เมฆดำพบจันทร์กระจ่าง: Chapter 014 ตอนที่ 14
ตอนที่ 14 ถานเจี่ยว 3 (3)
เขาส่งผ้าก๊อซผืนเล็กให้ ฉันวางมันลงบนปากแผลแล้วกดไว้ เขาฉีกเทปและยื่นให้ฉันอีกครั้ง ฉันรับมาแล้วติดมันลงไป ในที่สุดเขาก็พูด “เบี้ยวแล้ว”
“ไม่เป็นไร เอาอีกอันหนึ่ง” ฉันตอบ พร้อมทั้งเอื้อมมือไปหาเขา
มันแปลกมาก เราเพิ่งพบกันครั้งที่สองแท้ๆ ตอนแรกเขาเป็นผู้ชายแบบที่ไม่มีวันจะเดินเข้ามาในชีวิตของฉันได้เลย เมื่อกี้ยังย้อนถามเรื่องที่เขาเตะบอลมาโดนฉันอยู่เลย แต่ตอนนี้พวกเราสองคนนั่งอยู่ที่นี่เงียบๆ ทำเรื่องแบบนี้ กลับไม่กระอักกระอ่วนใจกัน คล้ายเป็นเพื่อนสองคนที่รู้จักกันมาก่อน
แต่เขาก็ไม่ได้ยื่นเทปกาวมาให้ฉันอีก เขาลุกขึ้นพรวดแล้วมานั่งยองๆ อยู่ตรงหน้า ฉันเหลือบตาขึ้นมองเขา สายตาของเขาตั้งใจมาก เอาเทปกาวบนมือเขาออกและแปะบนขาของฉันเบาๆ อย่างระมัดระวัง
ฉันอยู่นิ่งๆ ไม่ขยับ
ใบหน้าของเขาไม่แสดงอาการใดๆ มีแต่ปลายนิ้วหยาบด้านที่ลูบบนผิวของฉันเบาๆ ฉันรู้สึกจั๊กจี้และร้อนนิดหน่อย
ฉันเองก็ทำหน้านิ่งเฉยราวพระพุทธรูป
ราวกับว่าเขาไม่ได้สนใจที่ขาของฉัน ฉันรู้ดีว่าเขาไม่ได้สนใจ เราสองคนรู้อยู่แก่ใจ
หลังจากที่แปะแบบนี้เรียบร้อยแล้ว ฉันแค่รู้สึกได้ว่านิ้วมือของเขาลูบรอบๆ ผ้าพันแผลเบาๆ อีกครั้งหนึ่ง
“โอเคแล้วยัง” เขากล่าวพร้อมลุกขึ้นยืน
“อือ... โอเค” ฉันนั่งกอดเข่าก้มหน้ามองดินบนพื้น
“งั้น ผมกลับไปเตะบอลต่อแล้วนะครับ” เขากล่าว
“อื้อ... ขอบคุณ” ฉันว่า
แต่ฉันไม่เห็นเขาขยับ ยังคงยืนอยู่ข้างๆ ฉัน ฉันเงยหน้าขึ้นมา จากนั้นก็เห็นดวงตาคู่นั้นของเขาอีกแล้ว พลันตระหนักได้ทันทีว่าเบื้องหลังหน้าตาหล่อเท่และหยาบกระด้าง ในดวงตาของผู้ชายคนนี้นั้นมืดมิดเสมือนมีโลกอีกโลกหนึ่งซ่อนอยู่
“โอ้ หมวก...” ฉันถอดหมวกออกและยื่นให้เขา เขารับไปสวมบนหัวของตัวเอง ก่อนจะหันหลังกลับไปที่สนามฟุตบอล
...
