ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 22
ตอนที่ 22 ไล่สังหารท่ามกลางม่านสายฝน
น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบราวน้ำแข็งดังขึ้นท่ามกลางม่านสายฝน ทั้งสองคนที่ควบม้าทะยานอยู่ก็กระชากบังเหียนทันที เห็นว่าบนเส้นทางด้านหน้าไม่ไกลนักมีคนรออยู่บนหลังม้า เส้นทางแคบถูกคนและม้าขวางไปเกือบครึ่ง คิดจะผ่านไปก็ต้องปะทะกับคนผู้นี้อย่างไม่อาจเลี่ยง
ฉู่หลิงมองชายหนุ่มผ่านม่านสายฝนที่เทลงมา เขาไม่ได้สวมเสื้อคลุมหรือหมวกกันฝน ยังคงแต่งกายด้วยชุดขนสัตว์เหมือนก่อนหน้านี้ที่เพิงน้ำชา ฝนทำให้เสื้อผ้าเขาเปียกปอนไปหมด น้ำฝนที่ตกกระทบเกราะบนกายเขาเกิดเป็นดอกดวงทั่วทั้งชุด
ทั่วป๋าอิ้น!
ริมฝีปากฉู่หลิงกระตุกรอยยิ้มบางขึ้นพริบตาหนึ่ง น้ำฝนไหลหยดจากหมวกสาน ก่อเกิดม่านฝนธรรมชาติบดบังเบื้องหน้า
หวนอวี้มองไปทางฉู่หลิงอย่างตกใจ ทำไมเจ้าจึงรู้ว่าเขาต้องตามมา
ฉู่หลิงแอบคิดในใจ หากเขาไม่มา ใช่ว่าเสียเวลาข้าสวมชุดเปื้อนเลือดเดินผ่านหน้าเขาไปรอบหนึ่งหรือ
“องค์ชายสี่ ท่านหมายความว่าอย่างไร” หวนอวี้ไม่มองไปทางฉู่หลิงอีก เพียงหัวเราะเล็กน้อย มองทั่วป๋าอิ้นตรงหน้าพวกเขา
ทั่วป๋าอิ้นแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง กล่าวว่า “พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าข้าหมายความเช่นไร”
หวนอวี้ยักไหล่ “ขออภัย พวกเราไม่รู้จริงๆ” ต่อให้รู้ก็ไม่ยอมรับหรอก ไม่เช่นนั้นเขาก็เป็นไอ้งั่งแล้ว
ทั่วป๋าอิ้นเห็นชัดว่าไม่ชอบโต้ฝีปากกับชาวเทียนฉี่ กระบี่ยาวในมือถูกชักออกจากฝักส่งเสียงดังเสนาะหูท่ามกลางสายฝน “ในเมื่อไม่รู้ เช่นนั้นก็ตายเสีย”
กระบี่แทงฝ่าม่านฝนไปทางหวนอวี้อย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย หวนอวี้ตบหลังม้าด้วยมือเดียว กระโดดไปทางฉู่หลิงที่อยู่ด้านข้าง
กระบี่แหวกอากาศ ม้าที่ถูกหวนอวี้ทิ้งไว้ที่เดิมส่งเสียงร้องดัง เกือบถูกฟันขาดสองท่อน พอมันหลบคมกระบี่พ้นก็ทะยานหนีไปอย่างไม่ลังเล ทิ้งหวนอวี้ที่หันหลังวิ่งกลับไปตามทางที่มาอย่างรวดเร็ว
หวนอวี้ไม่ได้กระโดดขึ้นหลังม้าฉู่หลิง แต่คว้าฉู่หลิงพุ่งเข้าไปทางภูเขาข้างๆ
ทั่วป๋าอิ้นจะปล่อยให้พวกเขาหนีไปได้อย่างไร รีบทะยานตัวไล่ตามไปทันที
ฉู่หลิงถูกหวนอวี้หนีบทะยานขึ้นเขา แล้วชายหนุ่มยังมีเวลายกมือคว้าหมวกบนหัวตนเองขว้างใส่ทั่วป๋าอิ้น หมวกสานพุ่งไปทางทั่วป๋าอิ้นพร้อมน้ำฝนสาดกระเซ็นรอบทิศ อาวุธลับในมือฉู่หลิงก็ยิงตามไปด้วย
นี่ไม่ใช่หน้าไม้ที่นางทำเอง แต่เป็นอาวุธลับที่ค้นหามาจากที่พักจวินอู๋ฮวน น้ำหนักเบา ขนาดเล็ก พกพาง่าย สะดวกใช้ หากใช้เป็น เด็กน้อยไร้เดียงสาก็ลอบสังหารยอดฝีมือธรรมดาคนหนึ่งได้
