ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว

ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 017 ตอนที่ 17

#17Chapter 017

ตอนที่ 17 สายจากแมว

เวลาเราทำเรื่องเดิมซ้ำๆ ทุกวันจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวมาก

ทุกวันตอนเช้าเจิ้งทั่นจะไปวิ่ง ขึ้นบันได ปีนต้นไม้ ฝึกกระโดด...

ปฏิทินแขวนในบ้านของครอบครัวเจียวถูกเปิดไปถึงเดือนตุลาคมแล้ว พอเจิ้งทั่นมองปฏิทินถึงได้พบว่านี่เวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้วหรือเนี่ย นับตั้งแต่มาที่นี่ก็เป็นเวลาห้าเดือนแล้ว

เจิ้งทั่นงอมือจนกรงเล็บที่แหลมคมโผล่ออกมา กรงเล็บนี้ดูแล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากแมวตัวอื่นเท่าไร แต่เขารู้ดีว่าตอนนี้มันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป อย่างน้อยก็ต่างจากเมื่อสองเดือนก่อน เขาไม่ได้ตั้งใจฝนมัน และก็ไม่ได้ตัดมันให้สั้นลง พอเล็บยาวออกมามันก็จะถูกฝนไปในตัวระหว่างการฝึก พองอกมาอีก ก็ฝนอีก

กรงเล็บของแมวเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด มันทั้งแหลมคมและยืดหดได้ดั่งใจ เคยมีคนบอกว่ากรงเล็บของแมวก็เหมือนมีดพกสวิส และการที่เจิ้งทั่นหมั่นฝึกอยู่ตลอดก็เพื่อต้องการให้มีดพกของตัวเองนั้นแหลมคมยิ่งขึ้น

เจิ้งทั่นรู้ว่าตัวเขานั้นแตกต่างจากแมวตัวอื่น หลังจากที่พ่อเจียวหย่วนบอกว่าแมวจะไม่ไวต่อรสหวาน แต่เขากลับแยกออกมาได้อย่างชัดเจน หลายอย่างที่แมวอื่นกินไม่ได้เขากลับกินได้ โดยที่ไม่เป็นอะไร ยิ่งไปกว่านั้นมนุษย์ยังถกเถียงกันอยู่ว่าตกลงแมวตาบอดสีหรือไม่ เขาไม่รู้ว่าแมวตัวอื่นเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยเขาก็แยกสีออกได้อย่างชัดเจน

ต่อมาก็เรื่องกรงเล็บ แมวตัวอื่นต่อให้ฝึกฝนมาตลอดก็ใช่ว่าจะมีแรงเยอะได้อย่างเจิ้งทั่น กรงเล็บก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงได้ทันที แต่นอกจากเรื่องพวกนี้แล้ว เขาก็ไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นอีก ถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกว่าตอนนี้จะออกแรงได้พอๆ กับตอนเป็นคน แต่ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนไปเป็นคนได้ ถึงแม้ว่าเขาจะฝึกปีนต้นไม้ได้อย่างลิง ฝึกกระโดดบนต้นไม้ แต่ก็กลายเป็นลิงไม่ได้อยู่ดี

เขาจะต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปตลอดหรือ?

เจิ้งทั่นวิ่งไปพลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ตอนนี้ความเร็วในการวิ่งของเขาได้พัฒนาขึ้น อีกทั้งระหว่างการวิ่งก็ยังจิตใจจดจ่อ ไม่เกิดความรู้สึกเหนื่อยจนหายใจไม่ทันอีก บางครั้งพอรู้สึกจิตใจเหนื่อยล้า วิ่งเสร็จได้นอนสักพักก็ดีขึ้น

หลังจากวิ่งเสร็จสองรอบเขาก็ไปยังป่าที่อยู่ข้างๆ มหาวิทยาลัย พื้นที่ป่าของที่นี่กว้างกว่าบริเวณที่พัก และเพราะอยู่ค่อนข้างห่างจากโซนตึกเรียนคนจึงน้อยกว่า ถัดจากป่าไปไม่ไกลมีกองซากบ้านอิฐแดงที่ ‘ประวัติศาสตร์ยาวนาน’ อยู่ ที่นั่นเตรียมจะสร้างเป็นเขตหอพัก เพื่อสอดคล้องกับนโยบายที่รับนักศึกษาเพิ่มมากขึ้นจนตอนนี้หอพักไม่เพียงพอแล้ว