วันนี้ตอนเย็น ฉันมีนัดจ้วงอวี๋ทานข้าว ระหว่างทางที่ขับรถจากห้องสมุดไปร้านอาหาร ฉันกลับคิดถึงอูอวี้ตลอด คิดถึงหน้าตาของเขาตอนเจอเขาครั้งแรกที่ร้านซ่อมรถเมื่อคืน คิดถึงนิ้วมือของเขาตอนลูบบนหน้ารถ คิดถึงเขาที่วันนี้พอเห็นลูกบอลที่กระดอนกลับมาโดนหัวฉันก็หัวเราะออกมาเบาๆ รวมถึงท่าทางตอนที่เขานั่งคุกเข่าอยู่ข้างหน้าและกดเทปกาวรอบๆ แผลฉัน
ทันใดนั้น ฉันรู้สึกว่าลมหายใจของตัวเองสั้นไปหน่อย ตกลงที่เขาทำหมายความว่าอย่างไรกันแน่ คิดจะจีบฉันเหรอ ไม่อย่างนั้น...ทำไมถึงทำกับลูกค้าผู้หญิงคนหนึ่งในร้านด้วยความอ่อนโยนทั้งยังใส่ใจขนาดนี้
ฉันเงยหน้าขึ้นมามองเมฆสีขาวที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า แลดูตึกอาคารกำลังถอยหลัง ต้องยอมรับว่านี่เป็นครั้งที่สองของฉันที่มีความรู้สึกแบบนี้กับผู้ชาย
มันเป็นความรู้สึกอ่อนไหวที่เหมือนลมพัดผ่านใบไม้ไหว ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับคนอื่น
มีแค่ครั้งแรกตอนอยู่บนเรือ
เป็นเพราะว่าพวกเขาหน้าตาเหมือนกันเหรอ
ไม่ ไม่ใช่
เมื่อคืนฉันระบุให้เขาล้างรถอย่างไม่อายใครอันที่จริงก็เพราะเรื่องนี้ ฉันมักจะมีอารมณ์ชั่วร้ายอยู่บ้าง ผู้ชายบนเรือคนนั้นทั้งหยิ่งทั้งดูถูกหนังสือของฉัน พอนึกถึงผู้ชายที่หน้าตาเหมือนเขา ก็เหมือนดูเวอร์ชันที่สองของเขา ต่อจากนี้ไปเขาต้องยอมล้างรถให้ฉันแต่โดยดีทุกครั้ง สะใจมากจริงๆ และนี่ก็ยังสามารถเพิ่มรายได้ทางธุรกิจให้กับอูอวี้อีก ฉันคิดว่าในใจเขาก็คงจะยินดีเหมือนกันล่ะนะ
แค่ได้พบเจอกันสองครั้งสั้นๆ ฉันก็รู้สึกว่า อูอวี้กับผู้ชายคนนั้นก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
อูอวี้เหมือนเป็นผู้ชายที่มาจากในฝุ่นดิน ส่วนคนที่อยู่บนเรือคนนั้น ถึงแม้จะน่ารังเกียจ แต่เขาก็เปิดเผยและชัดเจนดี แต่สำหรับอูอวี้ถึงแม้ฉันจะได้เจอเขาแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ก็รู้สึกได้ว่าในตัวเขามีบางอย่างที่เข้าใจยากและมีความว่างเปล่าบางอย่างที่บอกไม่ถูก
...
พอเดินเข้ามาในร้านอาหาร ก็เห็นจ้วงอวี๋และเสี่ยวเฮ่าจ้องมองกัน ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงทะเลาะกันอีกแล้ว ฉันปรี่เข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามในเวลาเหมาะเจาะพอดี
“เสี่ยวเฮ่า ทำให้แม่เธอโกรธอีกแล้วเหรอ” ฉันถาม
“แม่! สั่งมันฝรั่งทอดให้ผมหน่อยได้ไหม อย่าสั่งหัวหอมทอดที่แม่อยากกินนะ” เสี่ยวเฮ่าสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ร้องตะโกน
นี่คงเป็นร้านอาหารในรูปแบบที่เหมาะสำหรับครอบครัว พ่อแม่หลายคนข้างๆ มองกันใหญ่
จ้วงอวี๋เป็นคนอายไม่เป็น “เธอหุบปากเลย เรียกว่าน้าสิ น้า! ห้ามเรียกมั่วซั่วว่าแม่อีก ไม่งั้นเดี๋ยวจะโดนไม่ใช่น้อย” เธอเอาฝ่ามือดันหน้าเสี่ยวเฮ่าไว้แล้วตวาด
เสี่ยวเฮ่าทำท่าไม่ทุกข์ร้อนเหมือนหมูไม่กลัวน้ำร้อน หัวเราะฮิๆ ฉันเองก็หัวเราะคิกไปด้วย เราสองคนแปะมือกัน จ้วงอวี๋กลอกตามองฟ้าอย่างหมดคำพูด “บัดซบ เธอสองคนอย่าทำตัวเหมือนเด็กๆ แบบนี้จะได้ไหม” เธอว่า