ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว

ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 015 ตอนที่ 15

#15Chapter 015

ตอนที่ 15 ชาร์โคล นายไปก่อเรื่องอะไรไว้อีกแล้วใช่ไหม?

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเจิ้งทั่นคือ ลูกหมาสองตัว

ตัวหนึ่งซุกอยู่ข้างๆ อาหวง ส่วนอีกตัวเพิ่งจะวิ่งมาพลางเห่าไปด้วย จากนั้นมันก็เริ่มงับหูอาหวง แต่คงไม่ได้ออกแรงเท่าไร ไม่อย่างนั้นอาหวงคงจะไม่ตอบโต้แบบนั้นแน่

ดูสภาพของทั้งสามตัวแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่แค่เพิ่งรู้จักกันวันเดียวแน่ เจิ้งทั่นลองนึกดู ลูกหมาแปลกหน้าสองตัวนี้คงจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตอนที่เขาไม่อยู่สองวันนั้นแน่ๆ

เจิ้งทั่นกระโดดขึ้นไปหมอบบนต้นไม้ที่อยู่ด้านข้าง เจ้าของลูกหมาสองตัวนี้คงจะอยู่ใกล้ๆ เขาตัดสินใจแล้วว่าจะต้องรู้ให้ได้ว่าเป็นบ้านไหนที่เลี้ยงเจ้าสองตัวนี้

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง คนแก่สองสามคนก็เดินเข้ามา มีสองคนที่ถือเชือกจูงสุนัขอยู่ในมือ

ฟังจากบทสนทนาของพวกเขา เจิ้งทั่นก็เข้าใจแล้วว่าทำไมลูกสุนัขสองตัวนี่ถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่

คุณตาสองคนนี้ คนหนึ่งแซ่หลี่ อีกคนแซ่เหยียน คนแรกเป็นศาสตราจารย์ที่เกษียณแล้วของคณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่ทำวิจัยเกี่ยวกับพฤกษศาสตร์ มักจะไปเดินเล่นที่สวนเพาะชำของศาสตราจารย์หลันอยู่บ่อยๆ ดังนั้นเจิ้งทั่นยังพอคุ้นหน้าอยู่บ้าง อีกทั้งท่านยังอาศัยอยู่ชั้นหนึ่งตึกเดียวกับบ้านอาหวงอีกด้วย บางครั้งถ้าอาหวงเข้าตึกไม่ได้ก็จะไปบ้านของท่านแทน

ส่วนคุณตาแซ่เหยียน เจิ้งทั่นเคยเจออยู่ที่นี่หลายครั้ง แต่ก็ไม่คุ้นเคยนัก ท่านไม่ได้อยู่คณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

ช่วงหลายวันมานี้บริเวณที่พักบุคลากรแห่งนี้ได้เกิดคดีลักทรัพย์ขึ้นหลายคดี คุณตาทั้งสองท่านจึงเกิดความคิดที่จะเลี้ยงสุนัขขึ้น

ตึกที่คุณตาหลี่อาศัยอยู่ไม่ได้เกิดเหตุลักทรัพย์ขึ้น แต่ถึงอย่างไรท่านก็อาศัยอยู่ชั้นหนึ่ง จึงเกิดความวิตกกังวล ก็เลยโทรหาลูกชายที่อยู่ในเมือง บอกว่าให้หาสุนัขตัวใหญ่ๆ ให้หน่อย ไม่มีเงื่อนไขอื่น ขอให้ตัวใหญ่เป็นพอ ให้มันดูน่าเกรงขาม! พันธุ์ที่เหมือนตุ๊กตา น่ารักๆ ดูไม่น่าจะใช้งานได้เท่าไร