ดังนั้นบริเวณแถบนี้นอกจากคนงานก่อสร้างและรถขนดินแล้ว ก็ไม่มีใครจะเดินมาแถวนี้ บนถนนเต็มไปด้วยฝุ่น เศษดิน นักศึกษาและเจ้าหน้าที่ที่ขับรถมาเองต่างก็ไม่ยอมที่จะผ่านมาทางนี้เด็ดขาด

ดังนั้นช่วงนี้หลังจากที่เจิ้งทั่นวิ่งเสร็จจะมาฝึกปีนต้นไม้แถวนี้ ในป่านี้ค่อนข้างสงบ ต่อให้เกิดเรื่องที่แปลกประหลาดขึ้นก็ไม่มีใครเห็น

ระยะนี้เว่ยเหลิงไปช่วยงานเพื่อน คดีที่เกิดขึ้นในตอนนั้นยังไม่จบ ดังนั้นหลายครั้งที่เจิ้งทั่นต้องไปวิ่งและฝึกปีนต้นไม้เอง ส่วนบรรดาเจ้าเพื่อนตัวแสบของเขานั้น เขาลืมเรื่องที่จะได้ฝึกด้วยกันไปตั้งแต่วันแรกแล้วล่ะ

เมื่อพักหลังจากวิ่งเสร็จแล้ว เจิ้งทั่นก็เริ่มฝึกปีนต้นไม้แบบทุกวัน ข้อดีของการมาฝึกที่นี่อีกอย่างหนึ่งก็คือต้นไม้ในป่าแห่งนี้ค่อนข้างใหญ่ ปีนง่าย

เจิ้งทั่นกระโดดขึ้นต้นโลคัสอย่างคล่องแคล่ว เขาฝนเล็บตรงกิ่งไม้แห้ง จากนั้นก็เลือกกิ่งไม้ที่ใหญ่พอที่จะรับน้ำหนักเขาได้ เขาเอียงตัว เอาขาหน้าและขาหลังเกาะกิ่งไม้นั้นเพื่อไม้ให้ตก แล้วปล่อยตัวลื่นลงไปยังด้านหลัง

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลางปล่อยขาหลัง ใช้แต่ขาหน้าเกาะกิ่งไม้นั้นอย่างเหนียวแน่น จากนั้นก็ขยับตัวเล็กน้อยไปทางยอดแล้วสะบัดตัวขึ้นปล่อยขาทั้งสี่พลิกตัวกลับไปยังกิ่งไม้ด้านหน้า

เจิ้งทั่นมองไปรอบๆ เลือกกิ่งไม้ที่ห่างไปพอเหมาะ เขาเตรียมตัวที่จะกระโดด จากนั้นก็ทะยานไปยังกิ่งไม้นั้น เขาฝึกแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา

แรกเริ่มตอนที่ฟังเว่ยเหลิงพูดถึงการฝึกแบบนี้เขายังสงสัยว่า ตอนนี้เขาเป็นแค่แมว ไม่ใช่ลิง ทำไมต้องฝึกแบบนี้ด้วย

ตอนนั้นเว่ยเหลิงสังเกตได้ถึงความสงสัยในแววตาของเจิ้งทั่น แต่เขาไม่ได้อธิบายในทันที แต่ถามขึ้นว่า “คิดว่าทำไม่ได้เหรอ? หรือคิดว่าคงไม่มีแมวตัวไหนทำได้? ฉันบอกนายอย่างมั่นใจได้เลยว่าฉันเคยเจอแมวตัวหนึ่งที่เวลาวิ่งอยู่ในป่าไวอย่างกับลิง วิ่งจากกิ่งหนึ่งไปยังอีกกิ่งหนึ่ง จากต้นนี้ไปต้นนั้น อีกทั้งนับตั้งแต่มันปีนต้นไม้ได้ มันก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่บนต้นไม้ บางครั้งต้นไม้ก็เป็นเหมือนฟางข้าวที่ช่วยชีวิตแมวนะ”

จากนั้นเจิ้งทั่นก็ฝึกปีนต้นไม้แบบลิงมาตลอด บางทีเขาอาจจะใช้ขาเดียวโหนต้นไม้แบบลิงเป็นก็ได้นะ

