ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 21
ตอนที่ 21 ไม่รอดแม้แต่คนเดียว
หวนอวี้นั่งหันหลังให้ทั่วป๋าอิ้น จึงใช้ความได้เปรียบของตำแหน่งตนเองนี้ถลึงตาใส่ฉู่หลิง นั่งใกล้ขนาดนี้ยังจ้องทั่วป๋าอิ้น เจ้าคิดว่าทั่วป๋าอิ้นดื่มชาแทนสุราแล้วความรู้สึกจะชาตามหรืออย่างไร
ฉู่หลิงกะพริบตาปริบๆ ยิ้มด้วยท่าทางเชื่อฟังว่านอนสอนง่ายใส่หวนอวี้ ก้มหน้าดื่มน้ำขิงไป
ทั่วป๋าอิ้นย่อมรู้สึกได้ว่ามีคนประเมินมองเขา แต่ทว่าดูแล้วก็แค่แม่นางน้อยอายุไม่เกินสิบต้นๆ แม้ว่าแม่นางน้อยเหมือนมีฝีมือยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรพอจะเอามากล่าวถึงได้
แม้ว่าทั่วป๋าอิ้นเป็นชาวเผ่ามั่ว แต่ความจริงเขาไม่ได้มีนิสัยแบบชาวเผ่ามั่วทั่วไปที่ชอบทรมานชาวเทียนฉี่ ถึงกับรู้สึกดูแคลนด้วยซ้ำ รังแกคนอ่อนแอกว่ามีความหมายอะไร แน่จริงก็เอาชนะเซี่ยถิงเจ๋อ ยกทัพข้ามแม่น้ำหลิงชางสิ ไปจับตัวฮ่องเต้เทียนฉี่ตัวเป็นๆ มาสิ ถึงจะเรียกว่ามีความหมาย
หวนอวี้รู้สึกปวดหัว หากรู้แต่แรกว่าแม่นางน้อยนี่จัดการยากเช่นนี้ เขาก็ควรจะสู้กับจวินอู๋ฮวนสักตั้ง ต้องสลัดภารกิจนี้ทิ้งให้ได้ หากเกิดเรื่องอะไรแม่นางน้อยนี่ เขากลับไปจะไม่ถูกจวินอู๋ฮวนเอาตายหรือ หากใช้วาจาคุณชายฉางหลีมากล่าวก็คือ แม้แต่แม่นางน้อยคนเดียวก็ดูแลไม่ได้ ทำไมเจ้าไม่ไปตายเสีย
ฉู่หลิงไม่รู้ความวุ่นวายใจของหวนอวี้ สองตานางแม้ว่าจับจ้องชามเปล่าตรงหน้า แต่หูกลับตั้งใจฟังการเคลื่อนไหวด้านนอกตลอดเวลา
ฝนตกราวฟ้ารั่ว เสียงฝนซ่าด้านนอกยิ่งทำให้เพิงน้ำชาสงัดเงียบมากยิ่งขึ้น ทั่วผืนดินราวกับได้ยินเพียงเสียงฝนตกโครมครามดังไม่หยุด
ฉู่หลิงถอนหายใจ เท้าคางกล่าวว่า “ฝนตกหนักจัง”
หวนอวี้พยักหน้าเห็นด้วย “จริง ฝนตกหนักมาก” โชคพวกเขาไม่ค่อยดีเลยจริงๆ ผู้ใดจะรู้ว่าเมื่อวานฟ้าแจ้งอยู่ดีๆ วันนี้กลับฝนตกราวฟ้ารั่ว
ฉู่หลิงใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ ท่าทางไม่ใส่ใจอะไรนัก
สาม สอง หนึ่ง...
“รายงาน!”
ทหารสวมเสื้อคลุมกันฝนพร้อมหมวกทำจากหนังฝ่าฝนเข้ามา กล่าวน้ำเสียงร้อนใจว่า “เรียนองค์ชายสี่ อยู่ๆ ในค่ายก็มีทหารก็ล้มป่วยกะทันหัน!”
ทั่วป๋าอิ้นที่นั่งดื่มน้ำชาอยู่มีสีหน้าเคร่งขรึมลง กล่าวน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “อะไรนะ”
ทหารกล่าวว่า “เมื่อครู่ทหารในค่ายเพิ่งจะตั้งค่ายหุงหาอาหาร แต่อยู่ๆ ก็ท้องเสีย หมอในค่ายไร้หนทางรักษา ได้แต่มารายงานองค์ชายสี่”
ทั่วป๋าอิ้นลุกขึ้นยืน กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ทุกคน?”
