ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา: บทที่ 2 ลูกสาวที่หน้าตาอัปลักษณ์ ตอนที่ 2
ตอนที่ 2 ลูกสาวที่หน้าตาอัปลักษณ์
หลูซื่อมีท่าทางหงุดหงิด เผยความไม่พอใจออกมา
ผู้ที่เดินทางมาด้วยกันอีกคนคือลูกสาวคนโตของนาง เผยหว่านเย่ว์
“ท่านแม่อย่าหงุดหงิดไปเลยเจ้าค่ะ นางโตมาในวัด คงจะติดนิสัยไม่รีบร้อนเช่นเดียวกับพวกนักบวช และคงไม่เห็นความสำคัญของครอบครัวเท่าใดนัก” เผยหว่านเย่ว์ยิ้มพลางพูดไปด้วย
หลูซื่อถอนหายใจออกมา
จริงๆ แล้วการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อรับเซี่ยเฉียวผู้เดียวเท่านั้น
ก่อนที่จะแต่งงานกับเซี่ยหนิวซาน นางเคยแต่งงานมาก่อนแล้ว ลูกสาวคนโตจึงถูกเลี้ยงดูอยู่ที่บ้านพ่อแม่ของนาง เมื่อสามีเอ่ยปากสั่งให้ไปรับตัวเซี่ยเฉียว จู่ๆ ในระหว่างการเดินทางมาที่นี่นางก็ได้รับจดหมายจากนกพิราบ มีใจความว่าลูกสาวคนโตก็เติบใหญ่แล้ว เช่นนั้นก็ควรพากลับมาใช้ชีวิตอย่างดีที่นี่ด้วย
จึงได้เดินทางไปรับมาด้วยกัน
ความจริงนางเป็นภรรยาคนที่สามของเซี่ยหนิวซาน แต่งงานเข้าตระกูลเซี่ยหลังจากที่เขาได้เป็นขุนนางแล้ว ดังนั้นจึงไม่ค่อยรู้เรื่องราวของภรรยาคนแรกมากนัก
เพียงแค่ได้ยินคนพูดกันว่าภรรยาคนแรกกับสามีนางนั้นเติบโตมาด้วยกัน
เมื่อก่อนพ่อของเผิงซื่อ ภรรยาคนแรก เป็นหัวหน้าโจร หลังจากตายไป หมู่บ้านจึงตกอยู่ในความดูแลของกับเผิงซื่อและสามีนาง
ล้วนพูดกันว่าเผิงซื่อนั้นมีหน้าตาอัปลักษณ์
นางเองก็คิดว่าคงเป็นเช่นนั้น
ถึงจะไม่เคยเห็นเผิงซื่อก็ตาม แต่ก็ดูแลลูกชายคนโตของเผิงซื่อกับสามีของตนมา สัตว์ป่าเซี่ยผิงกั่ง!
เด็กคนนั้นร่างกายกำยำสูงใหญ่ ทั้งยังสูงกว่าพ่อของเขา ขนาดตัวเขาคนเดียวกว้างเท่ากับคนสองคน แค่มองเห็นก็ทำให้ผู้คนหวาดกลัวแล้ว เซี่ยเฉียวเป็นน้องสาวแท้ๆ ของเซี่ยผิงกั่ง อย่างไรก็คงจะแตกต่างกันไม่มากนักหรอก
หลูซื่อนึกได้ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“แม้แต่พ่อนางยังบอกเองว่า เกรงว่าเด็กคนนี้จะหน้าตาไม่น่ามอง ดังนั้นจึงอยากให้พากลับไปดูตัว” หลูซื่อนวดขมับ
“แม้ตระกูลของเรามีเด็กๆ อยู่เพียงไม่กี่คนแต่ก็นับว่าพอมีหน้ามีตาในเมืองหลวงอยู่บ้าง ยามนี้มีเพิ่มมาอีกคนแล้ว คงไม่ใช่ว่ามาถึงก็ทำให้ตระกูลเราต้องถูกหัวเราะเยาะหรอกนะ!