แม้ว่าเสียงฝนจะรบกวนการตัดสินใจ แต่ทั่วป๋าอิ้นยังคงสังเกตเห็นอาวุธลับที่ฉู่หลิงปล่อยออกมาพร้อมกับหมวกสานตรงหน้าตนและปัดทิ้งได้ เพียงแต่ตอนที่เขาปัดอาวุธลับที่ยิงมาตรงหน้าระยะประชิดทิ้ง หวนอวี้กับฉู่หลิงก็ทิ้งห่างเขาไประยะหนึ่งแล้ว
“อันตรายมาก” หวนอวี้วิ่งทะยานท่ามกลางสายฝนพลางกล่าว
ฉู่หลิงปาดน้ำฝนบนใบหน้า เอ่ยอย่างไม่พอใจนัก “หุบปาก ข้าทำเพื่อใครล่ะ เร็วขึ้นอีก เจ้าคงไม่คิดว่าทั่วป๋าอิ้นมาคนเดียวหรอกนะ”
หวนอวี้ย้อน “หากไม่ใช่เจ้าคอยถ่วง เขาจะตามข้าทันหรือ จะว่าไป เจ้ามั่นใจว่าเขาจะตามมาหรือ”
“เดิมไม่มั่นใจ ตอนนี้มั่นใจ” ฉู่หลิงกล่าว
นิสัยชาวเผ่ามั่วก็คือดูแคลนชาวเทียนฉี่ องค์ชายสี่แห่งเป่ยจิ้นเกือบถูกแม่หนูน้อยลอบทำร้าย ทั่วป๋าอิ้นจะยอมปล่อยไปเช่นนี้ได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากทั่วป๋าอิ้นสงสัยว่าพวกเขาเกี่ยวข้องกับการสังหารทหารเป่ยจิ้นนับร้อยที่ศาลาพักแรม ย่อมไม่ยอมปล่อยพวกเขาไปแน่
ปล่อยพวกเขาหนีไปได้เช่นนี้ ทั่วป๋าอิ้นจะทำใจได้อย่างไร
หวนอวี้ถอนหายใจ “ข้าพบว่า ตั้งแต่เจอเจ้าก็ซวยเป็นพิเศษ ฝนตกหนักอย่างนี้ยังบุกเข้าป่า จะทำให้สิ้นชีวิตได้ เจ้ารู้ไหม”
ฉู่หลิงหมอบอยู่บนหลังหวนอวี้อย่างไม่รู้สึกเป็นภาระ กล่าวอย่างไม่รับผิดชอบว่า “ข้าไม่กลัว เจ้ากลัวอะไร”
“...” ข้ากลัวว่าเจ้าจะตายน่ะสิ เข้าใจไหม เด็กสาวผอมแกร็นอย่างกับถั่วงอก กลับใจกล้าไม่น้อย
ขณะที่สองคนคุยกันนั้น ทั่วป๋าอิ้นก็ไล่ตามมาด้านหลังจริงๆ
แม้เห็นชัดว่าวิชาตัวเบาทั่วป๋าอิ้นสู้หวนอวี้ไม่ได้ แต่หวนอวี้แบกอีกคนเอาไว้ก็ย่อมถ่วงความเร็วลง
ดังนั้นสองคนก็ไล่ตามกันไปไม่ใกล้ไม่ไกลเช่นนี้ สุดท้ายก็ห่างกันไม่ไกลมากเท่าไร
ฉู่หลิงหลับตาปาดน้ำฝนที่บดบังสายตา แต่น้ำฝนก็ยังคงไหลลงมาอีก นางถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำเช่นไรดี กระซิบว่า “อีกสักครู่ตอนเลี้ยวมุม เจ้าโยนข้าลง”
หวนอวี้ไม่ตอบ ด้วยฝีมือเด็กสาวตอนนี้ ถูกเขาโยนทิ้งใส่มือทั่วป๋าอิ้นก็มีแต่ตายสถานเดียว
ฉู่หลิงรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ก็อดหน้าเครียดไม่พอใจไม่ได้
“คิดอะไร ข้ายังไม่เบื่อชีวิตนะ” ฉู่หลิงกล่าวไม่พอใจนัก “ข้ารั้งทั่วป๋าอิ้นไว้ เจ้ากลับไปจัดการทหารที่ไล่ตามมาด้านหลังให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นค่อยไปสมทบกับข้า”
“เจ้ารับมือทั่วป๋าอิ้นได้หรือ” หวนอวี้ถามขึ้น
“รับไม่ได้” ฉู่หลิงตอบโดยไม่ต้องคิด หวนอวี้กลอกตามองบน “เช่นนั้นเจ้ารั้งไว้กะผีสิ!”