ลูกชายคุณตาพอได้รับคำสั่งแบบนั้นก็กลุ้มอยู่หนึ่งคืน เขาติดต่อเพื่อนหลายคนให้ช่วยออกไอเดีย เมืองฉู่หัวตอนนี้มาตรการควบคุมสุนัขพันธุ์ใหญ่ค่อนข้างเข้มงวด ขั้นตอนการลงทะเบียนมีความยุ่งยากมาก แต่ในเมื่อพ่อเอ่ยปากขอมาแบบนี้ ยังไงก็ต้องหาให้สักตัว เขาไม่วางใจที่จะเอาสุนัขตัวใหญ่พันธุ์ดุไปไว้ในบ้านพ่อแม่ มันดูอันตรายเกินไป ยิ่งไปกว่านั้นที่นั่นเป็นที่พักอาศัยของบุคลากรในโรงเรียนแล้วด้วย เกิดไปกัดใครเข้าคงไม่ดี คิดไปคิดมา สุดท้ายจึงตัดสินใจซื้อสุนัขพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ดมาหนึ่งตัว ขนาดใหญ่ใช้ได้ นิสัยไม่เป็นพิษเป็นภัยเท่าไร เห่าไม่เก่งมาก จะมีก็แต่น้ำลายไหลบ่อยที่จะเพิ่มความยุ่งยากให้กับคนเลี้ยง

คุณตาหลี่ไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับสัตว์เท่าไร อย่างไรเสียให้เป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่ก็พอ พอเห็นสุนัขท่านก็ตบโต๊ะทันที “ตัวนี้ใช้ได้ งั้นชื่อเสี่ยวฮวา (ดอกไม้น้อย) แล้วกัน เรียกง่ายดี!”

เจิ้งทั่นจินตนาการถึงสุนัขพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ดหน้าตาบูดเบี้ยวตัวโต แล้วลองนึกถึงชื่อ ‘เสี่ยวฮวา’ ที่สุดแสนจะอ่อนหวาน เอิ่ม...

ส่วนตึกที่คุณตาเหยียนอาศัยอยู่มีครอบครัวหนึ่งถูกโจรยกเค้า คุณตาอาศัยอยู่ชั้นสอง ไม่มีของอะไรหายไป แต่ก็ยังไม่วางใจ จึงโทรไปขอความคิดเห็นลูกสาวที่อยู่ต่างประเทศ เงื่อนไขของคุณตาเหยียนแตกต่างจากคุณตาหลี่ เขาบอกกับลูกสาวว่า “ไม่ต่องตัวใหญ่มาก แค่กัดคนได้ก็พอ”

แน่นอนว่า ‘กัดคน’ ที่ว่า ไม่ใช่กัดคนที่พักอาศัย แต่หมายถึงพอในบ้านมีโจรเข้ามาหรือพบเห็นบุคคลอันตรายตามทางก็สามารถช่วยปกป้องได้ ไม่เหมือนสุนัขบางตัวที่ดูเหมือนดุดัน แต่พอมีโจรขึ้นบ้านกลับไม่ส่งเสียงเห่าเลยสักนิด

สุดท้ายลูกสาวของคุณตาก็ได้วานให้เพื่อนไปจัดการหาสุนัขพันธุ์บูลเทอร์เรียมาให้ ซึ่งก็คือตัวที่เจิ้งทั่นบอกว่าหน้าตาประหลาดนั่นเอง สีขนของมันนอกจากตรงตาที่มีวงสีดำแล้ว ตรงอื่นก็มีสีขาวหมด เหมือนโดนใครต่อยมา ดวงตาเล็กๆ บวกกับองค์ประกอบของทั้งหน้าทำให้เจิ้งทั่นรู้สึกว่ามันดูทึ่มๆ

คุณตาเหยียนตั้งชื่อให้กับบูลเทอร์เรียตัวนี้ว่า ‘จ้วงจ้วง’ ได้ยินมาว่าสุนัขพันธุ์บูลเทอร์เรียค่อนข้างดุกับสัตว์ตัวอื่น คุณตาจึงอยากให้มันทำความคุ้นเคยกับสัตว์ตัวอื่นๆ ก่อนในช่วงที่มันยังเด็ก ต่อให้พอมันโตขึ้นแล้วมีนิสัยดุก็คงไม่ทำร้าย ‘สมาชิกในพื้นที่เดียวกัน’

