ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา: บทที่ 1 เทพแห่งโชคลาภจากไปแล้ว ตอนที่ 1
ตอนที่ 1 เทพแห่งโชคลาภจากไปแล้ว
ณ หุบเขาอวิ้นจิง วัดสุ่ยเย่ว์
อากาศอันร้อนอบอ้าวแผ่กระจายมาไม่ถึงที่นี่ มีเพียงสายลมเย็นสบายพัดผ่านไปทั่วทั้งวัดเล็กๆ
เสาต้นใหญ่อยู่ด้านข้างที่นั่งทรงกลม บนที่นั่งปรากฏหญิงสาวงดงามนั่งอยู่
นางสวมชุดนักบวช เอนร่างพิงเสาเล็กน้อย ในมือถือพัดขนนกที่ดูสะดุดตา มือเรียวขาวสะบัดแกว่งพัดไปมา
กระดิ่งใบเล็กประดับอยู่บนข้อมือ จึงมีเสียงดังขึ้นมาเป็นระยะตามจังหวะการเคลื่อนไหวของนาง
ผมยาวสลวยส่วนหนึ่งถูกม้วนขึ้นเป็นวงกลมไว้บนศีรษะ ปักด้วยปิ่นปักผมไม้ ส่วนผมสีดำที่เหลืออยู่ยาวสยายคลุมไหล่ลงมา ในดวงตารียาวปรากฏแววเฉื่อยชา
“เฮ้อ!” ผู้เฒ่าที่อยู่ตรงหน้าถอนหายใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า
“เวลาเพียงสั้นๆ เช่นนี้ ท่านกลับถอนหายใจไปมาเป็นสิบครั้งแล้ว” เซี่ยเฉียวหยุดมือข้างที่พัด ก่อนจะใช้มืออีกข้างลูบขนนุ่มบนพัดเบาๆ “หากไม่อยากให้ข้าไป ท่านก็ไปบอกอะไรเสี่ยวถงสักหน่อยเถิด พวกเขาคงไม่จับข้ามัดแล้วพาไปหรอก”
“คนอย่างเจ้าจะไปเข้าใจอะไร” นักบวชเฒ่ากลอกตาอย่างไม่พอใจ
“หลายปีมานี้ กว่าจะทำให้เจ้ากลายเป็นครึ่งเซียนได้ไม่ง่ายเลย เจ้าเอ่ยเช่นนี้กำลังกายและกำลังสมองข้าคงไร้ประโยชน์เสียแล้ว หากมีคนรู้เข้าจะยังมีใครบริจาคเงินเข้าวัดอีกหรือ” เซี่ยเฉียวค่อยๆ ขมวดคิ้ว ทว่ากลับยกยิ้มมุมปากขึ้นด้วยพร้อมๆ กัน
“ข้าไม่เคยทำเช่นนี้ต่อหน้าใคร” นักบวชเฒ่าพูดเสียงแหบต่ำคล้ายจะร้องไห้
เซี่ยเฉียวไอออกมาเบาๆ “ท่านนี่ช่างไม่น่าเชื่อถือเลย ข้าไม่วางใจจริงๆ ข้าว่าข้าไม่ไปแล้วดีกว่า”
“เช่นนั้นไม่ได้ พวกเราวัดสุ่ยเย่ว์ไม่อาจบังคับหญิงสาวตระกูลเหลียง[footnoteRef:1]ให้ออกบวชได้หรอก เจ้าเองก็พักอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว พ่อเจ้าคงอยากเห็นเจ้าแต่งงานมีชีวิตปกติ คนเช่นข้าจะไปขวางได้อย่างไรกันเล่า” นักบวชเฒ่านึกไปถึงโจรผู้นั้นก็เกิดประหลาดใจขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ [1: ตระกูลเหลียง ธิดาของผู้มีตระกูลในสมัยก่อน]
เวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว!
