ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 4
ตอนที่ 4 ยุคกินคน
พอลงจากต้นไม้ ฉู่หลิงก็มองไปยังคนในลานบ้านด้านในอย่างเงียบงัน ชาวเป่ยจิ้นผู้นั้นถูกนางตัดข้อมือขาด และถูกชายหนุ่มฟันซ้ำด้วยดาบจนตายแล้ว คู่สามีหนุ่มภรรยาสาวประคองกันร่ำไห้สุดเสียง
ผ่านไปครู่หนึ่ง พอสองสามีภรรยาสงบใจลงได้ ก็มองมาทางฉู่หลิงที่ยืนอยู่อีกทาง จึงพบว่าคนที่ช่วยพวกเขาสังหารชาวเผ่ามั่วเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง เด็กคนนี้ดูแล้วร่างเล็กผอมแห้งมาก ทั้งตัวสกปรกมอมแมมแทบจะมองใบหน้าไม่ออก แต่ดวงตาทั้งสองส่องประกายโดดเด่น ในแววตาราวกับมีลูกไฟแผดเผาในความมืด
“เจ้าหนู...แม่นางท่านนี้...” ชายหนุ่มบังภรรยาไว้ด้านหลัง มองเด็กตรงหน้าอย่างกลัวๆ กล้าๆ นี่เป็นแม่นางกระมัง
เขาเป็นแค่ชาวนาธรรมดาในหมู่บ้านห่างไกล ชีวิตนี้เคยเห็นขุนนางใหญ่สุดก็แค่ผู้ใหญ่บ้านเท่านั้น ในยุคไร้ความสงบสุขนี้ มีแค่คนธรรมดาไร้กำลังอย่างเขามากที่สุด และยังเป็นคนธรรมดาที่ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะดูแลชีวิตตนเอง เดิมยังคิดว่าจะยังพอเอาชีวิตรอดภายใต้การกดขี่ของชาวเผ่ามั่วไปวันๆ ได้ คิดไม่ถึงว่าในสายตาชาวเผ่ามั่วเหล่านี้ พวกเขาก็เป็นแค่สัตว์ที่นำมาเล่นได้ตามอำเภอใจเท่านั้น นึกอยากเล่นขึ้นมาก็เล่นจนโลหิตหลั่งราวแม่น้ำ ไม่อาจปกป้องภรรยาและลูกไว้ได้
ฉู่หลิงกล่าวว่า “เดิมข้าคิดมาขอแลกอาหารแห้งสักหน่อย คิดไม่ถึงว่า...”
ชายหนุ่มถอนหายใจ รีบกล่าวว่า “บ้านเรายังมีอาหารแห้งอีกเล็กน้อย มอบให้แม่นางก็ได้” เขาผลักภรรยา บุ้ยใบ้ให้นางรีบไปเอาเสบียงอาหารแห้งออกมา
ฉู่หลิงไหนเลยจะไม่รู้ว่าเขาหมายความเช่นไร จึงหัวเราะเจื่อนๆ ไม่ใส่ใจ มอบเศษก้อนเงินชิ้นหนึ่งให้ไป กล่าวว่า “ข้าเอานี่แลกกับเจ้า ที่นี่มีทหารตายไปสองคน พวกเจ้ารีบย้ายบ้านไปโดยเร็วดีกว่า”
ชายหนุ่มเหมือนมีสีหน้าทุกข์ใจยิ่งขึ้น กล่าวว่า “หมู่บ้านนี้เดิมทีก็มีคนเหลือไม่กี่คนแล้ว ครั้งนี้...ก็เหลือแต่พวกเราสองคน ยังจะไปที่ไหนได้”
โลกในตอนนี้ ชาวเทียนฉี่เช่นพวกเขาเกรงว่าไปไม่ถึงยี่สิบลี้ก็คงถูกชาวเผ่ามั่วจับตัวไปเป็นทาส ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มจึงมั่นใจว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แม้สองปีนี้ชาวเผ่ามั่วจะสงบเสงี่ยมลงบ้างแล้ว แต่นอกจากพวกคนที่ใจกล้ามีฝีมือ พวกที่สถานะไม่ธรรมดา หรือบรรดาชาวเทียนฉี่ที่เข้าสวามิภักดิ์เป็นขุนนางพวกเป่ยจิ้นแต่แรก ก็ไม่มีคนไหนที่หน้าตาแบบชาวเทียนฉี่ออกมาเดินเล่นข้างนอกได้ตามอำเภอใจ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเด็กน้อย
ฉู่หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “เช่นนั้นพวกเจ้าจะทำเช่นไร”
ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ ตอบว่า “แล้วแต่ฟ้าลิขิตแล้วกัน”
ฉู่หลิงขมวดคิ้วไม่กล่าวอันใด ภรรยาสาวถือถุงอาหารแห้งออกมา เดินสะดุดไปมาท่าทางหวาดกลัว เอ่ยขึ้น “มีแค่...มีแค่นี้เท่านั้น แม่นาง อย่าได้รังเกียจ”
