แผนรักสยบใจบอสสาวตัวร้าย: ตอนที่ 17 กินของฉันไปก็ต้องบ้วนออกมา ตอนที่ 17
ตอนที่ 17 กินของฉันไปก็ต้องบ้วนออกมา
ก่อนที่จะไม่มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น อาจารย์ในความรู้สึกของเสี่ยวเชี่ยนก็คือคนสวนที่ขยันขันแข็ง คอยสั่งสอนอบรมให้ความรู้ มีแต่แง่มุมดีๆ
เสี่ยวเชี่ยนยืนอยู่ใต้ตึกเล็กๆ แนวยาวที่มีสองชั้นเชื่อมกับตึกเล็กๆ อันเป็นที่พักและที่ทำงานของอาจารย์ที่ปรึกษา เธอเงยหน้ามองอาคารเรียนที่มีสีสัน แล้วพูดเบาๆ
“ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์มาเปลี่ยนโชคชะตาหนู แสดงให้หนูเห็นว่าอะไรคือรู้หน้าไม่รู้ใจ ไม่ซื่อสัตย์ในหน้าที่การงาน เห็นแก่เงิน หลังจากที่หนูเป็นจิตแพทย์แล้วก็คงไม่มีทางเป็นเหมือนอาจารย์ที่หน้าเลือดหวังแต่เงินจนไม่คำนึงถึงหน้าที่ของตัวเอง เพื่อเป็นการล้างแค้นให้กับผู้ป่วยที่เขาต้องมาเสียค่ารักษาราคาแพงเมื่อชาติที่แล้ว หนูตัดสินใจแล้วว่าจะมาคิดบัญชีรวมกับอาจารย์”
เสี่ยวเชี่ยนดันแว่น แล้วพูดเสริม
“เมื่อกี๊เป็นคำพูดแบบสุภาพ พูดให้ตรงๆ หน่อยก็คือ กินอะไรของฉันไปก็บ้วนออกมา ง่ายๆ แบบนี้แหละ”
อาจารย์ที่ปรึกษาของเสี่ยวเชี่ยนเป็นผู้หญิงวัยสามสิบกว่า ใส่แว่นกรอบดำ ดูขยันขันแข็ง ไม่ต้องรอให้เอ่ยปากพูดก็รับรู้ได้ถึงจิตวิญญาณแห่งความเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
คนที่มีจิตวิญญาณนี้แหละที่รับประโยชน์จากพ่อของเธอ ตอนแรกก็ปิดบังเธอเรื่องสอบติดมหาวิทยาลัย ต่อมาก็รับเงินจากบ้านคนชั้นต่ำนั่นเพื่อขวางไม่ให้เธอส่งเอกสารเข้าเรียนได้อีกครั้ง
มีแต่รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเป็นอาจารย์ แต่ภายในกลับไม่ใช่
ขณะที่เสี่ยวเชี่ยนเดินขึ้นตึก อาจารย์ที่ปรึกษาของเธอกำลังสอนเด็กอยู่ในห้องขนาดสองห้องนอนที่ทางโรงเรียนจัดสรรให้
“หยาหย่า แม่เธอสอนว่ายังไง คำถามวิเคราะห์ง่ายๆ แบบนี้กลับทำไม่ได้? ประเทศของเราเป็นประเทศสังคมนิยม หน้าที่พื้นฐานของเราคือยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคน นี่มันคำถามแจกคะแนนชัดๆ!”
อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นอาจารย์วิชาสังคม พอเห็นลูกสาวทำข้อสอบที่ง่ายๆ ไม่ได้ก็หงุดหงิด
“อาจเป็นเพราะครูยังเก่งไม่พอ เด็กก็เลยรู้สึกว่าในตำรากับความเป็นจริงมันไม่สอดคล้องกัน ก็เลยตอบไม่ได้”
เสียงของเสี่ยวเชี่ยนดังลอดเข้ามาในห้องเล็กๆ
อาจารย์ที่ปรึกษานึกไม่ถึงว่าเสี่ยวเชี่ยนจะมา จึงปั้นหน้าเคร่งขรึม ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
“เธอลืมเคาะประตูเหรอ”
“หรือว่าต้องตะโกนแจ้งอีกรอบคะ? หนูว่าอาจารย์คงลืมไปแล้วว่าหนูไม่ใช่นักเรียนของอาจารย์แล้ว” เสี่ยวเชี่ยนเดินเข้าไปตามอำเภอใจ พอเห็นเด็กที่นั่งเขียนหนังสืออยู่ที่โต๊ะก็ตกใจ
เด็กผู้หญิงคนนี้เป็นคนเดียวกับที่ถูกตีเพราะขโมยของในวันที่เธอเพิ่งกลับมาเกิดไม่ใช่เหรอ? เด็กคนที่เป็นโรคชอบลักขโมย!