ทหารผู้นั้นส่ายหน้า กล่าวว่า “ราวห้าหกร้อย” เหมือนว่าเกินครึ่งของทหารที่ทั่วป๋าอิ้นพามา
ทั่วป๋าอิ้นส่งสายตาคมกริบกวาดมองทุกคนในเพิงน้ำชา แม้ว่าตอนทหารกล้าเผ่ามั่วเพิ่งเข้าแดนจงหยวน เป็นเพราะไม่คุ้นกับดินน้ำ ก็อาจจะป่วยกะทันหันได้ แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อนแล้ว สองปีนี้ลดน้อยลงมาก ดังนั้นความคิดแรกของทั่วป๋าอิ้นก็คือมีคนลงมือลับหลัง
“จับตาพวกเขาไว้” ทั่วป๋าอิ้นกล่าวน้ำเสียงเคร่งเครียดจบก็เดินออกไปด้านนอกทันที
“ถือสิทธิ์อะไร!” ชาวจงหยวนหลายคนที่นั่งอยู่ ในที่สุดก็อดลุกขึ้นอย่างโมโหไม่ได้ พวกเขาไม่ใช่ราษฎรชาวเทียนฉี่ธรรมดา ย่อมไม่เกรงกลัวชาวเผ่ามั่วพวกนี้
พูดกันให้ตรงอีกหน่อย ในมือคนเช่นพวกเขาใช่ว่าไร้ชีวิตชาวเผ่ามั่ว ก่อนหน้านี้ทุกคนคิดว่าไม่ล้ำเขตแดนกันก็พอ แต่เห็นชัดว่าทั่วป๋าอิ้นสงสัยพวกเขา ยังคิดจำกัดการเคลื่อนไหวของพวกเขา คนเหล่านี้ย่อมไม่อาจทนรับได้
ทั่วป๋าอิ้นหันไปมองคนที่พูดพลางยกมือขึ้น ทหารหน้าประตูก็รีบเข้ามาล้อมไว้ ธนูหลายสิบคันเล็งเข้ามาในเพิงน้ำชา หากยิงพร้อมกัน เพิงน้ำชาเล็กๆ นี้จะไม่ถูกยิงพรุนเป็นกระด้งหรือ
ทั่วป๋าอิ้นไม่กล่าวอันใดอีก หันหลังจะออกไป
“รายงาน!” น้ำเสียงเร่งร้อนใจดังมาท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ มีเงาร่างบนหลังม้าทะยานพุ่งเข้ามาหยุดด้านหน้าเพิงน้ำชา ก่อนจะกระชากม้าให้หยุดและกระโดดลงมา รายงานอย่างร้อนใจว่า “เรียนองค์ชายสี่ ทหารที่ประจำการบนศาลาพักแรมที่ห่างออกไปสิบลี้ถูกสังหาร ไม่เหลือสักนาย!”
ศาลาพักแรมเป็นระบบที่ชาวเป่ยจิ้นตั้งขึ้นตอนเข้าสู่แดนจงหยวนมาแล้วเรียนรู้จากชาวเทียนฉี่ เทียบได้กับสถานีพักม้าค้างแรมระหว่างทางของชาวเทียนฉี่
แต่ที่ไม่เหมือนก็คือ ศาลาพักแรมเป่ยจิ้นทุกแห่งจะมีทหารเกือบร้อยประจำการ ทหารเหล่านี้ล้วนเป็นทหารประจำเมืองแต่ละเมือง ปกติก็มีหน้าที่ดูแลรับมือชาวจงหยวนที่น่าสงสัย หรือมีใจคิดไม่ซื่อกับทางการ ทันทีที่มีเรื่องใดที่จัดการไม่ได้ พวกเขาก็จะรีบไปติดต่อขอความช่วยเหลือจากศาลาพักแรมละแวกใกล้ๆ และค่ายทหารที่สังกัดได้อย่างรวดเร็ว
หากแต่ละแห่งมีเหตุเปลี่ยนแปลง ทหารในศาลาพักแรมก็ยังรวมตัวกันเป็นกองกำลังเข้ามาช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว สำหรับชาวจงหยวนแล้ว ศาลาพักแรมล้วนเป็นการมีอยู่ที่ขวางหูขวางตาและเกะกะมือเท้า แต่ตอนนี้ทหารเกือบร้อยที่ประจำศาลาพักแรมถึงกับถูกคนจัดการอย่างเงียบเชียบ ไม่มีสัญญาณของความช่วยเหลือส่งออกมาเลย
“ธนูหมาป่าหอนก็ไม่ดัง” ทั่วป๋าอิ้นขมวดคิ้วเอ่ยขึ้น
ทหารส่ายหน้า “ไม่มีขอรับ ข้าน้อยตรวจสอบพบว่าทหารในศาลาพักแรมยังไม่ทันได้ส่งสัญญาณหมาป่าหอน ก็ถูกคนจัดการไปก่อนแล้ว”
สีหน้าทั่วป๋าอิ้นยิ่งดำคล้ำ หันหลังก้าวเท้ายาวออกไปด้านนอกทันที ไม่นานก็หายไปกับม่านสายฝน
ชาวจงหยวนในเพิงน้ำชาพากันวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นมา
“ดูท่าเกิดเรื่องแล้ว มีคนบุกพื้นที่ชาวเผ่ามั่วหรือ”
“สมน้ำหน้า! ชาวเผ่ามั่วพวกนี้ตายให้หมดสิดี...”
