ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 20
ตอนที่ 20 ความงามทำให้เลอะเลือน
ฉู่หลิงยิ้มตาหยีกล่าวว่า “เจ้าเดาสิ”
หวนอวี้มองนางอย่างสงสัย “อวิ๋นอี้บอกว่าเจ้าโง่เง่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย ข้าว่าเทียบกันแล้ว...เขาสิเหมือนเจ้าโง่มากกว่าไหม” หากเช่นนี้บอกว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย อย่างนั้นอะไรเรียกว่ารู้เรื่อง
ฉู่หลิงกล่าวด้วยท่าทางไร้เดียงสา “ข้าเป็นอัจฉริยะอย่างไร เจ้ารู้ว่าอะไรคืออัจฉริยะไหม ผ่านตาไม่ลืม ทำหนึ่งได้ผลสิบ คนอื่นเรียนสามปี ข้าเรียนแค่สามวันก็เข้าใจสิ่งนั้นได้กระจ่างแล้ว”
หวนอวี้เหลือบมองนางอย่างไม่พอใจ สีหน้าเขียนเต็มไปด้วยคำว่า ‘เจ้าขี้โม้’
ฉู่หลิงไม่สนุกแล้ว จึงยักไหล่กล่าวว่า “ไม่เชื่อก็ช่างเถอะ ในเมื่อไม่เชื่อใจข้า เจ้าตามข้ามาทำไม ไม่กลัวข้าจับเจ้าไปขายหรือ”
หวนอวี้กอดอกประเมินมองฉู่หลิง กล่าวอย่างไม่เข้าใจว่า “แต่จวินอู๋ฮวนเชื่อใจเจ้า หลายปีมานี้ข้าไม่เคยเห็นจวินอู๋ฮวนถูกความงามทำให้เลอะเลือน หาได้ยากจริง”
ถูกความงามทำให้เลอะเลือน?! เจ้าบ้านี่อยากโดนต่อยหรือ
หวนอวี้ยิ่งมองฉู่หลิงอย่างคิดไม่ตก “จะว่าไป เจ้าถั่วงอกอย่างเจ้ารูปร่างแค่นี้ ถึงกับทำให้จวินอู๋ฮวนเลอะเลือน แปลกมากจริงๆ หรือว่าเขามีนิสัยชอบของประหลาดอันใด”
ยามนี้ ฉู่หลิงแอบรู้สึกเห็นใจคุณชายอู๋ฮวนขึ้นมาลึกๆ
สุขภาพไม่ดีก็แล้วไป ถึงกับมีสหายไม่เอาการเอางาน ไม่ได้ความเช่นนี้ เขาไม่กลัวหรือว่าหากไม่ทันระวังจะถูกเจ้าบ้าคนนี้ทำโมโหจนหายใจไม่ทัน
ฉู่หลิงสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง กล่าวว่า “ต้าไป๋ ตอนนี้เป็นเวลามาคิดเรื่องพวกนี้หรือ”
ต้าไป๋...หวนอวี้ย้อน “เช่นนั้นตอนนี้ควรคิดเรื่องอะไร”
ฉู่หลิงชี้ไปที่เชิงเขา “ทั่วป๋าอิ้นไปแล้ว”
ได้ยินดังนี้ หวนอวี้ก็รีบลุกขึ้นยืน สีหน้าล้อเล่นก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “พวกเราไป”
เห็นท่าทางหวนอวี้ ในที่สุดในใจฉู่หลิงก็มีความหวังในภารกิจครั้งนี้ของตนขึ้นมาหน่อย
ในที่สุด...ก็ใช่ว่าไม่ได้เรื่องได้ราว
เส้นทางสำหรับรั้งทั่วป๋าอิ้นไว้นี้ เมื่อวานฉู่หลิงใช้เวลาทั้งวันเตรียมการล่วงหน้า แต่พวกเขาเสียเวลาไปหนึ่งวันหนึ่งคืนจัดการทุกอย่าง แม้ราบรื่นที่สุดก็คงเพียงแค่ดึงทั่วป๋าอิ้นไว้ได้ห้าหกชั่วยามเท่านั้น
ยังไม่นับที่อยู่ๆ ทั่วป๋าอิ้นอยู่ๆ ก็ละทิ้งความตั้งใจที่จะเดินทางต่อระหว่างทาง หากไม่ใช่เพราะเช่นนี้ก็คงไม่ต้องให้ฉู่หลิงออกโรงเอง ตามแผนของฉู่หลิงกับจวินอู๋ฮวน ขอเพียงพวกนางรั้งทั่วป๋าอิ้นไว้ได้วันหนึ่ง ไม่ว่าช่วยแม่ทัพเซี่ยสำเร็จหรือล้มเหลว ก็นับว่าเพียงพอ
แต่เห็นชัดว่าโชคของพวกฉู่หลิงไม่ดีนัก ตอนที่ฉู่หลิงกับหวนอวี้ตามทั่วป๋าอิ้นมาได้ระยะหนึ่งไม่ถึงสองชั่วยาม อยู่ๆ ฝนก็ตกหนัก เห็นท้องฟ้ามีฝนตกลงมาไม่หยุด สีหน้าฉู่หลิงกับหวนอวี้ก็แปรเปลี่ยน
ยามนี้ไป๋หลี่ชิงหงเพิ่งออกเดินทางมาได้ไม่นาน อยู่ๆ ก็มีฝนตกหนัก ไป๋หลี่ชิงหงอาจจะเดินทางกลับเมืองก็เป็นได้ แม้ว่าไม่กลับ แต่ก็อาจจะตั้งค่ายพักใกล้ๆ ไม่อาจไปถึงสถานที่ตามเวลาที่พวกเขาวางแผนกันไว้
หากเป็นเช่นนี้...