พอเห็นเสี่ยวเชี่ยนเด็กผู้หญิงก็หน้าแดงก่ำ มองเสี่ยวเชี่ยนเลิ่กลั่กเพราะกลัวว่าเธอจะเอาเรื่องนี้ไปบอกแม่
“หยาหย่าออกไปก่อน” อาจารย์ที่ปรึกษารู้สึกว่าเสี่ยวเชี่ยนไม่ได้มาดี จึงให้ลูกสาวออกไปก่อน
เสี่ยวเชี่ยนปิดประตู เอามือล้วงกระเป๋า
“เธอมาทำอะไร?” อาจารย์ถาม
“หนูมาถามเพื่อความแน่ใจเรื่องผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยของหนู อยากรู้ว่าหนูสอบไม่ติดจริงเหรอคะ”
พอได้ยินเรื่องที่เสี่ยวเชี่ยนพูด อาจารย์ที่ปรึกษาคนนี้ก็สีหน้าเปลี่ยน น้ำเสียงก็ดูไม่เป็นธรรมชาติ
“เรื่องผลสอบ ครูบอกเธอไปนานแล้วไม่ใช่เหรอ นักเรียนตั้งเยอะแยะ จะไปจำหมดได้ยังไง...”
“หึหึ ของคนอื่นครูอาจจำไม่ได้ แต่ของหนูครูไม่น่าลืมหรอกใช่หรือเปล่า? อืม ถึงครูลืมก็ไม่เป็นไรค่ะ หนูจะช่วยครูนึกเอง”
เสี่ยวเชี่ยนหยิบม้วนข้อสอบออกมาจากกระเป๋า ซึ่งเป็นข้อสอบของปีนี้ที่เธอเพิ่งซื้อมาจากข้างทางเมื่อครู่
“ให้หนูทำให้ดูตอนนี้เลยไหมคะ? ครูคะ ผลการเรียนมอปลายของหนูไม่เคยหลุดจากสามอันดับแรกของสายชั้นเลย ปีนี้คนที่ได้คะแนนสูงสุดของมณฑลเราสอบได้ 685 คะแนน ถึงหนูจะไม่เก่งถึงขั้นนั้น แต่ทุกครั้งที่ทำข้อสอบจำลองก็ไม่เคยได้ต่ำกว่า 640 แล้วจะสอบไม่ติดได้ยังไงคะ?”
คำพูดพวกนี้ชาติที่แล้วเธออยากจะถามมาก แต่ตัวเธอในตอนนั้น ประสบการณ์ในการเข้าสังคมยังมีไม่มากนัก ถึงจะมีเรื่องที่อยากพูด ก็ไม่กล้าพูดออกมา โดยเฉพาะอาจารย์ที่ปรึกษาที่ดูมีอำนาจ เธอในตอนนั้นไม่มีความกล้าที่จะประกาศสงคราม
แต่ตอนนี้เธอได้ถามแล้ว
อาจารย์ที่ปรึกษาไม่เคยคิดเลยว่า เด็กหัวกะทิคนที่ไม่ค่อยพูดจาจะกล้าถามคำถามนี้พวกนี้ออกมา อีกทั้งแต่ละอย่างที่ถามก็เป็นสิ่งที่เธอไม่กล้าปฏิเสธ
อาจารย์หน้าซีดไปหลายวินาที แล้วจึงพูดออกมาเสียงแข็งเพื่อหวังจะข่มเสี่ยวเชี่ยน
“ปกติไม่รู้จักตั้งใจเรียน สอบตกเองแล้วยังจะมาโวยวายที่บ้านครูงั้นเหรอ? เธอนี่ดูมีปัญหาเรื่องมารยาทนะ”
“ครูพูดแบบนี้ไม่กลัวฟ้าผ่าลิ้นเหรอคะ? หนูเรียนเป็นยังไงครูไม่รู้เลยเหรอ? มารยาทงั้นเหรอ ค่ะ ครูเป็นครูสังคมนี่คือเรื่องจริง แต่สิ่งที่ครูทำมันไม่สมกับรูปลักษณ์ภายนอกเลยสักนิด แม้แต่ความเป็นคน ครูยังไม่เหมาะจะเป็นเลยค่ะ”
ตอนที่อาจารย์ที่ปรึกษารับเงินจากเฉินหลินไม่มีทางคิดเลยว่าจะเป็นการสร้างความลำบากให้ตัวเอง เสี่ยวเชี่ยนวาจาฉะฉาน จนเธอไม่อาจโต้ตอบได้เลย ทำได้แค่หันตัวเตรียมเดินออก
เสี่ยวเชี่ยนไปขวางประตู “ครูบอกหนูมาอีกทีซิคะว่าหนูสอบได้กี่คะแนน!”