เจิ้งทั่นมองบูลเทอร์เรียตัวนี้แล้วก็รู้สึกว่ามันดูจะชอบงับหูแมวคล้ายกับเจ้านกแก้วตัวแสบนั่น อีกทั้งยังดูชอบมากเป็นพิเศษด้วย เอาแต่เล่นงับไม่หยุด ต่อไปคงเป็นตัวก่อกวนอันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกันแล้ว ถึงแม้ว่าเสี่ยวฮวาจะเป็นลูกสุนัขที่ขนาดตัวใหญ่กว่าอาหวงและจ้วงจ้วง แต่มันก็ดูนิ่งกว่ามาก พอส่งเสียงร้องขึ้นมาหน่อย อาหวงก้มลงไปเลียมันก็หลับไปเลย

ตอนนี้ทั้งสามตัวดูอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ไม่รู้ว่าพอหมาทั้งสองตัวโตขึ้นจะเป็นอย่างไรต่อไป

ไม่ว่าจะอย่างไร เจิ้งทั่นก็รู้สึกว่าความสงบสุขของที่พักบุคลากรโซนตะวันออกดูจะมีเค้าว่าจะค่อยๆ หายไป

ตอนเที่ยงเจิ้งทั่นกลับบ้านไปหาอะไรกิน อี้ซินเอาข้าวมาให้กล่องหนึ่ง ตอนที่เจิ้งทั่นไปกินมันเริ่มเย็นชืดแล้ว แต่เขาก็ต้องกินมันลงไป

อี้ซินพอกินข้าวเสร็จก็นอนพักบนโซฟา ตื่นนอนมาเขายังต้องเขียนรายงานต่ออีก

ตอนบ่ายเจิ้งทั่นรู้สึกเบื่อๆ จึงออกไปข้างนอก แสงแดดในยามบ่ายทำให้เขารู้สึกเคลิ้มจนอยากนอน เขามองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นเพื่อนตัวอื่น จึงเดินไปที่ทะเลสาบ เวลานี้รอบๆ ทะเลสาบไม่มีคน เขาเดินไปหาที่เหมาะๆ แล้วกระโดดขึ้นต้นไม้ จากนั้นก็หมอบลงเข้าสู่ห้วงนิทรา

นับตั้งแต่กลายเป็นแมว เจิ้งทั่นก็ติดนิสัยอย่างหนึ่งคือชอบหมอบอยู่บนที่สูง และที่น่าประหลาดก็คือเขาไม่รู้สึกกลัวที่สูงเลย แล้วก็ไม่กลัวด้วยว่านอนๆ อยู่จะตกลงมา เขานอนอยู่บนต้นไม้อย่างมีความสุขทุกครั้ง

หลับไปได้สักพัก หูของเจิ้งทั่นก็ขยับ เพราะได้ยินเสียงมีคนเดินเข้ามาใกล้ๆ เขาลืมตามองลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ออกไปก็พบเด็กสาววัยรุ่นหอบหนังสือเดินมานั่งที่เก้าอี้ไม้บริเวณใกล้ๆ กับที่เขาอยู่ จากนั้นก็เปิดหนังสืออ่าน

เจิ้งทั่นมองผู้หญิงคนนี้แล้วรู้สึกคุ้นๆ หน้า คิดสักพักจึงนึกออกว่าเธอคือ ‘นางเอก’ ของ ‘ละครสองทุ่ม’ ที่เจ้านกแก้วตัวแสบแอบดูอยู่ตอนก่อนหน้านี้

เจิ้งทั่นเอียงคอมองไปที่ท้องของเธออย่างสงสัย อาจเป็นเพราะใส่เสื้อตัวหลวมก็เป็นได้ จึงมองไม่ออกว่ากำลังท้องสามเดือน วันนั้นเจิ้งทั่นไม่ได้อยู่ดูต่อ จึงไม่รู้เรื่องราวของเธอคนนี้มากนัก แต่ดูจากสภาพการณ์แล้ว เธอคงตั้งใจจะคลอดเด็กคนนี้ออกมา

