ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 016 ตอนที่ 16
ตอนที่ 16 แมวอ้วนก็กระโดดตัวลอยได้เหมือนกัน
เจิ้งทั่นแสดงสีหน้าไม่เข้าใจ ‘อาจารย์ฝู’ ที่ว่าคือใครเขาก็ไม่รู้จัก ตอนแรกคิดว่าพ่อเจียวหย่วนจะพูดเรื่องที่เขาไปข้างนอกเสียอีก แต่ตอนนี้ไม่เพียงแต่จะไม่พูดเรื่องนั้น ยังยกเรื่อง ‘อาจารย์ฝู’ ขึ้นมาใหม่ นี่มันเรื่องอะไรกัน?
“เฮ้อ ช่างเถอะ ดูท่าชาร์โคลจะไม่รู้เรื่องนะ” แม่เจียวหย่วนกลับเข้าครัวไปทำอาหารเย็นต่อ เธอไม่คิดว่าแมวหนึ่งตัวจะสามารถเปลี่ยนท่าทีของ ‘อาจารย์ฝู’ ผู้โด่งดังแห่งมหาวิทยาลัยฉู่หัวได้หรอก
พ่อเจียวหย่วนนั่งลงบนโซฟา แล้วอธิบายเรื่องราวของ ‘อาจารย์ฝู’ ให้เจิ้งทั่นฟัง
ฟังจากที่พ่อเจียวหย่วนบรรยายถึงผู้หญิงอายุห้าสิบกว่าๆ ใบหน้าดูเข้มงวดแล้ว เจิ้งทั่นก็นึกไปถึงคุณยายที่เจอที่ทะเลสาบคนนั้น
น่าจะเป็นคนนั้นแหละ
‘อาจารย์ฝู’ มีชื่อจริงๆ ว่าเยี่ยเฮ่อ เป็นคณบดีของคณะฟิสิกส์ ชื่อของท่านเหมือนกับท่านฝูแห่งเผ่าเยี่ยเฮ่อน่าลาในสมัยราชวงศ์ชิง บวกกับด้วยความที่เป็นคนดุ ดูมีอำนาจ ทุกคนในคณะฟิสิกส์ต่างให้ความเคารพยำเกรง อีกทั้งสามีของท่านยังเป็นถึงอธิการบดีของมหาวิทยาลัยฉู่หัวคนปัจจุบันด้วย ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านได้รับฉายา ‘อาจารย์ฝู’ นี้มาตั้งแต่เมื่อไร
เจิ้งทั่นลองนึกถึงสไตล์การทำงานและท่าทางของท่านแล้ว อืม ก็พอจะจินตนาการได้
พ่อเจียวหย่วนไม่ได้ถามเจิ้งทั่นถึงเรื่องที่เขาออกไปข้างนอก สำหรับเรื่อง ‘อาจารย์ฝูหัวเราะ’ นั้นก็ตกไป อย่างไรเสีย มันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็นเด็กทั้งสองก็ตื่นนอน ดูมีชีวิตชีวาขึ้น สิ่งแรกที่เจียวหย่วนทำหลังจากตื่นนอนคือ เดินไปที่ตู้เย็นแล้วค้นหา ‘ของโปรด’
“โอ้ ชิท!”
(Oh Shit)
เสียงสบถของเจียวหย่วน ทำให้แม่ของเขาที่กำลังยกอาหารออกมาได้ยินพอดี หลังจากวางอาหารแล้วก็เดินไปบิดหูเจียวหย่วน “พูดคำหยาบอีกแล้ว หักค่าขนมหนึ่งหยวน!”