ฉู่หลิงมองไปยังชาวเผ่ามั่วที่เริ่มตั้งค่ายพักไม่ไกลนัก นั่นเป็นเพิงน้ำชาระหว่างทาง กระโจมชาวเผ่ามั่วอยู่ข้างเพิงน้ำชา กองกำลังพันกว่านาย ต้องการแค่กระโจมใหญ่สองสามหลังก็พอแล้ว
แต่ทว่าบรรยากาศในเพิงน้ำชาตอนนี้ไม่สู้ดีนัก เพราะเดิมทีเพิงน้ำชายังมีแขกผ่านไปมา ในนั้นมีทั้งชาวจงหยวนและชาวเผ่ามั่ว โลกใบนี้ ชาวเทียนฉี่ที่ไปไหนมาไหนได้ล้วนไม่ใช่คนดีที่ใครจะมารังแกได้
ตอนนี้คนสองเผ่ามาอยู่รวมกัน ย่อมยากจะไม่เคร่งเครียดเตรียมพร้อม
“พวกเราก็ไปที่นั่นกันเถอะ” ฉู่หลิงกล่าวเหมือนคิดอะไรอยู่
หวนอวี้แปลกใจ “ไปไหน”
ฉู่หลิงกล่าวด้วยท่าทางสมเหตุสมผลว่า “หลบฝนอย่างไร เจ้าตามทั่วป๋าอิ้นมานานขนาดนี้มีประโยชน์อะไร ต้องเข้าใจศัตรูเจ้า วิธีที่ดีที่สุดก็คือเข้าใกล้เขา”
หวนอวี้กล่าวอย่างไม่พอใจนัก “ใครบอกเจ้าว่าทั่วป๋าอิ้นเป็นศัตรูข้า ข้าไม่ใช่เซี่ยถิงเจ๋อ จะเซ่อซ่ายืนหยัดจนตัวตายไปทำไม”
ฉู่หลิงยกมือทำท่าทางชี้สองตาตนเอง กล่าวว่า “สายตาเจ้าจับจ้องดูทั่วป๋าอิ้น แทบอยากจะสังหารเขาให้ตายอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ทั่วป๋าอิ้นถูกเจ้าจ้องเอานานขนาดนี้ถึงกับไม่รู้สึก ดูท่าแล้วความรู้สึกเขาก็ไม่ได้ไวอะไร”
หวนอวี้จ้องมองฉู่หลิงอย่างไม่พอใจ เขาแค่นเสียงหัวเราะฮึในลำคอ “เจ้าปีศาจน้อย!”
ณ เพิงน้ำชา ทั่วป๋าอิ้นนั่งดื่มน้ำชาอยู่ตรงกลางอย่างสงบนิ่ง แม้ว่าฝนที่ตกลงมาจะทำให้เขาเดินทางต่อไม่ได้ แต่สีหน้าเขาก็ไม่มีความร้อนรนแม้แต่น้อย เพิงน้ำชาตรงหน้ามีทั้งสายตาประหลาดและสายตาโกรธแค้น แต่เขายังคงท่าทีนิ่งสงบราวกับไม่เห็นอะไรแม้แต่น้อย
“ท่านพี่ เร็วหน่อย ฝนตกหนักมาก!” เสียงใสกังวานดังมาจากด้านนอก จากนั้นทุกคนก็เห็นเงาร่างสองคนเข้ามาอย่างทุลักทุเล คนเดินนำมาเป็นเด็กผู้หญิงตัวน้อย ด้านหลังนางมีหนุ่มน้อยตามมา สองคนหน้าคล้ายกัน แม้ว่าดูไม่ออกว่าเหมือนหรือไม่ แต่ก็ทำให้คนคิดไปเองว่าเป็นพี่น้องกัน
ทหารที่เฝ้าประตูคิดจะขวางทั้งสองไว้ องค์ชายสี่ไม่ไล่คนด้านในออกไปก็แล้วไป แต่จะยอมให้คนอื่นเข้ามารบกวนความสงบองค์ชายสี่อีกได้อย่างไร
คิดไม่ถึงว่าคนหน้าประตูเพิ่งจะยื่นมือออกไป แม่นางน้อยตัวเตี้ยผู้นั้นก็มุดเข้ามาในเพิงน้ำชารวดเร็วราวมัจฉาว่ายน้ำ ขณะที่พวกเขากำลังตะลึง หนุ่มน้อยอีกคนก็ตามเข้ามา
“พวกเจ้า...”
