หมอหญิงยอดมือสังหาร: บทที่ 29 การนัดหมายที่กระอักกระอ่วน ตอนที่ 29
ตอนที่ 29 การนัดหมายที่กระอักกระอ่วน
“แม้ว่ามารดาของนางจะเป็นภรรยาเอกคนก่อน แต่ถึงอย่างไรฮูหยินเจิ้งก็เป็นภรรยาเอกแล้ว ทำแบบนี้ก็ไร้มารยาทเกินไป ซูเอ๋อร์อย่าเสียใจไปเลย ดูเหมือนฉู่กั๋วกงเองก็คงไม่ปล่อยปละละเลย คุณหนูใหญ่หนานกงคงต้องการคนสอนมารยาทจริงๆ”
อิงแอบอยู่ในอ้อมแขนของเซียวเชียนเยี่ย หนานกงซูเผยรอยยิ้มอวดดีออกมา ทว่าน้ำเสียงกลับยังคงอ่อนหวาน “พี่สาวออกไปจากบ้านตั้งแต่ยังเล็ก หม่อมฉันรู้ว่าเราทำผิดต่อนาง นางไม่พอใจก็ถูกแล้ว
“แค่ก แค่ก” หนานกงมั่วรู้สึกว่าตนเองทนไม่ไหวแล้ว แม้ว่าเรื่องที่หนานกงซูพร่ำใช้เล่ห์เหลี่ยมกับเซียวเชียนเยี่ยนั้นจะไม่เกี่ยวกับนาง แต่หากดึงนางมาเกี่ยวข้องเช่นนี้ก็นับเป็นเรื่องใหญ่แล้ว นางไม่คิดจะถือสาอะไรหวงจั่งซุนผู้นี้ ที่แม้ตอนยังไม่ได้พบหน้าก็สร้างเรื่องวุ่นวายให้นางมามากมายแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่านางจะยินดีที่เมื่อกลับจินหลิงไปแล้วต้องขัดตากับหวงจั่งซุนทุกครั้งที่เจอ ดังนั้น นางจึงต้องอธิบายเพื่อตัวนางเองสักครั้ง แน่นอนว่าหากอธิบายไปแล้วทุกคนยังไม่เข้าใจ เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจแล้ว
“ใคร” หวงจั่งซุนที่โดนลอบทำร้ายไปเมื่อไม่กี่วันก่อนระแวดระวังมากขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
หนานกงมั่วลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นด้านหลังออก “หม่อมฉันเองเพคะ”
“ท่านมาอยู่ที่นี่ได้เยี่ยงไร” น้ำเสียงของหนานกงซูเสียดหู “ท่านสะกดรอยตามหวงจั่งซุนมาหรือ”
ดวงตาหนานกงมั่วทะมึนขึ้น “ข้ามาที่นี่ก่อน” สวนของเรือนหนานกงไม่ได้ใหญ่มาก ด้านหลังของนางไม่มีทางเดิน หากต้องเดินเข้ามาก็ต้องผ่านหน้าทั้งสอง สมองของหนานกงซูโดนหมูแทะไปแล้วหรือไร
เซียวเชียนเยี่ยคล้ายกับนึกได้แล้วว่าเมื่อสักครู่ตนกันหนานกงซูคุยเรื่องใดกัน พลันรู้สึกอับอายขึ้นมา “ในเมื่อเป็นเช่นนี้...ไยคุณหนูหนานกงจึงไม่ออกมาเล่า”
“เผลอหลับเพคะ พึ่งตื่นขึ้นมาก็ได้ยิน...” ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาทว่าเหล่ตามองคนทั้งสอง สำหรับสิ่งที่นางได้ยินมานั้น ให้ทั้งคู่ไปคิดเอาเองก็แล้วกัน
เซียวเชียนเยี่ยรู้สึกปวดหัว ตอนนี้ความประทับใจที่เขามีต่อหนานกงมั่วลดลงเหลือเพียงน้อยนิด ผู้ใดก็คงไม่ชื่นชอบให้คนอื่นมาเห็นการนัดหมายของตนเอง โดยเฉพาะหนานกงมั่ว ที่คงจะได้ยินสิ่งที่เขาคุยกับหนานกงซูอย่างแน่นอน...
หนานกงซูกลับไม่ได้คิดมากดังเช่นเซียวเชียนเยี่ย นางยังเชื่อว่าหนานกงมั่วคิดจะแย่งหวงจั่งซุนไปจากนาง อย่างไรเสีย หวงจั่งซุนกับเว่ยจวินมั่ว หากไม่โง่ก็ต้องรู้ว่าควรเลือกใคร
“พี่สาว ซูเอ๋อร์รู้ว่าเรื่องเก่าก่อนเป็นเรื่องที่เราต้องขอโทษต่อพี่ แต่ว่า...แต่ว่าข้ากับพระองค์รักกันด้วยใจจริง ข้ายกพระองค์ให้ท่านไม่ได้”
“...” หนานกงมั่ว
“...” เซียวเชียนเยี่ยมองหญิงสาวในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนที่ยืนอยู่ในกอดอกไม้ หรือว่านาง...