เขาเชิดใบหูขึ้น ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านี้อีก อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเขา ละครชีวิตแบบ ‘ละครตอนสองทุ่ม’ เกิดขึ้นได้ทุกวันบนแผ่นดินนี้ เขาเจอมาเยอะแล้ว

เจิ้งทั่นพลิกตัวเตรียมจะนอนต่อ ใครจะไปรู้ว่าพอเขานอนไปได้ครู่เดียวก็ได้ยินเสียงมีคนเดินเข้ามาใกล้ๆ อีก ฟังจากเสียงเท้าแล้วดูจะไม่ใช่ผู้ชาย เขาลืมตาแล้วมองลอดออกไปก็พบคุณยายคนหนึ่ง ท่าทางอายุประมาณห้าสิบกว่าๆ มีใบหน้าเคร่งขรึมพอๆ กับศาสตราจารย์หลัน แต่ว่าคุณยายคนนี้ดูมีรังสีอำมหิตมากกว่า ให้ความรู้สึกหวาดกลัวแก่ผู้ที่พบเจอ คล้ายกับนางพญาตัวแม่ที่สามารถออกคำสั่งชี้เป็นชี้ตายได้

ตอนคุณยายเดินเข้ามาได้หันไปมองรอบๆ ก่อน เมื่อเห็นว่าไม่มีใครแล้วจึงเดินเข้าไปหาคนที่นั่งอยู่ที่ม้านั่งยาว

“เสี่ยวจัว”

คุณยายมีสีหน้าอ่อนโยนขึ้นเยอะมาก เสียงที่พูดก็เบา เจิ้งทั่นคิดว่าท่านคงไม่อยากให้ใครได้ยินบทสนทนาถึงได้พูดเบาขนาดนี้

หรืออาจจะมีเรื่องที่ให้ใครรู้ไม่ได้?

เจิ้งทั่นตั้งหูขึ้น

“อาจารย์เย่!”

“ไม่เป็นไร นั่งเถอะจ้ะ ไม่ต้องลุกขึ้นมา”

คุณยายนั่งลงไปบนเก้าอี้ไม้ด้วยเช่นกัน แต่ทั้งสองคนยังไม่ได้พูดอะไร

ประหลาด เจิ้งทั่นรู้สึกว่าบรรยากาศดูอึมครึมชอบกล

ผ่านไปสองนาที คุณยายก็ถอนหายใจออกมายาวๆ พลางพูด “ตัดสินใจดีแล้วเหรอ”

“ค่ะ หนูตัดสินใจแล้ว”

“นั่นคือแผนเอ!”

“แผนเอ” คุณยายพูดคำนี้ออกมาด้วยเสียงที่เบามาก เจิ้งทั่นหูดีจึงได้ยิน ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนแน่

“อาจารย์เย่คะ หนูตัดสินใจแล้วจริงๆ ค่ะ”

ทั้งสองคนนั่งคุยกันอยู่สักพัก เดิมทีเจิ้งทั่นอยากจะฟังให้เข้าใจว่า ‘แผนเอ’ ที่ว่าคืออะไรกันแน่ แต่ทั้งสองคนไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย สิ่งที่พวกเขาพูดมีแต่ศัพท์เฉพาะ เจิ้งทั่นฟังไม่เข้าใจ ศัพท์ฟิสิกส์ทั้งนั้นฟังแล้วปวดหัว

กิ่งต้นหลิวที่ลู่ลงช่วยบดบังเจิ้งทั่นได้ดี คาดว่าคุณยายแค่ดูว่ารอบๆ มีคนหรือไม่ ไม่ได้สนใจว่ามีสัตว์อะไรอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า ดังนั้นจนท่านเดินออกไปก็ยังไม่ทันได้สังเกตเจิ้งทั่น

จนกระทั่งถึงเวลาเลิกเรียนคาบสุดท้าย หญิงสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จึงลุกออกไป

พอดูสีของท้องฟ้าแล้ว เจิ้งทั่นจึงได้กลับไปยังบริเวณที่พัก ตลอดช่วงเย็นเขาเอาแต่นึกถึง ‘แผนเอ’ รู้สึกว่ามันดูลึกลับมาก

