ยอดพธูจ้าวดวงใจ: บทที่ 5 ตอนที่ 5
บทที่ 5 แม่ลูกไร้ยางอาย
“ขอเข้าพบท่านผู้นำ!”
องครักษ์ชุดเกราะกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหน้าของซือถูหันอี
“พรุ่งนี้เช้าข้าอยากเห็นหัวของอวิ๋นเชียนอวี่”
องครักษ์ชุดสีดำร่างชะงัก ในใจของหัวหน้าต่อสู้อยู่ในใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ท่านผู้นำ องครักษ์ชุดดำไม่ใช่คู่ต่อสู้ขององครักษ์อวิ๋นแห่งหุบเขาอวิ๋น อีกอย่างท่านผู้นำคนเก่ามีคำสั่ง ห้ามเป็นศัตรูกับหุบเขาอวิ๋นตลอดไป”
เมื่อซือถูหันอีได้ยินก็โกรธมากจนถึงขีดสุด วันนี้เขาได้รับความอับอายจากอวิ๋นเชียนอวี่เช่นนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าองครักษ์ชุดเกราะของเฟิงอวิ๋นจะประเมินค่าตัวเองว่าเทียบองครักษ์อวิ๋นของตระกูลอวิ๋นไม่ได้ เขาโกรธแค้นเต็มอกจนอยากจะระบายอารมณ์ไปทุกที่
“ไม่ใช่คู่ต่อสู้ขององครักษ์อวิ๋นรึ เช่นนั้นแล้วตระกูลซือถูเลี้ยงพวกเจ้ามาทำไม” ซือถูหันอีด่าขึ้นด้วยความโกรธ
แววตาองครักษ์ชุดเกราะของเฟิงอวิ๋นหม่นแสงลง กัดฟันพูดขึ้นว่า “ท่านผู้นำโปรดยับยั้งอารมณ์ พวกเราจะไปเดี๋ยวนี้”
“หยุดก่อน!”
เมื่อคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าซือถูส่งมา ร่างอ้วนท้วนของนางก็เข้ามาในสายตาของซือถูหันอี
ซือถูหันอีมองไปทางมารดาของตนเอง สายตามืดหม่น หากตอนนั้นท่านแม่สามารถบอกเรื่องราวที่แท้จริงกับเขาอย่างตรงไปตรงมา ตนเองคงไม่อับอายเช่นวันนี้
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเห็นซือถูหันอี ก็เข้าใจสิ่งที่เขาคิดในใจ นางพูดกับองค์รักษ์ชุดเกราะของเฟิงอวิ๋นที่คุกเข่าอยู่ที่พื้นว่า “เรื่องอวิ๋นเชียนอวี่พวกเจ้าไม่ต้องสนใจ ลงไปเถอะ!”
องค์รักษ์ชุดเกราะของเฟิงอวิ๋นต่างมองไปที่ซือถูหันอี ถึงอย่างไรตอนนี้ซือถูหันอีก็เป็นผู้นำ
ซือถูหันอีโบกมือ ทุกคนถึงได้แยกย้ายหายตัวไป
ฮูหยินผู้เฒ่าเดินเข้ามานั่งในห้องโถงเฟิงอวิ๋น
“หลังจากที่ท่านพ่อของเจ้าล้มป่วยลง หมู่บ้านกลางเขาเฟิงอวิ๋นก็ไม่มีอาวุธแบบใหม่ประดิษฐ์ออกมาเลย ลูกเมียน้อยนั่นมีความสามารถอยู่บ้างแน่นอน แต่แม่จะให้เขามีหน้ามีตาได้อย่างไร จึงได้คิดวิธีนี้ขึ้นมาเพื่อให้เขาตายไป ตระกูลซือถูไม่เหมาะกับการค้าขาย เมื่อการค้าเข้าสู่ช่วงวิกฤต ตระกูลอวิ๋นเกิดเรื่องขึ้น อวิ๋นเทียนนั้นเป็นเพราะงานหมั้นของอวิ๋นเชียนอวี่และเจ้า จึงส่งคนพานางมาที่หมู่บ้านกลางเขาเฟิงอวิ๋น ก่อนที่สัญญาการแต่งงานจะเกิดก็ได้ส่งเงินหนึ่งล้านมาให้พวกเราทุกปีเพื่อเป็นค่าตอบแทนให้เราได้ดูแลหมู่บ้านกลางเขาเฟิงอวิ๋น หลังจากแต่งงาน จะให้เจ้ามีสิทธิ์ในสมบัติของตระกูลอวิ๋นครึ่งหนึ่ง ของแทนใจงานหมั้นนั้นคือเจ้าจะใช้สมบัติของตระกูลอวิ๋นได้!”