“อ๊า ไม่เอานะ ผมแค่พูดออกไปตามอารมณ์เท่านั้นเอง มันพูดออกมาเอง” เจียวหย่วนเอามือถูหูที่โดนบิดพลางพูด
ไม่ว่าเจียวหย่วนจะอธิบายอย่างไร เงินค่าขนมก็ถูกหักไปแล้วหนึ่งหยวน เจิ้งทั่นมองเจียวหย่วนที่กินข้าวอย่างไม่สบอารมณ์แล้วก็คิดว่า พรุ่งนี้เจ้าสามคนนั้นได้ถูกคิดบัญชีแน่
เจ็ดวันแห่งความเงียบเหงาผ่านไปแล้ว ตอนนี้บรรยากาศในครอบครัวเจียวก็กลับมาสดใสอีกครั้ง
หลังอาหารเย็น เด็กทั้งสองดูทีวีสักพักก็แยกย้ายกลับห้องของตัวเองไปทบทวนบทเรียน หนึ่งสัปดาห์ที่ไม่ได้ไปโรงเรียนทำให้ต้องอ่านเพิ่มเติม สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องรอให้พ่อกับแม่เตือน เด็กทั้งสองก็ลงมือทำด้วยตนเอง
หลังจากที่แม่เจียวหย่วนเก็บชามกับตะเกียบไปล้างเสร็จแล้วก็ออกไปหาเพื่อนข้างนอก แม่เจียวหย่วนทำงานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษระดับชั้นมอต้นที่บริเวณใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยฉู่หัว ช่วงที่ไม่อยู่นี้ได้ไหว้วานให้คนอื่นมาสอนแทน พอกลับมาจึงอยากจะไปแสดงความขอบคุณ ซึ่งคนที่ไหว้วานนี้ก็อาศัยอยู่ในที่พักบุคลากรเช่นกัน อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ความสัมพันธ์ก็ไม่เลว จึงซื้อผลไม้ไปฝาก
ส่วนพ่อเจียวหย่วน ตอนนี้กำลังนั่งอ่านวารสารอยู่ที่โต๊ะหนังสือ
เจิ้งทั่นเดินเข้าไปดูที่ปก เป็นวารสารของนายโจว ท่าทางตอนนี้อารมณ์ของพ่อเจียวหย่วนไม่ค่อยจะดี
มนุษย์เราก็มักจะมีอารมณ์ในด้านลบอย่าง ความไม่พอใจ ซึมเศร้า หงุดหงิดได้ทั้งนั้น เพียงแค่แต่ละคนมีวิธีระบายที่ต่างกัน บางคนชอบสบถออกมา บางคนชอบดื่มเหล้า บางคนชอบทะเลาะหรือออกกำลังกายที่ใช้ความรุนแรง แต่เจิ้งทั่นไม่เคยเห็นพ่อเจียวหย่วนสบถหรือระบายอารมณ์ด้วยการออกกำลังกายที่ใช้ความรุนแรงมาก่อน อีกทั้งในบ้านมีเด็ก น้อยครั้งที่ท่านจะสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้า ยกเว้นเวลาที่มีเพื่อนมาหา
และที่แตกต่างจากคนอื่นก็คือ ทุกครั้งที่พ่อเจียวหย่วนอารมณ์ไม่ดี หงุดหงิดจนหาวิธีแก้ไขไม่ได้ ก็จะอ่านวารสารของนายโจว เจิ้งทั่นจำได้ล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม ตอนนั้นพ่อเจียวหย่วนกำลังรอการประกาศผลทุนสนับสนุนด้านงานวิจัยวิทยาศาสตร์ธรรมชาติของประเทศ เจิ้งทั่นเห็นพ่อเจียวหย่วนอ่านวารสารนายโจวเรื่อง ‘ประวัติจริงของอาคิว’ ต่อมาไม่กี่วันผลทุนก็ประกาศและมีชื่อของเขาอยู่ในนั้น
ส่วนวันนี้...
เจิ้งทั่นกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะหนังสือแล้วเงี่ยมอง พ่อเจียวหย่วนกำลังอ่าน ‘ว่าด้วยรื่องของแม่ง’
[...ยุคสมัยกำลังก้าวไปข้างหน้า และไม่อาจจะย้อนกลับยังยุค ‘แม่ง’ นั้น หลังจากที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ บวกกับวัฒนธรรมอันยาวนานและลึกซึ้ง ในที่สุดเราก็ได้คำใหม่ที่ดูดี มีระดับ นำสมัย ดูมีวัฒนธรรมกว่าคำว่า ‘แม่ง’ นั่นก็คือ ‘ต่ำ’ ซึ่งทำให้สามารถพูดออกมาได้คล่องปากกว่า…]
พออ่านส่วนนี้แล้วเจิ้งทั่นก็เหล่มองพ่อเจียวหย่วนที่กำลังอ่านอย่างจริงจัง จากนั้นจึงเชิ่ดใบหูขึ้น เอาเถอะ แต่ละคนมีวิธีระบายอารมณ์ไม่เหมือนกัน เขาก็ไม่เข้าใจกระบวนความคิดของพ่อเจียวหย่วนเหมือนกัน
เจิ้งทั่นกระโดดลงจากโต๊ะหนังสือแล้วเดินไปรับลมที่ระเบียง อากาศยามค่ำคืนเย็นสบาย มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้โชยมา ยังไม่ทันที่เจิ้งทั่นจะได้สูดดมให้เต็มที่ เขาก็ได้ยินเสียงร้องเพลงอันเป็นเอกลักษณ์ดังมาจากชั้นสี่
“ฉันอยู่~ ที่มุมนี้~ กำลังปลูกแตง รดน้ำมันทุกวัน~ คอยดูมันทุกวัน~ มันแตกหน่อ~ ออกดอก~ ออกผล~ เป็นแตงโม~ แตงโมลูกใหญ่ๆ~ ฉันกอดมันเอาไว้~~”
“......”