“หยาบคาย” ฉู่หลิงกล่าวด้วยท่าทางสงบนิ่ง “วางใจ ข้าไม่รนหาที่ตายหรอก เจ้าเคลื่อนไหวเร็วหน่อยดีกว่า ไม่เช่นนั้นข้าตายเป็นผีก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป เกิดข้ารับมือไม่อยู่ยอมจำนน ทั่วป๋าอิ้นคงไม่สังหารข้าชั่วคราว”
หวนอวี้สูดลมหายใจลึก ยอมจำนนก็ต้องบอกกล่าวด้วยท่าทางเปิดเผยเช่นนี้หรือ
เขาเหลือบมองทั่วป๋าอิ้นที่ไล่ตามมาติดๆ กล่าวว่า “ได้ เจ้าเอาชีวิตมาล้อเล่นเอง กลับไปจำไว้ว่าต้องบอกจวินอู๋ฮวนด้วยว่าเป็นความคิดเจ้า”
“...” หากข้าตาย จะไปบอกจวินอู๋ฮวนที่ไหน คนและผีอยู่กันคนละภพไหม
“ตรงนี้แหละ!” ตอนเลี้ยวมุมหุบเขา ฉู่หลิงก็บอกเสียงเรียบ
หวนอวี้ก็ไม่ลังเล โยนเด็กสาวบนหลังทิ้งใส่เนินเขาข้างๆ ตนเองเอี้ยวตัวทะยานไปอีกทาง
ต้นไม้ในป่าเขาบดบังแสงจนสลัว กอปรกับฝนตกก็ยิ่งทำให้มืดมัว ฉู่หลิงตกลงไปบนเนินเขาก็รีบคว้าต้นไม้เล็กไว้ต้นหนึ่ง พลิกตัวปีนขึ้นไป พริบตาก็หายตัวไปท่ามกลางเนินเขา
พอหวนอวี้หันกลับไปมอง ที่นั่นก็ไร้เงาฉู่หลิงแล้ว หวนอวี้สูดลมหายใจลึก วิ่งทะยานไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
ฉู่หลิงผลุบเข้าไปในป่า แม้มีต้นไม้บดบังแต่ก็ยังคงโดนเม็ดฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสาย แม้ร่างกายเปียกปอนไปหมด แต่ฉู่หลิงก็ไม่รู้สึกหนาว กลับกัน เม็ดเหงื่อที่ผุดพรายไหลปนไปกับหยาดฝน ไหลจากหน้าผากลงมายังลำคอ ไหลเข้าไปใต้ชั้นผ้า ผสมกับน้ำฝนเป็นหนึ่งเดียว
ฉู่หลิงหายใจหอบ น้ำฝนทำให้ริมฝีปากบนดวงหน้าเปียกจนซีดขาวอยู่บ้าง
การเคลื่อนไหวออกกำลังกายเช่นนี้สำหรับจิ้งจอกโลหิตแล้วไม่นับว่าเป็นอะไร แต่สำหรับฉู่ชิงอีตอนนี้กลับเรียกว่าแทบเอาชีวิตเลยจริงๆ โชคดีที่ฝนตกหนักช่วยปิดบังร่องรอยนางไว้ ไม่เช่นนั้นฉู่หลิงก็ไม่แน่ใจว่าตนเองจะหนีไปได้นานเท่าไร
เบื้องหน้ามีเสียงฝีเท้าดังมา ฉู่หลิงรีบกลั้นลมหายใจหลบเข้าหลังต้นไม้ใหญ่ทันที
ครู่หนึ่ง ทหารเป่ยจิ้นสองนายก็โผล่มาท่ามกลางป่าเขา ทหารสองนายเดินไปค้นหาไป เห็นชัดว่าค้นหาพวกนาง ได้ยินคนสองคนยิ่งเดินเข้ามาใกล้ ฉู่หลิงสูดลมหายใจอย่างไร้เสียง หลับตาลงเอียงหน้าเล็กน้อย
สิบ แปด ห้า...สาม!
ป่าเขาเงียบสงบพลันมีลำแสงเงินสว่างวาบ
ทหารสองนายไม่ทันชักดาบ หนึ่งในนั้นก็เบิกตากว้างผงะล้มไปด้านหลัง อีกคนรีบชักดาบออกมาฟันใส่อาวุธลับที่โจมตี อีกมือคว้าควันสัญญาณทันที
ฉึก!
ลูกศรสั้นทะลุลำคอเขา ทหารนายนั้นสีหน้าบิดเบี้ยวโยนดาบในมือทิ้ง เขาคิดจะปล่อยควันสัญญาณแจ้งข่าว ก็มีเสียงดังผัวะ บางอย่างปัดข้อมือเขาออก ควันสัญญาณและของนั่นตกลงพื้นพร้อมกัน
ของสิ่งนั้นก็คือกิ่งไม้แห้ง