นึกถึงเมื่อหลายปีก่อนที่ตนได้ออกเดินทางไปตามหุบเขาและแม่น้ำ ระหว่างทางได้พบเข้ากับเซี่ยหนิวซานจึงถูกจับตัวไป
บังเอิญภรรยาของเซี่ยหนิวซานเกิดเจ็บท้องคลอด ให้กำเนิดนังหนูดวงแข็งนี่ออกมา ทว่าเมื่อคลอดเสร็จ แม่ผู้ให้กำเนิดกลับจากไป ส่วนพ่อของนางก็ถูกทางการตามไล่ล่าจนเกือบถูกฆ่าตาย
กุนซือ[footnoteRef:2]ในค่ายที่เก่งกาจคาดเดาได้ว่าเด็กสาวย่อมต้องลำบากเป็นแน่ [2: กุนซือ ที่ปรึกษาทางทหาร]
จึงให้เซี่ยหนิวซานส่งตัวนังหนูนี่มาให้เขาเลี้ยงดู
ทั้งยังมอบเงินจำนวนหนึ่งไว้สำหรับก่อตั้งวัดสุ่ยเย่ว์ ขอร้องให้ดูแลนังหนูผู้นี้ให้ดี
แต่ไม่ว่าตนจะพูดอะไร ไม่รู้ทำไมคนอื่นถึงได้ไม่พอใจอยู่เสมอๆ ดังนั้นวัดสุ่ยเย่ว์จึงค่อนข้างขัดสนไร้เงินบริจาคเข้าวัด เป็นเช่นนั้นกระทั่งนังหนูนี่โตพอจะรู้จักคิดอ่าน สถานการณ์จึงดีขึ้นมาบ้าง
ยามนี้นังหนูนี่จะจากไปแล้ว จึงเปรียบได้กับเทพแห่งโชคลาภกำลังจะจากไป
แต่ถึงจะอยากให้อยู่ต่อก็คงทำเช่นนั้นไม่ได้
“พอแล้ว รีบเก็บของแล้วออกจากวัดไปเสียเถิด หากข้าดูแลวัดนี้ไม่ไหวก็แค่ต้องไปหาเจ้า เลี้ยงดูเจ้ามาหลายปี ข้าไม่เชื่อว่าพ่อเจ้าจะไม่ให้อะไรกับข้าเลย”
นักบวชเฒ่ารู้สึกภูมิใจอยู่บ้างเมื่อนึกถึงเรื่องนี้
ริมฝีปากอันซีดเซียวของเซี่ยเฉียวยิ้มออกมา
นางไม่มีข้าวของอะไรให้เก็บ เงินและข้าวของทั้งหมดล้วนเป็นของวัด ไม่ต้องนำไปด้วย แต่ถึงเป็นเช่นนั้นตระกูลเซี่ยก็ไม่มีทางทำอะไรนางได้
ในระหว่างที่กำลังพูดคุย นักบวชเด็กก็วิ่งเข้ามา “ท่านอาจารย์ ผู้หญิงคนนั้นถามว่าศิษย์พี่หญิงจะไปได้เมื่อไหร่”
“ไปได้เลย” เซี่ยเฉียวลุกขึ้นยืน ทำท่าคล้ายปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าที่ไร้ฝุ่น
“ท่านผู้เฒ่า ข้าจะไปแล้ว ท่านอยู่ที่นี่ระมัดระวังด้วย เลิกอวดดี เลิกใจร้อน เลิกดื่มเหล้า และระวังเรื่องกามตัณหาด้วย โปรดอย่าลืมที่ข้าบอก”
“ไปๆ ไปเถิด! นี่ข้าเป็นอาจารย์หรือเจ้าเป็นอาจารย์กันแน่! เหตุใดถึงต้องให้เจ้ามาสั่งสอน” ผู้เฒ่ากลอกตาไปมา
เซี่ยเฉียวก้าวออกไปอย่างช้าๆ
แสงแดดด้านนอกส่องกระทบต้องใบหน้าของนาง ทำให้ดูสดใสยิ่งขึ้น
วัดสุ่ยเย่ว์ไม่ได้ใหญ่โตอะไร มีผู้มาเยี่ยมเยียนไม่บ่อยนัก
ดังนั้นในเวลานี้หลูซื่อและคนที่ติดตามมาด้วยย่อมทำได้แค่รออยู่ในโถงวัดเท่านั้น
เมื่อรอนานมากๆ เข้าก็เริ่มทนไม่ไหว
“ผ่านมาก็หลายปีแล้วที่ไม่ได้เจอนาง อีกทั้งยังไม่เคยเห็นนางกลับบ้านตอนปีใหม่เลยสักครั้ง ท่านพี่คงรักนางมากทีเดียว สั่งให้ข้าข้ามแม่น้ำข้ามหุบเขามารับนางเช่นนี้ นางก็ช่างดีเหลือเกิน ผ่านไปเกือบจะหนึ่งก้านธูปแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่านางจะโผล่หน้ามาเลย”