจากเตียงล่ะคะ?”
เฉิงอู่ป่วยเป็นโรคไต บวกกับการที่เขาเป็นพนักงานทำความสะอาดทำให้ต้องนอนตั้งแต่หัวค่ำเพื่อจะตื่นให้ทันไปทำงานกะเช้า
“อารู้สึกไม่ดีเพราะเธอออกไปนานมากแล้ว เห็นไหมล่ะว่ามีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นกับเธอจริงๆ ด้วย” เฉิงอู่พูดด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว “เธอเคยประสบอุบัติเหตุเมื่อหกปีก่อนไปแล้วนี่? นั่นยังไม่พออีกเหรอ? ดูเหมือนว่าพระเจ้าจะทอดทิ้งตระกูลเซี่ยแล้วจริงๆ…”
มันเป็นเรื่องยากที่จะโต้แย้งตรรกะของเฉิงอู่ เพราะว่าไม่มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับตระกูลเซี่ยจริงๆ
พ่อของเธอตาย เธอสูญเสียความทรงจำหลังประสบอุบัติเหตุรถชน และแม้กระทั่งการแต่งงานของเธอก็จบลงด้วยการหย่าร้าง
ช่วงที่พวกเขากำลังดวงตก เฉิงอู่ก็ติดเชื้อที่ไต ค่าใช้จ่ายในการฟอกไตทุกเดือนของเขายิ่งทำให้เงินเก็บอันน้อยนิดของครอบครัวร่อยหรอเข้าไปอีก
ลูกชายของเฉิงอู่ เซี่ยจื้อ เป็นนักเรียนดีเด่น คู่ควรกับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในประเทศ
แต่เพื่อที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายของครอบครัว เซี่ยจื้อจึงเลือกเรียนต่อที่โรงเรียนรัฐภายในเมือง ถึงค่าเล่าเรียนจะถูกกว่ากันมากแต่มันก็ปิดกั้นอนาคตที่สดใสของเขา
วันนี้เธอประสบอุบัติเหตุรถชนอีกครั้ง มันก็สมเหตุสมผลที่อาของเธอจะรู้สึกแย่ที่พระเจ้าปฏิบัติต่อตระกูลเซี่ยเช่นนี้
อย่างไรก็ตามซิงเหอแอบรู้สึกขอบคุณอยู่ในใจ เพราะอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้ความทรงจำของเธอกลับคืนมา
“คุณอาดูสิ ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ ดังนั้นคุณอาไม่ต้องกังวล ยิ่งไปกว่านั้นต้องขอบคุณอุบัติเหตุในวันนี้ที่ทำให้ฉันได้ความทรงจำกลับคืนมา เพราะฉะนั้นฉันมั่นใจว่าจะต้องมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับครอบครัวของเราในเร็วๆ นี้แน่”
ทั้งเฉิงอู่และเซี่ยจื้อต่างก็รู้สึกประหลาดใจ
“พี่สาว พี่พูดจริงใช่ไหม?!”
ซิงเหอพยักหน้า “ทำไมพี่จะต้องล้อเล่นกับเรื่องแบบนี้? ที่ผ่านมาพี่ไม่สามารถช่วยเหลือครอบครัวได้เพราะว่าพี่จำอะไรไม่ได้เลยไม่รู้อะไรเลย แต่นับจากนี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป”
“ไชโยเย่ พี่สาว ในที่สุดพี่ก็ได้ความทรงจำกลับมาแล้ว!” เซี่ยจื้อรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น ตอนนี้เขาอายุยี่สิบปีแล้ว แต่ในความคิดของซิงเหอเขาก็ยังคงเป็นเด็กอยู่ดี
อย่างไรก็ตามเขาเพิ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ และทำให้รอยยิ้มแปรเลยเปลี่ยนเป็นจืดเจื่อนแทน
ในทางกลับกันเฉินอู่ที่มองโลกในแง่ดีก็รู้สึกปลื้มใจแทนซิงเหอจากใจจริง เขาไม่ได้ตระหนักเลยว่าการที่ซิงเหอได้ความทรงจำกลับมาอาจมีผลกระทบทำให้มุมมองเกี่ยวกับความทุกข์ยากที่เธอได้เผชิญในไม่กี่ปีมานี้เปลี่ยนไป
แต่เซี่ยจื้อเข้าใจความยากลำบากของซิงเหอ เขารู้ว่าความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังจากที่เธอความจำเสื่อมมันเป็นอะไรที่ยากจะรับได้
ถ้าจะให้พูดตรงๆ ตอนแรกมันก็เป็นเรื่องยากเกินกว่าที่ซิงเหอจะรับได้
แต่ว่าเธอไม่ใช่คนที่จะจมปลักอยู่กับอดีต เธอจัดการความรู้สึกของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว
หลังพูดคุยกับครอบครัวอีกไม่กี่คำ ซิงเหอก็อ้างว่าเหนื่อยแล้วกลับไปที่ห้องนอนของเธอ
เฉิงอู่ก็กลับไปที่เตียงเช่นกัน
ขณะที่ซิงเหอเตรียมจะล้มตัวลงนอน เธอก็ได้ยินเสียงเคาะประตู “พี่สาว หลับแล้วหรือรึยัง?”
“พี่ยังตื่นอยู่ เข้ามาสิ” ซิงเหอตอบแล้วลุกขึ้นมานั่งบนเตียง
เซี่ยจื้อผลักประตูเข้ามา พร้อมกับถือชามข้าวต้มร้อนๆ ไว้ในมือ
“พี่สาว ผมเป็นห่วงว่าพี่อาจจะยังไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งแต่เช้า ผมเลยใช้ของวัตถุดิบที่เหลืออยู่ทำข้าวต้มมาให้ และใส่เติมไข่เพิ่มเข้าเพื่อเพิ่มโปรตีน มันจะช่วยให้พี่ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ระวังนะฮะ ยังร้อนอยู่เลย”
เซี่ยจื้อวางชามข้าวลงบนโต๊ะข้างเตียงของเธอพร้อมกับพูดด้วยความเอาใจใส่
ซิงเหอมองไปที่ชายหนุ่มซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เตียงเธอ หกปีที่แล้วเซี่ยจื้อยังเป็นเด็กที่มีแววตาสดใส บริสุทธิ์ และใจดี ถึงแม้ว่าหกปีต่อมาแววตาใสซื่อของเขาได้หายไปแล้ว ต้องขอบคุณที่แต่เขาก็ยังมีน้ำใจเหมือนเดิม
เซี่ยจื้อคิดถูกที่มองออกว่า ซิงเหอยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้า เธอหยิบชามเซรามิกใบเล็กๆ ขึ้นมาเป่าแล้วค่อยๆ ตักข้าวต้มกินทีละช้อนๆ
เซี่ยจื้อนั่งอยู่ตรงขอบเตียงของเธอ ดวงดาสีดำของเขาจ้องไปที่เธอด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ยากจะเข้าใจ ในที่สุดเขาก็ถามขึ้นว่า “พี่สาว พี่จำทุกอย่างได้หมดแล้วจริงๆ เหรอ?”