หมอหญิงยอดมือสังหาร

หมอหญิงยอดมือสังหาร: บทที่ 30 กักบริเวณ ตอนที่ 30

#30บทที่ 30 กักบริเวณ

ตอนที่ 30 กักบริเวณ

หนานกงมั่วหรี่ตาจ้องมองลิ่นฉังเฟิง ลิ่นฉังเฟิงรีบหลบหลังเว่ยจวินมั่ว ยิ้มทะเล้นพร้อมพูดแก้ตัวว่า “อ่า ข้าลืมไปเลย ว่าแม่นางมั่วทานมื้อเย็นเสร็จก็ออกไปเลย ไม่ได้เข้าใกล้คุณหนูหนานกงซูและเย่ว์จวิ้นอ๋องเลยแม้แต่น้อย”

“ฉังเฟิง หุบปาก” เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ เงยหน้ามองหนานกงมั่ว “อู๋สยา มานี่”

หนานกงมั่วยิ้ม มองไปที่หนานกงซูที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นหลังจากโดนหนานกงชวี่ตบเข้าให้ เดินเข้าไปช้าๆ ได้ยินเว่ยจวินมั่วบอกเสียงราบเรียบ “ไม่เหมาะสมอย่าดู อย่าไปดูอันใดวุ่นวายกับพวกนั้น เดี๋ยวเป็นตากุ้งยิง”

เดิมยังไม่ทันมีใครสังเกตเห็น ทุกคนล้วนมาจากตระกูลใหญ่มีอะไรไม่เข้าใจ แต่เมื่อเว่ยจวินมั่วเอ่ยจบ สายตาทุกคนก็มองไปยังใบหน้าของเซียวเชียนเยี่ยและหนานกงซู เซียวเชียนเยี่ยยังดี ภายใต้แสงสลัวยามค่ำคืนนั้นมองไม่ชัดเท่าไร ทว่าหนานกงซูกลับแย่กว่า เดิมก็สวมเพียงผ้าขาวเนื้อบาง ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังเร่าร้อนนั้นมีความตื่นเต้นเล็กน้อย เสื้อผ้าจึงยับยู่ยี่ ริมฝีปากบวมเป่ง ลำคอขาวยังปรากฏรอยจ้ำสีแดงให้เห็นภายใต้แสงจากโคมไฟที่เหล่าบ่าวไพร่ถืออยู่ทางด้านหลัง ใบหน้าของหนานกงชวี่เคร่งเครียด อยากฟาดฝ่ามือลงไปอีกสักครั้งเสียเหลือเกิน

ใบหน้าหนานกงฮุยเองก็เคร่งเครียดไม่ต่างกัน ดึงหนานกงมั่วมาอยู่ด้านหลังแล้วเอ่ยว่า “มั่วเอ๋อร์ เจ้ากลับห้องไปพักก่อนเถิด เรื่องพวกนี้เจ้าไม่ต้องสนใจ”

หนานกงซูโชคร้ายทีเดียว หนานกงมั่วรู้สึกดีขึ้นไม่น้อย พยักหน้าให้หนานกงฮุย “เช่นนั้นข้ากลับก่อนแล้ว”

“เดี๋ยวข้าไปส่งอู๋สยากลับเอง” เว่ยจวินมั่วบอกเสียงเรียบ หนานกงฮุยมองใบหน้านิ่งเรียบของเว่ยจวินมั่ว พยักหน้ารับ เดิมเขาไม่พอใจกับชาติกำเนิดของเว่ยจวินมั่ว ทว่าตอนนี้กลับต้องตาขึ้นมาบ้างแล้ว ชาติกำเนิดแย่เล็กน้อยคงไม่เป็นไร หากแม้เว่ยจวินมั่วไม่ได้รับตำแหน่งจวิ้นอ๋องต่อ ทว่ายังมีเยี่ยนอ๋องและองค์หญิงฉังผิงอยู่ก็คงไม่แย่เท่าไร ต่อไปไม่แน่เมื่อพี่ใหญ่ขึ้นรับตำแหน่งฉู่กั๋วกง คงจะไม่มีทางไม่เหลียวแลมั่วเอ๋อร์ เพียงแค่เว่ยจวินมั่วเป็นคนดี อนาคตข้างหน้ามั่วเอ๋อร์ก็จะไม่ลำบาก

เว่ยจวินมั่วและหนานกงมั่วจากไปแล้ว ลิ่นฉังเฟิงเองก็ไม่อยู่ให้เป็นที่รังเกียจ ต่อไปจึงเป็นเรื่องของคุณหนูหนานกงแต่เพียงผู้เดียว

ทั้งสามคนเดินเชื่องช้าอยู่บนถนน หนานกงมั่วเงยหน้าขึ้นถาม “เมื่อสักครู่เป็นความคิดของใครหรือ” หากเป็นเพียงคนหรือสองคนไปเจอเข้าก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่ากลับถูกผู้คนเป็นกลุ่มไปพบเจอเข้า ซ้ำยังเป็นกลางดึกเช่นนี้อีก บอกว่าไม่ได้ตั้งใจใครจะเชื่อ