“พี่สาว ท่านโปรดเห็นใจซูเอ๋อร์ด้วย ซูเอ๋อร์ไม่มีหวงจั่งซุนไม่ได้จริงๆ” ดวงตาหนานกงซูแดงก่ำ เอ่ยด้วยท่าทางน่าสงสาร
“...”
“ซูเอ๋อร์...” เซียวเชียนเยี่ยถอนหายใจ ตรัสว่า “ข้ากับคุณหนูใหญ่หนานกงพึ่งเจอกันครั้งแรก คิดว่าเจ้าคงเข้าใจผิดแล้ว”
“แต่ว่า...” หนานกงซูกัดริมฝีปาก เอ่ยต่อไป “พี่สาวไม่ยอมแต่งงานกับเว่ยซื่อจื่อ ตอนนี้ยังตามพระองค์มาอีก...หม่อมฉันรู้ดีว่าพระองค์สง่างามเพียงใด แต่ว่า...พี่สาวมีเว่ยซื่อจื่อแล้วนะเจ้าคะ”
พูดเองเออเองอะไรเช่นนี้
“ข้าว่า ให้ข้าได้พูดอะไรสักหน่อยได้ไหม” หนานกงมั่วสูดหายใจเข้าลึก ยิ้มพลางพูดขึ้น
“พี่สาว...” หนานกงซูกะพริบตาปริบ ดวงตาน่าสงสารทอดมองมา
หนานกงมั่วยิ้ม “หนึ่ง ไม่ต้องเรียกข้าว่าพี่สาว ถูกเจ้าเรียกจนขนลุกไปหมดแล้ว สอง ข้าไม่ได้สนใจหวงจั่งซุนของเจ้า ไปเป็นภรรยารองใครข้ายิ่งไม่สนใจ ข้ารู้ว่าแม่เจ้าเป็นภรรยารองมาเจ้าจึงไม่ได้สนใจ แต่ว่าแม่ของข้า ยายของข้า แม่ของยายข้า ยายของยายข้า ล้วนเป็นภรรยาเอกทั้งนั้น สิ่งนี้ ข้าสนใจ พูดให้เป็นทางการสักหน่อย ยอมเป็นภรรยาเอกชาวบ้านธรรมดา ไม่ยอมเป็นภรรยารองให้เศรษฐี สาม ข้าไม่ได้สะกดรอยตามพวกเจ้า เป็นพวกเจ้าที่มานัดกันแล้วยังทำลายความเงียบสงบของข้าอีก สมองเจ้ามีปัญหาหรืออย่างไรถึงไม่ดูว่าทางเข้าออกที่นี่มันมีแค่ทางเดียว และข้อสุดท้าย แม้แต่การหมั้นหมายก็ยังไม่มียังจะออกมาอยู่กับผู้ชายดึกๆ ดื่นๆ ท่ามกลางมวลหมู่ดอกไม้ ภายใต้แสงจันทร์อีก อาย บ้าง หรือ ไม่”
“ท่าน...ท่าน...” หนานกงมั่วเอ่ยดุเสียยืดยาว ใบหน้าของหนานกงซูจึงซีดเซียว น้ำตาคลอ “พี่สาว ท่านว่าข้าเช่นนี้ได้เยี่ยงไร ข้า...ข้ากับพระองค์ เราทั้งคู่มีความรักลึกซึ้งต่อกันนะ”
รอยยิ้มของหนานกงมั่วกว้างขึ้นเล็กน้อย เอ่ยเสียงเนิบนาบ “ใช่ แม้จะรู้สึกสงสารผู้ที่ต้องเป็นภรรยารองอยู่บ้าง ลำบากเจ้าแล้ว ใครใช้ให้ท่านพ่อไม่สามารถให้เจ้าเกิดมาในฐานะที่เป็นภรรยาเอกได้เล่า ข้าจะบอกกับท่านพ่อให้ท่านพยายามอีกสักนิด เพื่อลูกสาวจะได้ไม่ไปเป็นภรรยารองของใคร”
“แม่นางหนานกง” เซียวเชียนเยี่ยขมวดคิ้ว คำพูดนี้หากได้ยินถึงหูของหนานกงไหวคงไม่ดี บุตรีของตระกูลหนานกง หากเข้าวังไปเป็นสนมหรือเป็นชายารองของรัชทายาทก็ว่าไปอย่าง แต่หากเป็นภรรยารองของหวงจั่งซุนคงไม่ดีแน่ หากถูกแพร่งพรายออกไป เกรงว่าหนานกงไหวคงไม่มีทางยอมให้บุตรีแต่งเข้าจวนเย่ว์จวิ้นอ๋อง
“ฮ่าๆ สงสารคนยอมเป็นภรรยารอง แม่นางมั่วช่างพูดได้ดีเสียจริง เพียงแต่...คุณหนูของฉู่กั๋วกงยังอาภัพ แต่ชาวบ้านทั่วไปล่ะจะทำเช่นไร” เสียงลิ่นฉังเฟิงไม่รู้ดังมาจากทิศใด เมื่อสอดส่ายสายตามองหาก็มองเห็นว่าอยู่ไม่ไกลนัก ภายใต้แสงจันทร์ คุณชายฉังเฟิงสะบัดพัดไปมา หรี่ตามองมาทางนี้ที ก่อนจะมองเลยไปด้านหลัง “คุณชายหนานกง เจ้าว่าใช่หรือไม่”