ทั่วป๋าอิ้นที่นั่งอยู่ด้านในเลิกคิ้วเล็กน้อย โบกมือให้ทหารหน้าประตูเป็นสัญญาณว่าไม่ต้องสนใจ ทหารสองนายจึงได้เห็นพี่น้องคู่นี้เต็มตา ก่อนกลับไปยืนประจำการที่เดิม
ฉู่หลิงลากหวนอวี้เข้ามาในเพิงน้ำชา เห็นทุกคนด้านในก็กล่าวเบาๆ ว่า “ท่านพี่ ข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้านหลัง”
หวนอวี้ยังจะกล่าวอะไรได้ ได้แต่พยักหน้า “ก็ดี เจ้าสุขภาพไม่ดี จะได้ไม่เป็นหวัด”
จากนั้นเขาก็ตามฉู่หลิงไปห้องด้านหลังเพิงน้ำชา
ที่นั่นเดิมเป็นที่พักและห้องครัวยามปกติของเจ้าของเพิงน้ำชา ยามนี้เจ้าของเพิงน้ำชาได้แต่นั่งยองติดไฟต้มน้ำชาอยู่ที่มุมหนึ่ง ด้านในย่อมไม่มีคน
ฉู่หลิงบอกกล่าวเจ้าของคำหนึ่งก็รับห่อผ้าจากมือหวนอวี้เดินเข้าห้องเล็กไป หวนอวี้เฝ้าหน้าประตู สายตากวาดตามองทุกคนในเพิงน้ำชาที่ไม่ขยับและไม่พูดจา
ทหารลูกน้องทั่วป๋าอิ้นเฝ้าอยู่ด้านนอก มีชาวเผ่ามั่วโง่เง่าสองสามคนคิดจะลงมืออยู่บ้าง ชาวจงหยวนสองสามคนมองเขาแล้วก็ลอบหวาดหวั่น แต่เห็นชัดว่าหวนอวี้ไม่ได้รับมือง่าย สุดท้ายจึงไม่มีใครเคลื่อนไหว
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฉู่หลิงจึงเปิดประตูเดินออกมาจากด้านใน เปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดทั้งตัวแล้วจริงๆ หวนอวี้ลอบถอนใจ แสร้งทำกวักมือเรียกนางมา “รีบมาดื่มน้ำขิงสักชามไล่ความเย็นก่อน”
ฉู่หลิงเดินมานั่งลงอย่างเชื่อฟัง ยกชามน้ำขิงร้อนขึ้นดื่ม
ในเพิงน้ำชาเงียบกริบ มีแต่ฉู่หลิงกับหวนอวี้ที่พูดคยกันบ้างเป็นครั้งคราว ฝนด้านนอกยิ่งตกยิ่งหนัก ในเพิงน้ำชาก็ยิ่งมืดสลัวลง
ฉู่หลิงดื่มน้ำขิงไปพลาง เหลือบตาประเมินมองทั่วป๋าอิ้นไปพลาง ทั้งสองคนนั่งอยู่ด้านซ้ายของทั่วป๋าอิ้นพอดี ระยะห่างกันเพียงสามสี่ก้าวเท่านั้น ฉู่หลิงย่อมรู้ว่าไม่ควรทำอะไรมากจนเกินไปนัก
การปะทะกันของทั่วป๋าอิ้นกับไป๋หลี่ชิงหงก่อนหน้า ทำให้ฉู่หลิงรู้สึกว่าคนผู้นี้บ้าคลั่งและเหิมเกริมอย่างที่สุด
แต่ตอนนี้นางเห็นทั่วป๋าอิ้นนั่งนิ่งดื่มน้ำชา ทำให้รู้สึกว่าคนผู้นี้แม้ว่ายโสบ้าคลั่ง แต่ย่อมไม่ใช่พวกเหิมเกริมไร้สมอง แน่นอน หากทั่วป๋าอิ้นเป็นคนเช่นนั้น ก็ย่อมไม่อาจเป็นแม่ทัพใหญ่ที่เป็นรองเพียงทั่วป๋าซิ่งเยี่ยได้เป็นแน่