ลิ่นฉังเฟิงหัวเราะ ตอบทันที “ข้าบอกไปแล้วไม่ใช่หรือ ว่าเป็นความประสงค์ของคุณชายสามสกุลเว่ยอย่างไรเล่า”

หนานกงมั่วเลิกคิ้ว ยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ ลิ่นฉังเฟิงส่งยิ้มร้าย ยักไหล่ราวกับยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยจริงๆ “เรื่องนี้...ก็แค่คุณชายสามสกุลเว่ยจะออกไปตามหวงจั่งซุนมาร่วมดื่มด้วยกัน จากนั้นพบว่าหวงจั่งซุนไม่อยู่ที่ห้อง แล้วหลังจากนั้น...ใครสักคนก็พูดขึ้นว่าบางทีหวงจั่งซุนอาจจะออกไปเดินเล่น ส่วนหลังจากนั้นก็...อือหึ ก็เป็นอย่างที่เห็น แต่จะว่าไป คุณหนูรองหนานกงผู้นี้ก็ใจร้อนเกินไปหรือเปล่า”

“ใจร้อนสิ นั่นหวงจั่งซุนเลยนะ ไม่ใจร้อนได้หรือ” หนานกงมั่วเอ่ย

“เช่นนั้น แม่นางมั่วเล่า” ลิ่นฉังเฟิงเอ่ยถามกลับไป

หนานกงมั่วไม่สนใจนัก “ข้าหรือ...ก็แค่หวงจั่งซุน” หวงจั่งซุนไม่ใช่รัชทายาทสักหน่อย ถึงแม้จะเป็นหวงจั่งซุนทว่าหากไม่สามารถขึ้นครองบัลลังก์ได้ก็ไม่ต่างจากผู้อื่นทั่วไป คุณหนูตระกูลหนานกงไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ไม่แปลกใจที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันไม่สนใจขุนนางหรือหรือตระกูลสูงศักดิ์สักเท่าไร

“แค่?” ลิ่นฉังเฟิงสูดหายใจเข้าลึก มองหนานกงมั่วราวกับเห็นผี นั่นหวงจั่งซุนเลยนะ แค่หวงจั่งซุน แม่นางมั่วผู้นี้ช่างพูดจาเสียเหลือเกิน

“ลิ่นฉังเฟิง กลับไป” เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเข้ม

ลิ่นฉังเฟิงชะงัก ไม่นานก็หันไปกะพริบตาปริบให้กับหนานกงมั่ว หายไปกับความมืดในทันใด

หนานกงมั่วมองเว่ยจวินมั่วด้วยความสงสัย “ท่านมีอะไรงั้นหรือ”

เว่ยจวินมั่วก้มลงมามองนาง หนานกงมั่วพึ่งสังเกตว่าตนเองนั้นสูงไม่ถึงไหล่ของเว่ยจวินมั่วด้วยซ้ำ แม้จะบอกว่ายังสามารถเติบโตได้อีก ทว่าความสูงเมตรเจ็ดสิบห้าของนางเมื่อชาติที่แล้วจะเอามันคืนมาได้หรือ

“อย่าไปยั่วโมโหเซียวเชียนเยี่ย” เว่ยจวินมั่วบอก

“ข้าไม่ได้ยั่วโมโหเขาสักหน่อย” หนานกงมั่วคิดว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ พวกเขาต่างหากที่นัดกันไม่ดูสถานที่ แถมยังมาพูดจาให้ร้ายนางลับหลังอีก หากยังทนต่อไป นั่นไม่กลายเป็นว่าคนอย่างหนานกงมั่วเป็นเต่าหดหัวอยู่ในกระดองหรือไร “เขาจะส่งนักฆ่ามาฆ่าข้าอย่างนั้นหรือ” รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย นางยังไม่เคยประลองฝีมือกับนักฆ่าในยุคนี้เลย

ดวงตาคมแสนเย็นชาของเว่ยจวินมั่วฉายแววจนปัญญาขึ้นมา “เขาไม่ฆ่าเจ้าหรอก ทว่าเซียวเชียนเยี่ยผู้นี้ไม่ธรรมดา หากยั่วโมโหเขาแล้วมันคงไม่เป็นผลดีต่อเจ้า” ลังเลอยู่ชั่วครู่ เว่ยจวินมั่วจึงวางมือลงไปตบเบาๆ ที่หัวไหล่ของนาง “ไม่ต้องกังวล”

หนานกงมั่วมองเขาด้วยท่าทีสงสัย เว่ยจวินมั่วหลบสายตาไปก่อน “กลับไปเถิด รีบพักผ่อน”

เมื่อมาถึงเรือนของหนานกงมั่ว เว่ยจวินมั่วไม่ได้เข้าไป เพียงยืนส่งอยู่หน้าประตู คล้ายลังเลอยู่ชั่วครู่แล้วจึงเอ่ยถามขึ้น “เซียวเชียนเยี่ยไม่ได้เป็นเพียงหวงจั่งซุน ยังเป็นหลานที่ฝ่าบาททรงเอ็นดูที่สุด เจ้า...ไม่สนใจจริงๆ น่ะหรือ”