กอดแตงบ้านแกน่ะสิ!
นกแก้วตัวนั้นกำลังคาบฝักบัวรดน้ำอันเล็กๆ ตอนหน้าร้อนมันกินแตงโมแล้วคายเม็ดทิ้งในกระถางดอกไม้ที่อยู่ตรงระเบียง ปรากฏว่าเมล็ดนั้นผลิใบออกมา เจ้านกแก้วดีใจจนออกนอกหน้าไปหลายวัน ทุกครั้งที่รดน้ำมันจะร้องเพลง ‘ปลูกแตง’
ที่น่าประหลาดก็คือ ต้นอ่อนต้นนั้นมีชีวิตมาได้จนถึงตอนนี้ เพราะบางครั้งเจ้านกแก้วจะตามเจ้านายไปทำงานที่ต่างจังหวัด ไปทีก็เป็นอาทิตย์ ไม่มีใครคอยรดน้ำ อาศัยได้น้ำจากตอนฝนตกเท่านั้น
ส่วนเรื่องใส่ปุ๋ยน่ะเหรอ หึหึ ขี้นกมีเยอะแยะ ไม่ต้องหนักใจเลยเรื่องนี้
เจิ้งทั่นแอบไปส่อง ต้นอ่อนเติบโตขึ้นมาก ก็ไม่รู้ว่าต้นแตงที่น่าสงสารนี้จะยืนหยัดอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้นได้นานแค่ไหน
อาศัยจังหวะที่เจ้านกแก้วยังไม่เห็นเจิ้งทั่น เขาเดินกลับเข้าไปในห้องรับแขก แล้วกลิ้งไปมาบนโซฟา จากนั้นก็หลับตาลง พรุ่งนี้ยังต้องตื่นไปวิ่งแต่เช้าอีก เดี๋ยวนี้การวิ่งรอบมหาวิทยาลัยไม่เหนื่อยเหมือนกับตอนเริ่มใหม่ๆ แล้ว เว่ยเหลิงบอกว่าอีกไม่กี่วันจะเพิ่มการฝึกเข้มให้ ต้องฝึกปีนต้นไม้ด้วย ภารกิจยังอีกแสนไกล...
หลับฝันดีตลอดคืน
วันต่อมาเจิ้งทั่นแทบจะหลั่งน้ำตาให้กับบะหมี่ผักรวมที่อยู่ตรงหน้า การมีคนอยู่บ้านนี่มันดีจริงๆ ไม่ต้องกินข้าวโรงอาหาร
พอกินเสร็จเจิ้งทั่นก็ค่อยๆ เดินไปที่สนามหญ้าใหญ่ เว่ยเหลิงกำลังวอร์มร่างกายอยู่ที่นั่น
“มาช้ากว่าเมื่อวานสิบห้านาที”
เจิ้งทั่นไม่สนใจ เขาพักสักครู่ให้อาหารย่อย
หลังจากเดินย่อยรอบสนามหนึ่งรอบแล้ว ก็เข้าสู่ภารกิจวิ่งรอบมหาวิทยาลัย การออกมาวิ่งทุกวันแบบนี้ทำให้เท้าของเขาด้านขึ้นเรื่อยๆ ช่วงแรกยังมีอาการปวดบ้าง แต่ต่อมาก็ดีขึ้น
ระยะทางในการวิ่งรอบมหาวิทยาลัยวันนี้บางช่วงแตกต่างจากปกติ มีการเปลี่ยนเส้นทางไปที่ที่ไกลขึ้น ต้องวิ่งขึ้นบันได เพิ่มระยะทางการวิ่ง และก็เพิ่มความเหนื่อยเข้ามาด้วย