เขาปีนติดต่อกันห้ากิ่ง แล้วกระโดดขึ้นไปบนไม้ยืนต้นที่มีอายุหลายปี สาเหตุที่เจิ้งทั่นสังเกตเห็นต้นไม้ต้นนี้ก็เพราะใบของมันที่ค่อนข้างพิเศษ ตอนนั้นขณะที่เจิ้งทั่นกำลังนอนพักผ่อนอยู่บนต้นไม้ ใบไม้ใบหนึ่งได้ร่วงลงมาตรงหน้าเขา ใบของมันคล้ายเสื้อคอจีน

เว่ยเหลิงบอกว่าต้นนี้คือต้นเท้าห่าน หรือจะเรียกว่าต้นเสื้อจีนก็ได้ เป็นไม้สงวนหายากใกล้สูญพันธุ์ระดับสองของประเทศ ในเมืองใหญ่ๆ แบบนี้นอกจากในสวนพฤษศาสตร์แล้ว ก็หาดูต้นเท้าห่านแบบนี้ได้ยากมาก อาจเป็นเพราะมหาวิทยาลัยฉู่หัวก่อตั้งมานานแล้วก็ได้ถึงได้ยังมีต้นไม้ชนิดนี้อยู่

ดอกของต้นเท้าห่านคล้ายดอกทิวลิป ชื่อภาษาอังกฤษของมันหากแปลออกมาจะได้ว่า ‘ดอกทิวลิปจีน’ แต่ที่น่าเสียดายก็คือต้นเท้าห่านจะออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ปีนี้เจิ้งทั่นไม่ทันได้เห็นแล้ว ปีหน้าจะเรียกครอบครัวเจียวมาดูด้วยกัน

เจิ้งทั่นนั่งผึ่งลม ฟังเสียงใบไม้ร่วงหล่น พลางมองไปรอบๆ ใบไม้ส่วนใหญ่เริ่มเปลี่ยนเป็นเป็นสีเหลืองแล้ว หากอุณหภูมิลดลงกว่านี้ มีฝนตก ลมพายุพัดผ่าน ใบไม้ส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยก็จะถูกพัดร่วงหล่นลงมาจนเหลือแต่กิ่งก้าน

ฤดูหนาวใกล้มาเยือนเมืองฉู่หัวแล้ว

หลังปีนต้นไม้เสร็จเจิ้งทั่นก็รู้สึกว่าใกล้ได้เวลาแล้ว คาบเรียนคาบที่สามเพิ่งจะเลิก หลังคาบที่สี่สิ้นสุดเขาจะกลับบ้านกินอาหารกลางวัน จะได้ไม่ต้องกลับไปรอนาน

เป็นเหมือนดั่งปกติ หากฝึกเสร็จแล้วยังมีเวลาเหลือ เขาจะไปเดินเล่นที่ทะเลสาบ

สัตว์ที่ดูเชื่องมักจะได้รับความไว้วางใจจากมนุษย์ ดังนั้นสัตว์เลี้ยงหลายตัวจึงกลายเป็นเพื่อนรับฟังที่ดี บางครั้ง ‘เสี่ยวจัว’ ก็จะคุยกับเจิ้งทั่น แต่ไม่ได้พูดถึง ‘แผนเอ’ แต่อย่างใด ส่วนใหญ่จะไม่มีอะไรสำคัญเท่าไร อย่างเช่น ‘มาแล้วเหรอ’ ‘หิวไหม’ เป็นต้น

บางครั้งเสี่ยวจัวก็จะทำตัวคล้ายๆ กับพ่อเจียวหย่วนคือ พูดเกี่ยวกับเรื่องเฉพาะในแวดวงวิชาการของตัวเอง มีอยู่ครั้งหนึ่งไม่รู้ว่าเสี่ยวจัวกำลังอ่านเรื่องอะไร อยู่ๆ ก็ฉีกมุมกระดาษในสมุดออกมา แล้วก็ฉีกให้เล็กลงไปอีก นำมันวางกองบนสมุด จากนั้นก็หยิบปากกาเซ็นต์ชื่อที่มียางลบติดอยู่ที่หัวท้ายมาถูที่ตัวของเจิ้งทั่น แล้วเอาเข้าไปใกล้ๆ กับเศษกระดาษ เศษกระดาษก็ถูกดูดขึ้นมา

เสี่ยวจัวเอาปากกาที่ดูดเศษกระดาษติดขึ้นมายิ้มพลางพูดกับเจิ้งทั่น “ดูสิ นี่เขาเรียกว่าการเสียดสีจนเกิดไฟ แล้วรู้ไหมมันเกิดขึ้นได้ยังไง? จะบอกให้นะ วัตถุเกิดจากอะตอมมารวมกัน ส่วนนิวเคลียสของอะตอมก็จะประกอบไปด้วยโปรตรอนที่มีประจุไฟฟ้าและนิวตรอนที่ไม่มีประจุไฟฟ้า...”