ฉู่หลิงรับมาแล้วกล่าวขอบคุณ กล่าวว่า “อยู่เป่ยจิ้นต่อไม่ได้แล้ว ทำไมพวกเจ้าไม่ไปแดนใต้”
ชายหนุ่มตอบ “แม่นางไม่รู้? พวกเราทางนี้กับทางใต้ห่างกันด้วยแม่น้ำชางหลิงขวางกั้น แม่น้ำชางหลิงทั้งกว้างและยาว ราชวงศ์ใต้กลัวชาวเผ่ามั่วบุกไป จึงตัดขาดท่าน้ำที่เดิมไว้ข้ามแม่น้ำหมดสิ้น เรือก็เผาหมด สองฝั่งมีทหารประจำการ หากเห็นว่าบนแม่น้ำมีคนก็จะยิงธนูใส่สังหารสิ้น หากคิดจะข้ามไป ก็ต้องอ้อมไปที่อาณาเขตซีฉินที่ยิ่งไกลออกไป เส้นทางนั้นทั้งโจรชุกชุมทั้งคดเคี้ยว คนเช่นพวกเรา...เกรงว่าไม่ทันถึงซีฉินก็คงไม่มีชีวิตรอดแล้ว”
ได้ยินดังนี้ ฉู่หลิงก็อดขมวดคิ้วแน่นขึ้นไม่ได้ ในสมองนางมีความรู้แค่ไม่มาก ภาพจำส่วนใหญ่ในโลกนี้ล้วนไม่ถูกต้องทั้งหมด อย่างไรผู้ใดก็ไม่คาดหวังว่าเด็กสาวตัวน้อยที่ไร้อิสระแต่เล็กจะรู้เรื่องราวอะไรนักหนา เช่นนี้ดูท่าแล้ว คิดไปเทียนฉี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว อย่างอื่นไม่ว่า แค่ร่างกายที่อ่อนแอมากขนาดนี้ก็ไม่ไหวแล้ว สองวันก่อนนางยังล้มป่วยเล็กน้อยครั้งหนึ่ง หากไม่ใช่ว่านางพอรู้เรื่องยาบ้าง ไม่แน่จิ้งจอกโลหิตอย่างนางคงได้ป่วยตายต่างบ้านต่างเมืองไปแล้ว
เห็นสีหน้าสองสามีภรรยาเบื้องหน้าเศร้าสลด ฉู่หลิงก็ได้แต่ทอดถอนใจ
นี่ช่างเป็นโลกที่คนไม่อาจมีชีวิตรอดเสียจริง หากจิ้งจอกเขียวไปโลกอื่นได้จริงดังจิ้งจอกขาวว่า หวังว่านางจะมีโชควาสนาที่ดีกว่าตนเองสักหน่อย คนไม่เอาไหนผู้นั้น หากอยู่ในโลกนี้ ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะมีชีวิตต่อไปเช่นไร
สุดท้ายฉู่หลิงก็ทิ้งเศษก้อนเงินไว้ให้มากอีกหน่อย ก่อนจะอำลาจากไป แม้นางมีใจเกลี้ยกล่อมคนทั้งสองให้ไปจากที่นี่ แต่พวกเขากลับไม่ยินยอมและไร้หนทางไป จะให้พวกเขาตามนางไปก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนางเองก็ยังไม่มีที่พักพิง ทั้งสองคนย่อมไม่เชื่อถือเด็กน้อยที่แม้แต่ทางก็ยังไม่รู้จักง่ายๆ เป็นแน่
เส้นทางภูเขาย่อมพบเจอชาวเผ่ามั่วน้อยยิ่ง แต่ฉู่หลิงพบว่าเดินทางเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อการทำความเข้าใจโลกนี้ของนาง ดังนั้นเมื่อถึงเมืองเล็กถัดไปในละแวกนี้ นางจึงไม่ใช้ทางเดินหลบเลี่ยงผู้คน แต่เดินตรงเข้าเมืองไป
ตอนนี้เป็นกลียุค อย่างไรก็ต้องมีชาวอพยพและขอทาน ชาวเผ่ามั่วเป็นพวกเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน ยังเพิ่งเข้ามาในแดนจงหยวนได้ไม่กี่ปี ยังควบคุมชาวบ้านธรรมดาได้ไม่รัดกุมนัก
นอกจากนี้ ขอทานน้อยผอมแห้งเช่นฉู่หลิง แม้ว่าชาวเผ่ามั่วที่ตั้งใจจับคนไปเป็นทาสก็ยังขี้เกียจจะชายตาแลนาง อย่างไรทาสก็มีไว้ทำงานหนัก ท่าทางเช่นนี้ดูแล้วไม่มีเนื้อมีหนัง แม้กินน้อยแต่ก็ถือว่าขาดทุน
