เมฆดำพบจันทร์กระจ่าง: Chapter 017 ตอนที่ 17
ตอนที่ 17 อูอวี้ 3 (2)
เธอเองเงยหน้าขึ้นมามองผมอย่างอึ้งงัน ผมยาวของเธอปล่อยสยายอยู่บนหัวไหล่ ทั้งยุ่งเหยิงและยังไม่แห้งดี แถมยังมีกลิ่นแชมพูอ่อนๆ เธอใส่ชุดอยู่บ้านและรองเท้าแตะ ไม่ได้สวมถุงเท้า รถของเธอจอดอยู่ริมถนนที่อยู่ด้านหลังผมไปไม่ไกลมากนักซึ่งได้เปิดไฟกะพริบไว้ เห็นได้ชัดว่าเธอรีบร้อนออกจากบ้านมา หลังจากเห็นผมและจำได้แล้ว สายตาของเธอแปรเปลี่ยนเป็นแปลกใจมาก เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ตกใจ แถมยังมีความกลัวอยู่หลายส่วน ใบหน้าซีดเผือดของเธอสามารถมองเห็นได้ภายใต้แสงไฟสลัวๆ
ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับตอนที่เธออยู่กับผมเมื่อกลางวัน ตอนนั้นเธอดูน่ารักมาก ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
เพียงชั่วข้ามคืน มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ
ดึกๆ ดื่นๆ อย่างนี้ ทำไมผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอถึงได้มาอยู่ที่นี่ตามลำพัง
อย่างไรก็ตามผมยังไม่ทันได้เปิดปากพูด ถานเจี่ยวก็ชิงถามขึ้นมาก่อน
“คุณ...ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่” น้ำเสียงเธอสั่นอยู่บ้าง
“คุณล่ะ...ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่” ผมก้มหน้าลงจ้องมองเธอแล้วถาม
เธอกัดริมฝีปากแล้วมองมาที่ตาของผมในระยะประชิด “ฉันมีนัด”
“นัดกับใคร” ผมถาม
“มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของคุณ” เธอตอบ
เป็นแบบนี้อีกแล้ว ความเย็นชาที่มาพร้อมด้วยความดื้อรั้น บวกกับความแสบนิดหน่อย แสบจนผมค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้นมา ผมเงยหน้าขึ้นมองนกที่ไม่รู้บินไปไหนตั้งนานแล้ว “ก็จริง มันไม่เกี่ยวอะไรกับผม” ผมกล่าวพร้อมหัวเราะ
เป็นเพราะคำตอบของผม สีหน้าของเธอจึงดูผ่อนคลายมากขึ้น “ในเมื่อไม่ใช่ธุระกงการอะไรของคุณ งั้นก็คุณก็ปล่อยฉันไปได้แล้ว ฉันยังมีธุระอื่นอยู่อีก” เธอกล่าว
ผมไม่ได้ขยับ พร้อมกับเอาสองมือดันผนังทั้งสองด้าน กักตัวเธอไว้ด้านใน
“นัดกับใคร” ผมถามอีกครั้ง
สายตาของเธอมีทั้งความตกใจระคนขุ่นเคืองพาดผ่าน แต่ดูท่าทางเธอคงจะได้แต่โกรธอย่างเดียวแต่ไม่กล้าทำอะไร ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ทั้งที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้กลับทำให้ในใจของผมอ่อนโยนลง
“คุณยังไม่ได้บอกฉันเลย ว่าทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ตอนนี้” เธอบ่นงึมงำด้วยความเคือง