วันต่อมาเจิ้งทั่นออกไปวิ่งกับเว่ยเหลิงอีก วิ่งไปได้หนึ่งรอบก็กลับบ้านกินข้าว จากนั้นก็ไปเดินเล่นแถวทะเลสาบ แล้วก็ได้เจอหญิงสาวที่ชื่อ ‘เสี่ยวจัว’ นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมอีกครั้ง เธอกำลังอ่านหนังสือ มือข้างหนึ่งถือปากกาเขียนบางอย่างลงสมุด

เจิ้งทั่นคิดสักพัก แล้วกระโดดขึ้นไปบนม้านั่ง

เสี่ยวจัวรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวจึงหันมามองแมวดำที่กำลังจ้องมาตาแป๋ว จากนั้นเธอก็ยิ้มให้ แล้วหันกลับไปยุ่งเรื่องของตัวเองต่อ

เจิ้งทั่นเห็นเธอยังไม่หยุดเขียน จึงเดินเข้าไปดูให้รู้ว่าในสมุดนั้นเขียนอะไรไว้

เป็นสูตรที่ซับซ้อน และเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน สรุปก็คือเขาไม่เข้าใจเลยสักนิด

ส่วนหนังสือที่อยู่ใต้สมุดเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เต็มไปด้วยคำศัพท์เฉพาะและภาษาที่ใช้ในวงการ เจิ้งทั่นที่คิดว่าตัวเองก็พอได้ภาษาอังกฤษอยู่บ้าง แต่พอเห็นเนื้อหาพวกนี้แล้วก็มึนเลยทีเดียว

ล้มเหลวเป็นที่สุด!

ถึงเขาจะไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ออกจากตรงนั้นทันที เขายังสงสัยเรื่อง ‘แผนเอ’ อยู่ ถ้ารออยู่ตรงนั้นคงพอจะมีโอกาสเข้าใจได้อยู่มั้ง

แล้วตลอดช่วงบ่ายเจิ้งทั่นก็เอาแต่หมอบอยู่บนเก้าอี้ไม้นั่น ระหว่างนั้นคุณยายได้มาหา พอเห็นเจิ้งทั่นก็มาพลิกดูป้ายคล้องคอ จากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก

หลายวันต่อมาตอนเช้าเจิ้งทั่นจะไปวิ่ง ส่วนตอนบ่ายก็จะไปนอนอยู่บนเก้าอี้ยาวข้างทะเลสาบ คุณยายคนนั้นจะมาดูทุกวัน นั่งคุยสักพักแล้วก็ไป บางครั้งพอเห็นเสี่ยวจัวกำลังคำนวณอะไรบางอย่างท่านก็ไม่รบกวน ยืนดูสักพักแล้วก็ไป

วันนี้หลังจากออกไปวิ่งตอนเช้าเจิ้งทั่นก็ตรงกลับบ้านเลย เวลาที่เหลือทั้งหมดของวันนี้เขาจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น จะเอาแต่นอนรออยู่บนโซฟา เพราะวันนี้เป็นวันพุธ หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปแล้ว ครอบครัวเจียวจะกลับมากันวันนี้

วันนี้อี้ซินมีการทดลองที่คณะ ตอนเที่ยงไม่กลับมา เจิ้งทั่นจึงกินขนมเป็นอาหารกลางวันแทน

พอมองนาฬิกาที่แขวนอยู่ที่ผนัง เจิ้งทั่นก็รู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปช้าเสียจริง

จนกระทั่งถึงเวลาบ่ายสามกว่าๆ เจิ้งทั่นก็ได้ยินเสียงเจียวหย่วนจากชั้นล่าง เขาจึงรีบลุกจากโซฟาแล้ววิ่งไปดูที่ระเบียง

แม่เจียวหย่วน กู้โยวจื่อ และเจียวหย่วนถือกระเป๋ากันคนละใบ พอทั้งสามคนเห็นเจิ้งทั่นที่โผล่หน้าออกมาจากซี่ระเบียงก็หัวเราะทันที หลังจากรอทั้งสามคนเข้ามาในตึกแล้ว เจิ้งทั่นจึงไปเปิดประตูรอ