พอเจิ้งทั่นได้ยินประโยคที่ว่า ‘ดูสิ นี่เขาเรียกว่าการเสียดสีจนเกิดไฟ’ ก็แทบจะกระอักเลือดออกมา พอได้ยินคำว่า ‘จะบอกให้นะ’ อีก ความอยากจะพ่นเลือดยิ่งมีมากขึ้น

คนแบบนี้พบได้ทุกที่!

เจิ้งทั่นนอนหมอบอยู่ที่เก้าอี้ยาวข้างทะเลสาบจนกระทั่งใกล้เวลาเลิกเรียนคาบสี่ จึงไปรับเจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อที่โรงเรียน

แต่หลังจากคาบเรียนสิ้นสุดลงเขาก็ไม่เห็นเงาของเด็กทั้งสองโผล่มา

เมื่อหลันเทียนจู๋กับพรรคพวกเดินออกมาเห็นเจิ้งทั่นที่นั่งอยู่บนกำแพงก็พูดขึ้น “ชาร์โคล เจียวหย่วนไปแล้ว พอหมดคาบแรกน้าหลิงก็มารับไปแล้ว”

น้าหลิงที่หลันเทียนจู๋ว่าก็คือเจ้าของอาหวง และก็เป็นอาจารย์ที่สอนระดับมอต้นเหมือนกับแม่เจียวหย่วน

หลังจากหลันเทียนจู๋พูดจบได้ไม่นาน เด็กผู้หญิงที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นของกู้โยวจื่อก็มาพูดแบบเดียวกันอีกว่า พอหมดคาบแรกน้าหลิงก็มารับกู้โยวจื่อไปแล้ว

เจิ้งทั่นรู้สึกไม่ชอบมาพากล มันน่าแปลกจริงๆ จะต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่ๆ ไม่อย่างนั้นอยู่ๆ คงไม่มารับเด็กทั้งสองก่อนเวลาเลิกเรียน เจิ้งทั่นรีบวิ่งกลับที่พักอย่างร้อนใจ หลังจากใช้คีย์การ์ดเปิดประตูแล้ว ก็รีบพุ่งไปที่ชั้นห้าทันที เขาส่งเสียงร้องอยู่ที่ประตูอยู่นานก็ไม่มีเสียงตอบรับ จากนั้นจึงวิ่งออกจากตึกไปเอากุญแจที่ซ่อนอยู่บนต้นไม้มาไขประตู

ภายในบ้านเงียบมาก ไม่ต่างจากตอนเช้าก่อนเขาออกจากบ้านเท่าไร ปกติในเวลานี้จะต้องมีกลิ่นของอาหารอบอวลแล้ว แต่วันนี้ไม่มีเลยสักนิด เจิ้งทั่นเดินเข้าไปดูในห้องหนึ่งรอบ ไม่มีแม้แต่กระเป๋านักเรียนของเด็กทั้งสอง นั่นก็หมายความว่า เจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อยังไม่ได้กลับมา!

บนโต๊ะหนังสือไม่มีสมุดถูกเปิดทิ้งไว้ บริเวณทางเดินในตึกไม่มีโน้ตแปะอยู่ ในบ้านก็ไม่มีติด ‘คำเตือน’ หรือ ‘บันทึกกันลืม’ ...