เผยหว่านเย่ว์ตกใจเล็กน้อย “แต่ว่าตอนนี้...ลุงเซี่ยไม่ใช่โจรแล้วนะเจ้าคะ จะหาสามีให้พี่หญิงไม่ได้เชียวหรือ”
“นั่นมันก็ใช่ แต่หากนางไม่ได้แต่งงานขึ้นมา นายท่านก็อาจจะตำหนิได้ว่าแม่ไม่เอาใจใส่นางน่ะสิ” หลูซื่อส่ายหน้า
เดิมทีเผยหว่านเย่ว์รู้สึกวิตกกังวลเรื่องแม่นางเซี่ยอยู่มาก
แต่ยามนี้เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ ในใจก็ผ่อนคลายลงไปหลายส่วน
นางกับแม่นางเซี่ยอายุต่างกันไม่มาก ทั้งยังไปเมืองหลวงพร้อมกัน ย่อมยากที่จะเลี่ยงการเปรียบเทียบได้ หากอีกฝ่ายมีชื่อเสียงนางคงต้องใช้ชีวิตลำบากเป็นแน่ ในทางกลับกัน หากแม่นางเซี่ยมีหน้าตาอัปลักษณ์ย่อมทำให้นางโดดเด่นได้ไม่ยาก
“ท่านแม่วางใจเถิด หากนางไม่ได้แต่งงานก็คงพึ่งพาพ่อของนางไปชั่วชีวิต มาตำหนิท่านแม่ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”
เซี่ยเฉียวก้าวเข้ามา เสียงบางอย่างดังขึ้นเบาๆ คล้ายกับเสียงหอบเหนื่อย
หลูซื่อตกใจ รีบหมุนตัวกลับไปทันที
หลังจากนั้นก็ชะงักไป
นางเห็นคนสวมชุดนักบวชสีเขียวอมน้ำเงิน ท่วงท่าสง่างามราวกับหยก ราวกับได้ยินเสียงกระแสน้ำไหลผ่านต้นไผ่ เรียบง่ายและสุขุมยิ่งนัก
แม้ดวงตาของนางจะดูเฉื่อยชา ทว่านัยน์ตากลับคล้ายท้องทะเลสดใส รูปร่างผอมบาง เอวคอดสมส่วน แต่ไร้ซึ่งเสน่ห์ของผู้หญิงโดยสิ้นเชิง มีเพียงกลิ่นธูปหอม ดูไม่ได้ใส่ใจจะแต่งตัวเท่าใดนัก
“เจ้า…เจ้าคือ…” หลูซื่อไม่อยากจะเชื่อ นี่คือลูกสาวของเผิงซื่อที่แสนอัปลักษณ์อย่างนั้นน่ะหรือ
“ทำความเคารพท่านแม่” เซี่ยเฉียวทำความเคารพเล็กน้อยตามมารยาท “ข้าเซี่ยเฉียวเจ้าค่ะ”
หลูซื่อกลืนน้ำลาย
เซี่ยเฉียวไม่ได้มองหลูซื่อ รวมถึงผู้ที่อยู่ข้างกายของนางด้วย
นางเพียงก้มหน้าลงเล็กน้อย สายตาคล้ายกับจะมองพัดขนนกที่อยู่ในมือเสียมากกว่า จึงดูไร้มารยาทอยู่บ้าง
แต่นักบวชเด็กที่อยู่ด้านข้างรู้ดีว่าที่นางไม่มองเป็นเพราะเกรงว่าจะมองเห็นอะไรๆ ที่ไม่ดีเข้า เพราะเมื่อมองไปยังใบหน้าของผู้ใด นางก็จะสามารถเห็นเรื่องราวต่างๆ ของคนผู้นั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“หน้าตา…หน้าตาก็ไม่เลวนะ แต่ท่าทางไม่ใส่ใจของเจ้าช่างไร้มารยาทเสียจริง หากกลับไปถึงเมืองหลวง เจ้าจะไร้มารยาทใส่ผู้อื่นเช่นนี้ไม่ได้ จำไว้ว่าเจ้าต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่น้องสาวทั้งสองของเจ้าด้วย”
หลูซื่อมองลูกสาวของตัวเองและมองสลับไปที่เซี่ยเฉียว จากนั้นก็เกิดไม่สบายใจขึ้นมาในทันที