หนานกงมั่วชี้นิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว กวัดแกว่งมันอยู่ตรงหน้าเขาแล้วเอ่ยขึ้น “หนึ่ง เขามีภรรยาแล้ว ข้าไม่ชอบเป็นมือที่สาม สอง หวงจั่งซุนไม่ใช่ของล้ำค่า ใช่ว่าคนทุกคนจะต้องชอบ สมัยนี้แล้ว ขนาดเงินทองยังมีคนมองเป็นดินเป็นทรายได้เลย”

“ข้ารู้แล้ว รีบนอนเถิด” เว่ยจวินมั่วพยักหน้า หมุนตัวกลับไป

หนานกงมั่วยืนอยู่หน้าประตูขณะมองอีกคนที่กำลังเดินจากไป สาวน้อยดูออกตั้งแต่ยามนั้นแล้วว่าสมัยนี้มีผู้คนเป็นโรคประสาทกันมากมาย คนธรรมดาทั่วไปคุยกับคนที่เป็นโรคประสาทนั้นช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน รู้สึกยากที่จะพูดคุย ทำอย่างไรดี

...

เพียะ!

แสงไฟในห้องหนังสือของเรือนหนานกงยังคงส่องสว่าง หนานกงไหวฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของหนานกงซูด้วยความโกรธ หนานกงซูโดนตบอย่างแรงเสียจนร่างนั้นเซไปด้านข้าง ชนเข้ากับตู้หนังสือ เจิ้งซื่อรีบเข้าไปประคองบุตรีเอาไว้ เอ่ยว่า “ท่านพี่ ท่านทำอันใดกัน ซูเอ๋อร์...ซูเอ๋อร์เป็นบุตรสาวของท่านนะ”

หนานกงไหวกล่าวเสียงเย็น “เพราะนางเป็นบุตรีของข้า ข้าถึงได้ตีนาง บุตรีที่ไร้ยางอายต้องตีให้หายซะ”

หนานกงซูและเจิ้งซื่อใบหน้าซีดเผือด หนานกงซูไม่พอใจ ชีวิตนี้นางไม่เคยโชคร้ายเท่าคืนนี้มาก่อน ก่อนหน้านี้โดนพี่ใหญ่ตบหน้า ท่านพ่อไม่โทษพี่ใหญ่ ซ้ำยังมาตบนางอีกครั้ง เวลานี้ใบหน้าของนางเจ็บจนชาไปหมดแล้ว ไม่ต้องเห็นก็รู้ว่ามันต้องบวมแดงมาก คงเจอหน้าใครไม่ได้ไปอีกพักใหญ่

“ท่านพ่อ ข้าทำผิดอันใด” หนานกงซูกล่าวด้วยน้ำตาที่นองหน้า “เห็นอยู่ว่าหนานกงมั่ว...”

“หุบปาก!” หนานกงไหวตบโต๊ะตะคอกเสียงดัง หนานกงซูตกใจจนตัวสั่นไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก

หนานกงไหวชี้หน้าบุตรีด้วยความโกรธ “เจ้ายังกล้าเอ่ยถึงพี่สาวของเจ้า พี่สาวเจ้าเติบโตมาจากชนบทตั้งแต่เด็กก็ยังไม่ไร้มารยาทเช่นเจ้า เป็นถึงคุณหนูรองตระกูลหนานกง กล้านัดผู้ชายในสวนบ้านตัวเอง ยังกล้าเอ่ยว่ายอมเป็นภรรยารองนั่นอีก สกุลหนานกงไม่ได้มีเพียงเจ้าผู้เดียวที่ต้องแต่งออกไป”

ใช่ว่าจะไม่เคยมีลูกสาวของกง[footnoteRef:1]หรือโหว[footnoteRef:2]แต่งไปเป็นภรรยารอง แต่ถึงจะอยากแต่งมากเพียงใดก็ต้องรู้จักวางตัวบ้างมิใช่หรือ มีคุณหนูสูงศักดิ์ที่ไหนเอ่ยออกมาบ้างว่าจะยอมไปเป็นภรรยารอง ดูถูกตัวเองชัดๆ โชคดี...โชคดีแล้ว วันนี้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่นับว่าเป็นคนนอก คุณชายสกุลเว่ยทั้งสองและหวงจั่งซุนคงไม่กล้าพูดออกไป มิเช่นนั้นชื่อเสียงของบุตรีตระกูลหนานกงคงได้สูญสิ้นเพราะลูกไม่รักดีผู้นี้เป็นแน่แท้ [1: กง เป็นตำแหน่งขุนนางของจีน] [2: โหว เป็นตำแหน่งขุนนางของจีน]

devc-a3b5dd88-33025หมอหญิงยอดมือสังหาร: บทที่ 30 กักบริเวณ ตอนที่ 30