ตอนนี้ห่างจากช่วงเวลาที่ชาวเผ่ามั่วเข้าครอบครองดินแดนจงหยวนอันอุดมสมบูรณ์มาได้เกือบสิบปีแล้ว ชีวิตชาวเทียนฉี่ในเมืองที่มีขนาดไม่เล็กนักหลายเมืองยังคงยากเข็ญลำเค็ญ แต่ก็ยังดีกว่าตอนเริ่มต้นมากนัก หลายคนอาจชินชาแล้ว เข้าเมืองมาก็มักพบเห็นคนแต่งกายแบบชาวเผ่ามั่วหรูหรา ข้างกายกลับมีชาวเทียนฉี่แต่งตัวขาดซอมซ่อใบหน้าเฉยชากลุ่มใหญ่ตามอยู่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทาสในร้านเหล่านั้น ไม่ทันได้ทำอะไรก็ถูกนายใช้แส้ฟาดแต่ไม่กล้าตอบโต้ เพราะคนที่ตอบโต้ล้วนตายไปแล้ว
หากตอนนี้ฉู่หลิงยังเป็นจิ้งจอกโลหิต นางก็ยังกล่าวอย่างทรงอำนาจได้ประโยคหนึ่งว่า ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร การแย่งชิงระหว่างแผ่นดินมีแต่คำว่าผลประโยชน์ ไม่มีดีชั่ว ผู้แพ้ย่อมตกเป็นทาส ถูกบดขยี้ก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ หากตอนแรกคนที่แพ้เป็นชาวเผ่ามั่ว ชาวเทียนฉี่ก็จับพวกเขาเป็นทาสรับใช้เช่นกัน
แต่ตอนนี้นางไม่เพียงแต่เป็นฉู่หลิง ยังเป็นฉู่ชิงอี องค์หญิงเทียนฉี่อายุสิบสามชันษา สถานะองค์หญิงของนางไม่น่าคาดหวังอะไรนัก ในยามนี้ สถานะนี้ย่อมนำความยุ่งยากมาให้นางไม่จบไม่สิ้น หากถูกจับกลับไป จุดจบนางก็คงย่ำแย่เลวร้ายยิ่งกว่าทุกคนในสำนักซักล้าง
ฉู่หลิงกำลังนั่งยองคิดถึงวันข้างหน้าอยู่ที่มุมกำแพง เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากที่ไม่ไกลนัก ไม่นานคนกลุ่มหนึ่งก็จูงม้าเดินเข้ามายังถนนด้านหน้า คนที่ทำให้ฉู่หลิงตกใจก็คือ ชายหนุ่มสีหน้าเย็นชาผู้รูปงามเหนือคนทั่วไปบนหลังม้า ชายหนุ่มผู้นี้แม้สวมเครื่องแต่งกายชาวเผ่ามั่วทั้งตัว แต่ผู้ใดก็มองออกว่าหน้าตาหล่อเหลาสำอาง ย่อมไม่ใช่แบบที่ชาวเผ่ามั่วจะมีได้ นี่คือ...ชาวแดนใต้ ชาวเทียนฉี่
หลายวันนี้ดูชาวเทียนฉี่บ้างเฉยชาไร้ความรู้สึก บ้างต่ำต้อย บ้างสอพลอ พลันได้มาเห็นคนที่รูปงามหล่อเหลาไม่ธรรมดาสูงส่งเช่นนี้ ฉู่หลิงพลันตกสู่ห้วงภวังค์
ข้างๆ มีคนดึงแขนเสื้อนางไว้ ฉู่หลิงหลุบตาปิดบังความดุร้ายในแววตา หันไปมองอีกฝ่าย เป็นชายหนุ่มอายุราวสิบห้าสิบหก ชายหนุ่มผู้นั้นหน้าตาสกปรกมอมแมม แต่กลับทำให้ฉู่หลิงรู้สึกอยู่หลายส่วนว่าวิธีการต่างแต่หวังผลเช่นเดียวกันกับนาง ฉู่หลิงถึงกับมองออกว่าความสกปรกบนใบหน้านั้นเป็นสิ่งที่จงใจทาทับไว้
“ก้มหน้าลง อย่าเอาแต่ดูมั่วซั่ว” ชายหนุ่มกล่าว
“นั่น...นั่นคือใคร” ฉู่หลิงถาม นางรู้สึกว่าคนผู้นั้นดูแล้วคุ้นตาอยู่สักหน่อย แต่ย่อมไม่ใช่คนที่จิ้งจอกโลหิตเช่นนางรู้จักแน่ เห็นชัดว่าในความทรงจำ ฉู่ชิงอีเคยพบเห็นคนผู้นี้ เพียงแต่ความทรงจำของเด็กน้อยไม่ค่อยกระจ่างชัดนัก แม้ว่าผ่านมาหลายวันแล้ว ฉู่หลิงก็ใช้ประโยชน์จากความทรงจำได้ไม่มากนัก
ชายหนุ่มแค่นหัวเราะกล่าวว่า “หมอนั่นก็คือพวกขายชาติ!”
“หืม” ฉู่หลิงมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
ชายหนุ่มกระซิบเบาๆ ว่า “นั่นก็คือไป๋หลี่ชิงหง สามีท่านหญิงหลิงชวน! หากไม่อยากตาย ระวังอย่าไปหาเรื่องเขาเข้า” กล่าวจบ ชายหนุ่มก็ก้มตัวลงเดินจากไปอย่างระแวดระวัง
ไป๋หลี่...ชิงหง?!