หลังจากวิ่งเสร็จขาทั้งสี่ของเจิ้งทั่นก็แทบทรุดลงไปกองกับพื้น ไร้เรี่ยวแรง เขาเดินกลับบริเวณที่พักอย่างเชื่องช้า โดยมีเว่ยเหลิงเดินอยู่ข้างๆ ในเวลานี้ถ้าไม่มีคนเดินอยู่ข้างๆ เจ้าชิวาว่าตัวจ้อยคงจะมาเอาชีวิตของเขาไปแน่
เมื่อใกล้ถึงบริเวณที่พักเจิ้งทั่นมองไปทางสวนเล็กๆ ก็เห็นอาหวงกำลังกลิ้งอยู่บนหญ้า จ่ากำลังจ้องนกพิราบที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ ส่วนเจ้าอ้วนนั้น เจิ้งทั่นกวาดสายตาหนึ่งรอบก็พบเจ้าอ้วนกำลังนอนอยู่บนกองหิน
กองหินที่มีหญ้าขึ้นแซมอยู่ ถ้าไม่สังเกตให้ดีจะมองไม่เห็นแมวอ้วนหมอบอยู่ มันม้วนเก็บขาเอาหน้ามุดเข้าไปนอนในหญ้า
ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังจะก้าวขาเดินไปทางนั้น หูของเจ้าอ้วนที่ถูกทับอยู่เพราะท่านอนก็ตั้งขึ้นมา มันรีบดีดตัวลุกขึ้น หนังตาก็ไม่ปรืออีกต่อไป มันมองไปยังถนนอย่างตื่นตระหนก ไม่เหมือนกับเวลาตื่นนอนยามปกติ
นับตั้งแต่ที่ร่างกายของเจ้าอ้วนเริ่มขยายออกข้างมาเรื่อยๆ เนื้อตรงใบหน้าก็เยอะขึ้น ดูแล้วหัวโตหน่อยๆ ขนพอตั้งชันทำให้ใบหูเล็กลงไปถนัด แต่ความสามารถในการฟังเสียงของเจ้าอ้วนยังคงดีอยู่
ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังสงสัย เจ้าอ้วนก็วิ่งมาทางนี้พอดี ขณะเดียวกัน รถที่แขวนตราทหารอันคุ้นเคยก็ค่อยๆ ถูกขับมาจอดแล้วหยุดลงใกล้ๆ กับเจิ้งทั่น
หน้าต่างรถที่ปิดอยู่ค่อยๆ ขยับลง ขณะที่หน้าต่างยังลดได้ไม่ถึงครึ่ง เจ้าอ้วนก็กระโดดเข้าไป จังหวะเดียวกับที่กระจกรถเปิดลงมาได้พอดีตัว
ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาเจิ้งทั่นคงนึกไม่ถึงว่าเจ้าอ้วนก็สามารถกระโดดตัวลอยแบบนั้นได้เหมือนกัน อีกทั้งยังคำนวณจังหวะได้แม่นยำมาก สามารถกระโดดเข้าไปในช่องหน้าต่างรถได้พอดี
แต่ว่า...
เจ้าอ้วนนายจะรอให้หน้าต่างมันลดจนสุดก่อนไม่ได้เหรอ แบบนี้มันอันตรายนะ!