ทันใดนั้นเจิ้งทั่นก็รู้สึกงุนงง เขาเดินวนอย่างหงุดหงิด

ถึงแม้ว่าครอบครัวนี้จะไม่มีความผูกพันทางสายเลือดกับเขา ถ้าไม่ได้เกิดเรื่องเหลือเชื่อที่เขากลายเป็นหมาย เขาคงไม่ได้มารู้จักกับคนบ้านนี้ แต่เป็นแม่เจียวหย่วนที่เก็บเขากลับมาจากกองขยะในตลาดสด สมาชิกทั้งสี่ของครอบครัวเจียวดีต่อเขามาก ห้าเดือนที่ผ่านมาเจิ้งทั่นได้เกิดความรู้สึกว่าที่นี่เป็นเหมือนครอบครัวอย่างที่เขาไม่อยากจะยอมรับมัน ตอนที่ยังเป็นคนเขามีบ้านอยู่หลายที่ แต่ไม่มีที่ไหนเลยที่จะทำให้เขาเกิดความรู้สึกแบบนี้ได้ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าความรู้สึกนี้เป็นเช่นไร คล้ายกับว่าเมื่อเจอกับภัยที่อยู่ข้างนอก พอก้าวเข้ามาในบ้านนี้ก็จะได้รับการปลอบประโลม

หลังจากเดินวนจนเริ่มรู้สึกเวียนหัวแล้ว อยู่ๆ เจิ้งทั่นก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง เขาวิ่งไปที่ห้องนอนกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะที่วางโทรศัพท์ แล้วกดเบอร์โทรศัพท์ของพ่อเจียวหย่วน

หลังจากดังอยู่ไม่กี่ครั้งก็มีคนรับ

“ฮัลโหล”

เสียงของพ่อเจียวหย่วนแหบเล็กน้อย เจิ้งทั่นรู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่ขุ่นมัว แต่มันก็ยิ่งทำให้เขาร้อนรน เขาอ้าปากส่งเสียง

“ง้าววว~“

“......” พ่อเจียวหย่วนที่ฟังอยู่อีกด้านนิ่งอึ้งไปสักพัก มีแค่แมวบ้านเขานี่แหละที่ร้องแบบนี้ แต่เขานึกไม่ถึงว่าจะได้รับโทรศัพท์จากทางบ้านในเวลาแบบนี้ ตอนที่เห็นหน้าจอขึ้นเบอร์บ้านยิ่งนึกไม่ถึงว่าจะเป็นแมวตัวเองโทรมา เขารู้ว่าแมวตัวนี้แตกต่างจากแมวตัวอื่น แต่ก็นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าแมวบ้านเขาจะโทรหา

พอไม่ได้รับการตอบรับจากอีกฝ่ายเจิ้งทั่นก็ส่งเสียงร้องต่อ

ครั้งนี้พ่อเจียวหย่วนตอบรับแล้ว

“ฉันอยู่โรงพยาบาล เจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อก็อยู่ด้วย หรงหานเกิดเรื่องนิดหน่อย นายเฝ้าบ้านดีๆ ในตู้เย็นมีขนมอยู่...”

“เงี้ยว~ เงี้ยว~“ เจิ้งทั่นยังคงส่งเสียงร้องต่อ หรงหานคือชื่อของแม่เจียวหย่วน พอได้ยินว่าหล่อนเกิดเรื่อง เจิ้งทั่นก็ทนอยู่เฉยไม่ไหวอยากจะไปโรงพยาบาล แต่ก็พูดไม่ได้ ทำได้แค่ร้องเสียงแมวออกมา

เขารู้สึกหงุดหงิดมากพอเห็นกองหนังสือที่อยู่ข้างๆ จึงยกขาปัดมันตก ฟุ่บ!

พ่อเจียวหย่วนพอได้ยินเสียงหนังสือตกก็เงียบไปสักพัก “งั้นฉันให้อี้ซินซื้อข้าวไปให้เอาไหม?”

“เงี้ยว~”

เจิ้งทั่นหันมองบนโต๊ะก็เห็นข้างๆ คีย์บอร์ดมีแก้วอยู่หนึ่งใบ เป็นแก้วที่ทางร้านค้าแถมให้ตอนที่สั่งนมให้เจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อ

เขาสะบัดหาง เพล้ง!

พ่อเจียวหย่วนได้ยินเสียงแก้วตกแตกจากในโทรศัพท์ก็นิ่งไปอยู่นาน จากนั้นจึงพูดขึ้น “เดี๋ยวฉันให้อี้ซินไปรับนายมา นายรออยู่ที่บ้าน ไม่ต้องอาละวาดแล้ว”

“งือ” เจิ้งทั่นส่งเสียงคำรามตอบรับในลำคอ

devc-af530e87-33711ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 017 ตอนที่ 17