เมื่อซือถูหันอีได้ยินก็เสียใจเป็นอย่างมาก
ทุกปีจะได้เงินหนึ่งล้านมาอย่างง่ายดาย สมบัติครึ่งหนึ่งของตระกูลอวิ๋นคือเท่าไหร่กัน ยิ่งหากอวิ๋นเชียนอวี่แต่งงานกับตน สมบัติทั้งหมดของตระกูลอวิ๋นก็จะเป็นของเขา ตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นเรื่องแรกที่เขาเสียใจภายหลัง
“หันอี ที่แม่ไม่บอกความจริงกับเจ้า เพราะไม่อยากให้เจ้ารู้สึกต่ำต้อยต่อหน้าอวิ๋นเชียนอวี่”
ซือถูหันอีเงียบลง ใช่ ถ้าหากเมื่อสามปีก่อนตนรู้ความจริง แน่นอนว่าต้องรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยกว่าอวิ๋นเชียนอวี่
“เดิมทีรออีกสองสามวัน นางก็อายุสิบห้าแล้ว แต่งเข้าตระกูลซือถู ทุกอย่างของนางก็จะเป็นของเจ้า รวมถึงหุบเขาอวิ๋นด้วย แม้ว่าตอนนั้นเจ้าจะรู้ความจริงแต่นางก็เป็นภรรยาของเจ้าแล้ว ก็จะมีแต่เจ้าที่เลี้ยงดูนางด้วยเงิน เจ้าไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกต่ำต้อยแม้แต่น้อย แต่ข้ามองแม่หนูนั่นผิดไป และยิ่งไม่คิดว่าเจ้าจะหลงเสน่ห์ไป๋เฟยสวี่นั่น”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสียใจมาก นางคิดไม่ถึงเลยว่าอวิ๋นเชียนอวี่จะรู้จักเก็บงำเรื่องราวเช่นนี้ หากรู้ว่าเรื่องจะเป็นเช่นนี้เร็วกว่านี้ จะรีบบอกความจริงกับซือถูหันอีตั้งแต่ตอนนั้น เมื่อคิดถึงเรื่องที่ตนถูกกักอยู่ในลานบ้านหนึ่งชั่วโมง นางก็แค้นจนกัดฟันกรอด ตอนนี้เมื่อคิดดูแล้ว แน่นอนว่าต้องเป็นอวิ๋นเชียนอวี่สั่งให้คนทำ จุดประสงค์คือเพราะกลัวว่าตนจะขัดขวางการถอนหมั้นของหันอี
ในตอนนี้ซือถูหันอีเข้าใจเจตนาของฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว แต่ก็หลีกเลี่ยงเหตุการณ์ในตอนนี้ไม่ได้ หลังจากคนบุคคลมีชื่อของแวดวงยุทธจักรจากไป ไม่รู้ว่าจะมีข่าวลือเช่นไรบ้าง!
แน่นอนว่าชื่อเสียงของซือถูหันอีจะต้องตกต่ำลง
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเห็นลูกชายแลดูไม่มีชีวิตชีวา ก็ทอดถอนใจ
“หันอี ตอนนี้ฝ่าบาทอายุมากแล้ว องค์รัชทายาทก็สิ้นไปนานแล้ว หลานชายก็ยังเด็ก เจ้าว่าแผ่นดินนี้ต่อไปจะเป็นของผู้ใด”
ซือถูหันอีนิ่งอึ้ง หลังจากนั้นก็เข้าใจทันที “รุ่ยชินอ๋องเป็นทายาทเพียงคนเดียว”
ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าเห็นด้วย
“รุ่ยชินอ๋องมีบุตรชายห้าคน บุตรสาวสามคน บุตรสาวคนโตแต่งงานกับบุตรชายคนโตของแม่ทัพใหญ่หลิ่วมู่ ซื่อจื่อ*แต่งงานกับบุตรสาวภรรยาหลวงของอัครเสนาบดีในรัชสมัยปัจจุบัน ตอนนี้อำนาจของราชวงศ์ส่วนใหญ่จึงเป็นของรุ่ยชินอ๋อง” ฮูหยินผู้เฒ่าชี้แนะต่อ
ซือถูหันอีเข้าใจเจตนาของฮูหยินผู้เฒ่าทันที นี่เป็นทางเลือกใหม่ให้เขา