ทั้งสามคนพอกลับมาถึงบ้านก็ดูเหนื่อยล้า มีอารมณ์โศกเศร้าเล็กน้อย แต่พอกลับถึงบ้านแล้วเด็กทั้งสองก็มีสีหน้าผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง หลังจากอาบน้ำเสร็จเจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อก็แยกย้ายกันไปนอนพัก เด็กๆ มักจะเหนื่อยง่าย ออกจากบ้านไปหลายวันพวกเขาไม่ได้นอนเต็มอิ่มเท่าไร ไม่คุ้นชินกับการนอนข้างนอก

แม่เจียวหย่วนนวดแป้งเกี๊ยว รอเวลาอาหารเย็นค่อยเรียกเด็กทั้งสอง

เจิ้งทั่นหมอบดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟา ตอนนี้เขาอารมณ์ดีมาก อะไรคือ ‘แผนเอ’ เซนต์เบอร์นาร์ดเสี่ยวฮวา บูลเทอร์เรีย จ้วงจ้วง เอามันทิ้งไปให้หมด ครอบครัวเจียวกลับมาแล้วทำให้เขาไม่ต้องกินอาหารโรงอาหารที่เย็นชืด ไม่ต้องกินขนมเป็นอาหารกลางวัน ทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิมแล้ว

ห้าโมงกว่าๆ พ่อเจียวหย่วนก็กลับมา หลังจากกลับมาเขาก็เข้าไปทำธุระที่คณะ การทดลองของอี้ซินต้องใช้เครื่องมือของคณะฟิสิกส์ การจะยืมเครื่องมือราคาแพงแบบนั้นต้องให้อาจารย์เป็นคนออกหน้า

พ่อเจียวหย่วนกลับมาพร้อมกับสีหน้าที่บ่งบอกถึงความสงสัย พอเข้าบ้านมาก็ถามเจิ้งทั่นที่อยู่บนโซฟาทันที “ชาร์โคล นายไปก่อเรื่องอะไรไว้อีกแล้วใช่ไหม?”

แม่เจียวหย่วนที่กำลังใช้ช้อนตักซุปชิมได้ฟังดังนั้นก็ไม่พอใจ “ชาร์โคลเป็นเด็กดีขนาดนี้จะไปทำเรื่องอะไรให้คุณต้องวางท่าขนาดนี้ได้ยังไง นักวิทยาศาสตร์ต้องอ้างอิงตามหลักความจริง ไม่ใช่เอะอะก็ตั้งแง่สงสัยกันแบบนี้”

“เมื่อครู่ผมไปยืมเครื่องมือที่คณะฟิสิกส์แล้วเจออาจารย์ฝูเข้า เขาหัวเราะใส่ผม!” พ่อเจียวหย่วนอธิบายพลางทำหน้าสงสัย

“หัวเราะฝืดๆ น่ะเหรอ” แม่เจียวหย่วนถาม

ไม่แปลกที่แม่เจียวหย่วนจะคิดแบบนี้ เพราะทุกครั้งที่พ่อเจียวหย่วนไปยืมเครื่องมือที่คณะฟิสิกส์แล้วเจอ ‘อาจารย์ฝู’ ท่านจะทำสีหน้าเย็นชาใส่ คล้ายกับว่าใครไปติดหนี้ท่านอยู่เป็นแสน

“ไม่ใช่ หัวเราะปกตินี่แหละ”

การหัวเราะปกติเมื่ออยู่บนใบหน้าของอาจารย์ฝูมันคือความผิดปกติอย่างยิ่ง!

แม่เจียวหย่วนอึ้งไป พอวางช้อนเสร็จก็เดินออกมาพูดกับเจิ้งทั่นที่ทำหน้างงๆ อยู่บนโซฟา “ชาร์โคล ไปทำเรื่องอะไรไว้!”

“......” เจิ้งทั่นถึงกับตะลึงงัน

devc-af530e87-33711ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 015 ตอนที่ 15