ต้องผ่านไปอีกประมาณปีสองปีถึงจะมีระบบตรวจสอบผลคะแนนทางอินเทอร์เน็ต แต่ในช่วงที่อินเทอร์เน็ตยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ไม่รู้ว่ามีพวกหน้าเลือดแอบหาประโยชน์จากตรงนี้ไปเท่าไร ไม่มีใครรู้
“หยุดก่อกวนได้แล้ว สอบไม่ติดก็คือสอบไม่ติด!”
พอได้ยินประโยคนี้เสี่ยวเชี่ยนก็งัดไม้เด็ด เธอหยิบจดหมายตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยออกมา รวมถึงใบเสร็จจากไปรษณีย์
“งั้นครูบอกหนูหน่อยสิคะว่านี่คืออะไร?” เสี่ยวเชี่ยนถือจดหมายตอบรับแล้วอ่านทีละคำ
“นักเรียนเฉินเสี่ยวเชี่ยน ทางมหาวิทยาลัยยินดีรับคุณเข้าศึกษาในคณะจิตวิทยาและสังคมศาสตร์ สาขาจิตเวชศาสตร์ ขอให้คุณ...”
เสี่ยวเชี่ยนยังอ่านไม่จบ ความโกรธของอาจารย์ที่ปรึกษาก็หายไปหมด
“เธอไปได้มันมาได้ยังไง?!”
“หนูได้มาได้ยังไงไม่สำคัญหรอกค่ะ ที่สำคัญก็คือ ครูคะ ถ้าหนูอัดเสียงในสิ่งที่พวกเราคุยกันส่งไปให้สำนักงานการศึกษา ครูว่าพวกเขาจะทำไงเหรอ?”
เสี่ยวเชี่ยนหยิบเครื่องเล่นเพลงพกพาออกมาจากกระเป๋า
อาจารย์ที่ปรึกษาหน้าซีดเผือด ถอยหลังไปหนึ่งก้าวมองสายตาของเสี่ยวเชี่ยน ท่าทางเหมือนคนเห็นผี
นี่มันแค่เด็กเองนะ เด็กวัยรุ่นอายุสิบกว่า ทำไมเจ้าเล่ห์ได้ขนาดนี้?
ดูเหมือนเสี่ยวเชี่ยนจะอ่านใจอาจารย์ที่ปรึกษาออก เธอเดินไปที่ตู้ของอาจารย์เสมือนไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ภายในตู้มีหนังสือทฤษฎีของมาร์กซิสม์ เหมาเจ๋อตง และเติ้งเสี่ยวผิงหลายเล่ม เหมือนเสียดสีเลยเนอะ อาจารย์สังคมถึงกับกล้าทำเรื่องแบบนี้ได้
“ครูคะ ตอนอยู่ในห้องเรียนครูเอาแต่พูดเรื่องศีลธรรมความมีเมตตา อุดมคติกับการต่อสู้ แล้วทำไมลับหลังถึงได้ทำลายอนาคตเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเพียงเพราะผลประโยชน์อันน้อยนิดล่ะคะ? การต่อสู้ของครูหรือมันจะเป็นการเหยียบศพคนอื่นเพื่อนก้าวขึ้นไปที่สูงกัน?”
“ในเมื่อเธอได้จดหมายตอบรับแล้วก็กลับไปเตรียมตัวเข้าเรียนสิ เรื่องอื่นพูดไปก็ไม่มีความหมายหรอก” เสียงของอาจารย์เห็นได้ชัดว่าร้อนตัว เรื่องที่เสี่ยวเชี่ยนบอกว่าจะไปฟ้องสำนักงานการศึกษาทำให้เธอรู้สึกกลัวมาก
เรื่องแบบนี้หากแพร่ออกไป เธอต้องไม่ได้เป็นอาจารย์แล้วแน่
“ไม่มีความหมายเหรอ? แล้วอะไรคือมีความหมาย บอกหนูหน่อยสิคะ อนุบาลหนึ่งปี ประถมหกปี มอต้นสามปี มอปลายสามปี หนูเรียนมาสิบสามปี ชีวิตหนูทั้งชีวิตมีสิบสามปีกี่ครั้งให้ใช้กัน ครูพูดมาว่าไม่มีความหมาย อยากจะจบเอาดื้อๆ แบบนี้เลยเหรอคะ”