คิดถึงวัตถุประสงค์ในการมาของมู่หรงซิวบุตรชายคนที่สองของรุ่ยชินอ๋องเมื่อหลายวันก่อน ซือถูหันอีตาลุกวาว อย่ามองว่าซื่อจื่อในตอนนี้คือมู่หรงสวินโอรสองค์โต แต่ลูกชายที่รุ่ยชินอ๋องภูมิใจคือมู่หรงซิว
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเห็นซือถูหันอีเข้าใจแล้ว จึงยิ้มขึ้นด้วยความปลื้มใจ
“อีกไม่กี่วัน มู่หรงซิวจะมาฟังการตัดสินใจของเจ้า เมื่อถึงเวลานั้น หันอวี้น้องสาวของเจ้าก็น่าจะกลับมาแล้ว”
เมื่อซือถูหันอีได้ยินทันใดนั้นในใจก็สว่างโล่งขึ้นมา ถ้าหากน้องสาวของตนสามารถแต่งงานกับมู่หรงซิว ในอนาคตอาจจะเป็นสตรีที่ได้เลื่อนขั้นจนมีเกียรติสูงสุดก็เป็นได้ แล้วตระกูลซือถูจะหวาดกลัวหุบเขาอวิ๋นไปทำไม เมื่อถึงเวลานั้นจะต้องทำให้อวิ๋นเชียนอวี่หญิงชั่วนั่นได้เห็นดีกัน
“แท้จริงแล้วไม่ได้ ด้วยรูปโฉมที่งดงามและเลิศล้ำของลูกชายข้า คุณหนูทั้งสองของรุ่ยชินอ๋องที่ยังไม่แต่งงานจะต้องหลงรักอย่างแน่นอน!” มุมปากของฮูหยินผู้เฒ่ายกยิ้มเจ้าเล่ห์
เมื่อซือถูหันอีได้ยิน ทันใดนั้นดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมา!
แต่แม้ว่าหมู่บ้านกลางเขาเฟิงอวิ๋นจะมีตำแหน่งในวงการยุทธจักรอยู่บ้าง แต่เมื่อพูดถึงเรื่องตำแหน่งและอำนาจ ก็เป็นแค่พ่อค้าที่ประดิษฐ์อาวุธขาย ไหนเลยจะไต่เต้าขึ้นไปสู่ราชวงศ์ได้
“ท่านแม่ ตระกูลซือถูของเราไม่มีการออกแบบอาวุธแบบใหม่อยู่ในมือ แม้ว่าจะมีฝีมือการช่างในการประดิษฐ์อาวุธจากบรรพบุรุษ ก็ไม่มีทางคุยเงื่อนไขกับรุ่ยชินอ๋องได้ใช่หรือไม่”
เมื่อซือถูหันอีคิดถึงว่าตั้งแต่ที่ท่านพ่อจากไป สามปีต่อมาตระกูลซือถูก็ไม่มีอาวุธแบบใหม่ออกมาอีกเลย ในใจพลันกลัดกลุ้มยิ่งนัก
ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็อึดอัดใจอยู่บ้าง ลูกชายของตนเองมิได้สืบทอดพรสวรรค์ด้านนี้ของสามีตนมาแม้แต่น้อย คาดหวังอะไรไม่ได้ ถ้าเจ้าลูกเมียน้อยนั่นอยู่ก็คงดี
ฮูหยินผู้เฒ่าหยิบพิมพ์เขียวออกมาจากอก“นี่เป็นอาวุธที่เจ้าลูกเมียน้อยนั่นออกแบบไว้ ดูเหมือนว่าขาดอีกนิดหน่อยก็สำเร็จสมบูรณ์ เจ้าลองศึกษาดูดีๆ นี่เป็นแต้มต่อสุดท้ายของเจ้าแล้วนะ!”
ซือถูหันอีรับมาด้วยความดีใจ เปิดออกดูเหมือนเป็นของรัก
“หันอี เจ้าต้องหาลูกค้าที่มีความสามารถเสียหน่อย” ฮูหยินผู้เฒ่าพูดขึ้นด้วยความจริงใจและมีน้ำหนัก เป็นครั้งแรกที่นางนึกเสียใจภายหลังกับวิธีที่ตนเองทำเมื่อก่อน ตนเองเป็นเช่นนี้ในอนาคตคงไม่มีหน้าไปเจอบรรพบุรุษของตระกูลซือถูใช่หรือไม่
ซือถูหันอีพยักหน้า “ท่านแม่ วางใจเถิด ลูกได้เริ่มหาคนที่มีความสามารถไว้นานแล้ว”
ตนเองนั้นไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการออกแบบอาวุธเลย เขารู้ตัวดี
.....