ด้านหลังลิ่นฉังเฟิง หนานกงชวี่ หนานกงฮุย เว่ยจวินมั่วต่างก็ปรากฏตัวออกมา หนานกงชวี่มองหนานกงซูด้วยแววตาน่ากลัว
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว เอ่อ มาชมความสนุกคงไม่นับเป็นเรื่องใหญ่กระมัง
เมื่อเห็นกลุ่มคนที่ปรากฏตัวออกมา ใบหน้าสุภาพของเซียวเชียนเยี่ยก็กระเจิดกระเจิงไปในที่สุด
หนานกงซูเองก็ไม่คิดว่าดึกดื่นเช่นนี้คนอื่นๆ จะไม่หลับไม่นอนแล้วออกมาที่สวนกันหมดเช่นนี้ สิ่งแรกที่นางนึกขึ้นได้ก็คือหนานกงมั่ว ชี้ไปยังหนานกงมั่วแล้วเอ่ยด้วยความโกรธ “เพราะเจ้า เจ้าเป็นคนให้ร้ายพวกเรา”
“หุบปาก” หนานกงชวี่ใบหน้าทะมึนและน้ำเสียงที่เข้มขึ้นเอ่ยตัดบท ก่อนหน้านี้รู้ว่าหนานกงซูและหวงจั่งซุนมีสัมพันธ์ต่อกันเขาเองก็ไม่ได้คิดจะใส่ใจ ใครจะคิดว่าหนานกงซูจะโง่เขลาออกมานัดพบกันกับหวงจั่งซุนในเรือนหนานกง นางกลัวว่าชื่อเสียงของตนเองยังเสียหายไม่พออีกหรืออย่างไรกัน หากเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไป อย่างมากหวงจั่งซุนก็คงถูกกล่าวถึงเพียงไม่กี่ประโยค ทว่ากับฝ่ายหญิงคงไม่ได้ง่ายๆ เช่นนั้น ถึงตอนนั้นชื่อเสียงและความเสียหายทุกอย่างคงตกมาอยู่ที่ตระกูลหนานกงเป็นแน่แท้
หนานกงซูชะงัก กัดฟันเรียก “พี่ใหญ่ เพราะนาง เพราะนางใส่ร้ายพวกข้า”
เพียะ! เมื่ออดทนไม่ไหว หนานกงชวี่จึงตบเข้าที่ใบหน้าของหญิงสาว เสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งสวน “มั่วเอ๋อร์ใส่ร้ายเจ้าอย่างนั้นหรือ ใส่ร้ายเจ้าแล้วมันมีประโยชน์อันใดกับนาง” หรือว่าเมื่อชื่อเสียงของหนานกงซูเสียหายแล้ว ชื่อเสียงของหนานกงมั่วจะดีขึ้นหรืออย่างไร หนานกงชวี่เชื่อว่าไม่ว่าหนานกงมั่วจะเกลียดหนานกงซูมากเพียงใดก็ไม่มีทางใช้วิธีแบบนี้อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น เป็นหนานกงมั่วหรือที่บีบบังคับพวกเจ้าให้นัดหมายกันเยี่ยงนี้
ความจริงหนานกงชวี่ยกหนานกงมั่วไว้สูงเกินไป หากจำเป็น นางเองก็ไม่คิดรังเกียจที่จะใส่ร้ายหนานกงซู เพียงแต่ดูจากสภาพในเวลานี้แล้ว นางไม่จำเป็นต้องใส่ร้ายใดๆ หนานกงซูก็รนหาที่ตายให้ตนเองได้
ลิ่นฉังเฟิงก้าวขึ้นมาด้านหน้า รอยยิ้มสดใสพร้อมทั้งเอ่ยขึ้นว่า “คุณหนูหนานกงคงเข้าใจผิดแล้ว คุณชายสามสกุลเว่ยต่างหากที่บอกว่าอยากชมพระจันทร์ถึงได้ลากพวกเราออกมา ไยจึงกลายเป็นแม่นางมั่วใส่ร้ายเจ้าไปได้ หรือว่า...เป็นแม่นางมั่วที่นัดเจ้ากับเย่ว์จวิ้นอ๋องออกมาอย่างนั้นหรือ แม่นางมั่ว เจ้านี่ร้ายเกินไปแล้วนะ”