ผมเงียบไปสักพัก มองดวงตาใสกระจ่างของเธอ ผมเริ่มนึกในใจ จะบอกหรือไม่บอกเธอดีว่าผมมาทำไม เพราะมันเป็นเหตุผลที่ไร้สาระมากๆ น่ะสิ ก็แค่เพราะได้เห็นนกฝูงหนึ่งซึ่งไม่ควรจะปรากฏอยู่ที่นี่เท่านั้นเอง
ถึงอย่างไรตอนนั้นเธอเองก็อยู่บนเรือลำนั้นด้วย
แต่จนถึงตอนนี้เธอก็ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมเป็นใคร
ผมก้มหน้าลงและพูดว่า “ถานเจี่ยว...ผม…”
อาจเพราะพวกเราอยู่ใกล้กันเกินไป คางของผมแทบจะโดนปลายจมูกของเธอ เธอเองก็สังเกตเห็นแล้ว เลยหันหน้าหนีเล็กน้อย แต่ตัวของเราก็ยังติดอยู่ด้วยกัน ดึกๆ ดื่นๆ บนเส้นทางเปลี่ยวเส้นเล็กๆ ริมแม่น้ำ ผมล้อมตัวเธอไว้ พวกเรามองตาของกันและกัน และกำลังจะเปิดเผยความลับของตัวเอง
คำพูดของผมยังพูดไม่จบ
เพราะมีคนอื่นเข้ามาขวางอีกแล้ว
แขกที่ไม่ได้รับเชิญ
เสียงฝีเท้าที่ฟังดูรีบร้อนแว่วมา ผมกับถานเจี่ยวเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน พอเห็นคนคนนั้น เราสองคนก็อึ้งกันไปทั้งคู่
แถวนี้ไม่มีบ้านพักอาศัยหรืออาคารใดๆ เขตชุมชนที่พักอาศัยซึ่งใกล้ที่สุดก็ห่างจากที่นี่หลายร้อยเมตร บริเวณนี้มีแต่สถานที่ก่อสร้างที่เงียบเหงา ต้นไม้ที่บางตาและไฟข้างถนนไม่กี่ต้น ถนนทั้งเส้นดูมืดและเงียบสงัด
คนคนนั้นวิ่งมาจากทางเขตชุมชนที่พักอาศัย
เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่สกปรกมาก ท่าทางแปลกๆ ซ้ำยังแบกเด็กคนหนึ่งไว้บนไหล่
ผมของเขายาวมาก มันดูยุ่งเหมือนสาหร่ายที่โดนผูกเป็นปม ใบหน้าของเขาสกปรกจนมองเห็นหน้าตาได้ไม่ชัด ดวงตาวาววับแสดงถึงความตื่นเต้น เขาสวมเสื้อคลุมยับยู่ยี่ตัวหนึ่ง แต่ก็สกปรกจนยกจะเห็นสีได้ชัด เขาใส่รองเท้าผ้าใบขาดๆ มีรู แลดูเหมือนเป็นคนจรจัดที่สติไม่สมประกอบ
ส่วนเด็กคนนั้น อายุราวห้าถึงหกขวบ ท่าทางเหมือนกับกำลังหลับ แต่กลับอยู่ในชุดนอนสะอาดเอี่ยม นิ้วเท้าเปล่าเปลือยขาวผ่อง หน้าตาน่ารักมาก
เขาวิ่งจากถนนฝั่งตรงกันข้ามผ่านมา และมองเห็นพวกเราแล้ว
เขาฉีกยิ้มกว้าง ฟันของเขาสีออกเหลืองคล้ำๆ นั่นคือรอยยิ้มที่ชวนให้คนอื่นรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย เพราะเขาฝืนยิ้มเหมือนกำลังมีความสุขมาก เขาวิ่งเร็วมาก เร็วจนเท้าแทบไม่ติดพื้นเลย พริบตาเดียวก็หายลับเข้าไปในความมืด
ถานเจี่ยวจับแขนของผมไว้แล้วถามว่า “นี่ผีอะไร”
ทว่าผมได้ยินเสียงร้องเรียกแว่วมาจากที่ไกลๆ ซึ่งมาจากทางเขตชุมชนที่พักอาศัย
“อยู่นิ่งๆ อย่าขยับ” ผมสลัดมือเธอแล้วรีบวิ่งตามไป