มู่หรงอวี้เจี้ยนยืนอยู่ในศาลาบนภูเขาจำลองในลานบ้านคนเดียว ความสูงระดับนี้ทำให้เขาเห็นประตูใหญ่ของพื้นที่ส่วนพระมหากษัตริย์ ใบหน้าเล็กอ่อนวัยเต็มไปด้วยความคาดหวัง ยืนตัวตรงไม่ไหวติง
ทันใดนั้น ดวงตาดำขลับของเขาฉายแววดีใจออกมา รีบวิ่งลงจากศาลาไปทางประตูใหญ่
“พี่สาวเชียนอวี่!”
ร่างอรชรชะงักค้าง ใบหน้างามดั่งรูปภาพปรากฏให้เห็นรอยยิ้มบางๆ
แต่รอยยิ้มจางๆ นี้ก็เพียงพอให้มู่หรงอวี้เจี้ยนดีใจจนแทบเป็นบ้าแล้ว พี่สาวเชียนอวี่ของเขาเย็นชาอยู่ตลอด ไม่เคยยิ้มให้ใครมาก่อน แต่การยิ้มให้เขาเป็นข้อยกเว้น!
“ช้าหน่อย รีบวิ่งเช่นนี้ทำไมกัน” อวิ๋นเชียนอวี่ยื่นมือประคองมู่หรงอวี้เจี้ยน ทั้งสองคนเดินเคียงคู่กันเข้าไปในเรือน
ใบหน้าเล็กๆของมู่หรงอวี้เจี้ยนแลดูหงอยเหงาอยู่บ้าง “ข้ากลัวว่าพี่สาวเชียนอวี่จะไม่มาเจอข้าอีก”
เขารู้ว่าหลังจากที่พี่สาวเชียนอวี่ยกเลิกงานหมั้น ก็จะไม่พักอยู่ที่หมู่บ้านกลางเขาเฟิงอวิ๋นอีก นั่นหมายความว่าต่อไปเขาจะไม่ได้เจอพี่สาวเชียนอวี่อีก
“จะเป็นไปได้อย่างไร อวี้เจี้ยนเป็นน้องชายที่พี่สาวเชียนอวี่ชอบที่สุด ไม่ว่าอวี้เจี้ยนจะอยู่ที่ใด พี่สาวจะต้องหาเวลาไปเจอเจ้าแน่นอน” ดวงตาของอวิ๋นเชียนอวี่ปรากฏความอ่อนโยนออกมา
ชาติที่แล้วนางมีน้องชายหนึ่งคน เด็กว่านางห้าปีเช่นกัน ทั้งนางและน้องชายเสียพ่อและแม่ไปตั้งแต่เด็ก น้องชายคือคนที่นางเลี้ยงจนเติบใหญ่ และเป็นนางที่สอนเขาให้รู้จักวิธีและหลักการในการจัดการ เล่ห์เหลี่ยมการค้า การดูแลครอบครัว โดยเฉพาะตอนที่นางเป็นมะเร็ง ในวันสุดท้ายน้องชายดูแลนางอย่างละเอียดรอบคอบ ทำให้นางปลื้มอกปลื้มใจ
ดังนั้นถึงแม้ว่านางจะจากไป นางก็สบายใจ น้องชายที่นางสอนมาจะอ่อนแอได้อย่างไร
“จริงหรือ” ความดีใจของมู่หรงอวี้เจี้ยนที่ฉายชัดออกมาทางสีหน้าทำให้อวิ๋นเชียนอวี่ใจอ่อนตามไปด้วย
จิตใจของงอวิ๋นเชียนอวี่สั่นไหว นานแล้วที่ไม่ได้มีความรู้สึกเช่นนี้ เดิมที่เคยคิดว่าชาติที่แล้วตนเองไม่มีความเสียดายอะไรแล้ว ดังนั้นในชาตินี้ตนเองจึงจะผ่านไปอย่างสงบสุขดั่งน้ำเช่นนี้ ยากที่ใจของตนจะเปลี่ยนไปเพื่อเรื่องบางเรื่องหรือคนบางคน
“แน่นอน”
ทั้งสองคุยกันจนมาถึงประตูของห้องโถงใหญ่
“เชียนอวี่!”
น้ำเสียงที่อ่อนโยนและแผ่วเบาเปล่งออกมาสองคำ
อวิ๋นเชียนอวี่เงยหน้ามองผู้มาเยือน
---
* ซื่อจื่อ (世子) หรือผู้สืบทอด เป็นคำเรียกลูกชายผู้ที่จะได้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์ของผู้เป็นพ่อ ส่วนใหญ่จะเป็นลูกชายคนโต