เจ้านี่เป็นพวกชอบความเจ็บปวด คงรีบไปรับบทลงโทษสินะ เดี๋ยวกลับไปคงได้เห็นเจ้าอ้วนนั่งอยู่บนถุงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแน่ๆ
ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังนึกถึงท่าทางน่าสงสารของเจ้าอ้วนที่นั่งอยู่บนถุงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่นั้น เว่ยเหลิงที่อยู่ข้างๆ ก็ทำท่าเคารพแบบทหารจนกระทั่งรถคันนั้นลับตาไป
เจิ้งทั่นมองเว่ยเหลิงอย่างสงสัย แล้วก็มองรถคันที่แล่นออกไปไกลๆ เขาไม่เข้าใจ
“หัวหน้าเก่า ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่ง ตอนนี้มียศใหญ่โตไปแล้ว” เมื่อรู้สึกได้ถึงความสงสัยของเจิ้งทั่น เว่ยเหลิงจึงอธิบายให้ฟัง มิน่าล่ะ ตอนเห็นแมวอ้วนครั้งแรกถึงได้รู้สึกแปลกๆ นึกไม่ถึงว่าจะเป็นท่านที่ฝึกมัน ท่าทางของมันตอนนั้นก็พอจะเข้าใจได้ ดูท่าจะเก็บซ่อนความสามารถไว้อย่างดี
เจิ้งทั่นกำลังอยู่ในสภาะวะอึ้ง นึกไม่ถึงว่าญาติของเจ้าอ้วนจะเป็นคนใหญ่คนโต
เว่ยเหลิงเอาขวดเปล่าที่อยู่ในมือทิ้งลงถังขยะ ถึงแม้ว่าจะออกจากหน่วยแล้ว แต่การทำความเคารพเมื่อครู่ยังคงเป็นไปโดยอัตโนมัติ
“นายกระโดดแม่นๆ แบบนั้นได้ไหม?” เว่ยเหลิงถาม
เจิ้งทั่นรู้ว่าเว่ยเหลิงถามถึงการกระโดดแบบเจ้าอ้วนเมื่อครู่ เขาเชิ่ดใบหูขึ้น คล้ายกับเป็นการบอกว่าถ้าเป็นตัวเขากระโดดล่ะก็ คงไม่แม่นเท่า ถ้าหน้าต่างรถลดระดับจนสุด เขาคงกระโดดเข้าได้ง่ายแน่นอน แต่จากช่องแคบเมื่อครู่แล้ว...มันยากอยู่นะ หัวอาจจะไปโขกได้หรือไม่ก็ขาพันกัน
หากจะว่าไปตามเหตุผล เจิ้งทั่นไม่ได้อ้วนขนาดเจ้าอ้วน ความยากในการกระโดดควรจะน้อยกว่า แต่ตัวเขาเองก็ไม่ค่อยมั่นใจ
“พูดได้ว่า นายยังห่างชั้นกับเจ้าอ้วนนั่นอีกไกล” เว่ยเหลิงสรุป เมื่อครู่ที่เขาเห็นคงเป็นความสามารถแค่ด้านเดียว เขาเชื่อว่าแมวอ้วนตัวนั้นยังมีความสามารถอีกมาก ถึงแม้ว่าตอนมาแถวนี้จะไม่ค่อยเห็นมันขยับตัวเท่าไร บวกกับที่ถึงแม้มันจะอ้วนแต่แรงกระโดดก็ไม่แพ้แมวตัวอื่น ทำให้มันดูพิเศษกว่าแมวตัวไหนๆ
“การปฏิวัติยังไม่สำเร็จ พวกเราต้องขยันกันต่อไป!” พูดจบเว่ยเหลิงก็วิ่งออกไป แต่ไม่ได้วิ่งในมหาวิทยาลัยต่อแบบวันก่อนๆ เขาออกไปวิ่งด้านนอก เพื่อที่จะไปหาเพื่อนเก่าแล้วเล่าเรื่องราวที่เห็นในวันนี้ให้ฟัง
ตอนนี้เจิ้งทั่นเริ่มมีแรงกลับมาแล้ว เขาปีนขึ้นไปบนต้นไม้ที่อยู่ในสนามหญ้า รอเวลากลับบ้านไปกินข้าวกลางวัน
ในขณะเดียวกันพ่อเจียวหย่วนที่กำลังกลับบ้านเพื่อคัดลอกเอกสารก็ทันเห็นภาพที่เว่ยเหลิงทำความเคารพรถคันหนึ่ง อี้ซินเล่าให้ฟังว่าตอนเช้าแมวของเขาจะตามคนๆ หนึ่งออกไปวิ่ง คุณยายจ๋ายก็เคยเล่าให้ฟัง ขณะที่กำลังจะเข้าไปสืบเกี่ยวกับเว่ยเหลิงอยู่นั้นก็มาเห็นภาพตรงหน้าพอดี
รู้จักกันก็ดีแล้ว
หลังจากที่กลับบ้านคัดลอกเอกสารเสร็จพ่อเจียวหย่วนก็ไปบ้านของเจ้าอ้วนที่อยู่ชั้นหนึ่ง ผ่านไปสิบนาทีก็ออกมา
วันนั้นขณะที่สองสามีภรรยาแซ่เจียวกำลังพูดคุยเรื่องเจิ้งทั่นอยู่นั้น พ่อเจียวหย่วนก็พูดขึ้น “วางใจเถอะ ถึงแม้เราจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคนที่ชื่อเว่ยเหลิงมากเท่าไร แต่ดูก็น่าจะไว้ใจได้ ปล่อยให้เจิ้งทั่นไปฝึกกับเขานั่นแหละ อีกหน่อยจะได้ไม่ลำบากเวลาไปข้างนอก”