“ใช่เลย ไม่รู้ว่าวีรบุรุษที่ไหนลงมือ”
วีรบุรุษผู้ลงมือทำงานนี้นั่งอยู่ข้างๆ รับเสียงชื่นชมจากทุกคนเงียบๆ หวนอวี้เอียงหน้ามองฉู่หลิง ฉู่หลิงกะพริบตาให้เขาอย่างเป็นมิตร
สหายร่วมงานย่อมต้องสานสัมพันธ์อันดีต่อกันไว้ จะได้ไม่ทำให้เกิดเหตุไม่คาดคิดตอนลงมือทำงาน
หวนอวี้มองไปรอบๆ ใช้สายตาราวถามว่า ที่แท้ที่เจ้าไปสังหารคนพวกนั้นก่อนหน้านี้ก็เพื่อการนี้หรือ
ไม่ผิด ก่อนพวกเขาเข้ามาหลบฝนยังล่วงหน้าไปสังหารคนมาระลอกหนึ่ง แน่นอน อาศัยกำลังพวกเขาสองคนย่อมไม่อาจสังหารทหารเกือบร้อยได้อย่างเงียบเชียบ แต่ฉู่หลิงถึงกับบัญชาการคนของพวกเขาจำนวนไม่ถึงยี่สิบคนให้จัดการทหารในศาลาพักแรมเกือบร้อย หวนอวี้ตกตะลึงมากจริงๆ
จวินอู๋ฮวนไปหาแม่นางน้อยคนงามจิตวิปริตดุดันเช่นนี้มาจากไหนกันแน่
ฉู่หลิงส่ายหน้า ส่งสายตาด่าว่า ‘เด็กน้อยโง่เขลาไม่อาจสอนสั่งได้’ ให้เขา
“ท่านพี่ ข้าปวดท้อง ขอออกไปสักครู่...” ฉู่หลิงกล่าวเสียงใส
หวนอวี้อดรำคาญไม่ได้ “ฝนตกหนักขนาดนี้ ทนเอาหน่อย”
“ไม่ได้” เสียงเด็กผู้หญิงร้อนใจดังขึ้นทันที ผสมกับเสียงสะอื้นจะร้องไห้ “ท่านพี่! ท่านพี่...”
หวนอวี้ได้แต่ลุกขึ้นยืน “ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้า”
ชายหนุ่มที่ทั้งตัวไม่ได้พกของชิ้นยาวกับแม่นางน้อยอายุไม่ถึงสิบขวบ เห็นชัดว่าไม่ได้คุกคามทหารเป่ยจิ้นเหมือนชาวจงหยวนหลายคนนั้นที่ท่าทางดุดัน ทหารเป่ยจิ้นที่ทั่วป๋าอิ้นสั่งให้จับตาดูพวกเขาก็มองสองคนเล็กน้อย เห็นพวกเขาเดินไปในห้องเล็กๆ หลังเพิงน้ำชาก็ไม่ได้สนใจอีก กลับไม่รู้ว่าสองคนนี้พอเข้าไปในห้องเล็กหลังเพิงน้ำชา หวนอวี้ก็กระโดดออกไปนอกหน้าต่างพร้อมกับฉู่หลิง หายตัวไปท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ
ทั้งสองคนสวมหมวกกันฝนที่วางอยู่ในห้อง ควบม้าทะยานวิ่งออกไปท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ
แม้ว่าสวมหมวก น้ำฝนก็ยังสาดกระหน่ำจนเสื้อผ้าทั้งคู่เปียกปอนเสียเกือบทั้งตัว
ฝีมือขี่ม้าฉู่หลิงไม่เลวเลย ถึงกับอาจเหนือกว่าทหารระดับหัวหน้าหลายคนในยุคนี้ แต่ฉู่ชิงอีอย่างไรก็ยังเล็ก สิบกว่าปีก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยได้ขี่ม้า แม้ว่าหมอบต่ำบนหลังม้า ก็ยังทำให้หวนอวี้ที่อยู่ด้านหลังเป็นห่วงกลัวนางจะหล่นจากหลังม้า
“หรือว่าข้าพาเจ้าไปแทน?”
ท่ามกลางเสียงฝนตกหนัก ฉู่หลิงได้แต่ตะโกนดัง “อย่าไร้สาระ รีบไป!”
สองคนควบทะยานอึดใจเดียวก็ออกมาได้ยี่สิบลี้ พลันได้เสียงเย็นเยียบดังขึ้นท่ามกลางสายฝน
“เป็นพวกเจ้าจริง!”