แผนรักสยบใจบอสสาวตัวร้าย: ตอนที่ 9 เสี่ยวเชี่ยนระเบิด ตอนที่ 9
ตอนที่ 9 เสี่ยวเชี่ยนระเบิด
หนีเจี้ยนเหรินก็คงรู้ว่า การที่ตัวเองวิ่งหนีไปมันน่าอาย ดังนั้นจนถึงตอนเย็นก็เลยไม่เห็นหนีเจี้ยนเหรินปรากฏตัว
ตอนเย็นที่บ้านปิดประตูใหญ่หน้าบ้าน แล้วกางโต๊ะกินข้าวเย็นกันในสวน
เสี่ยวเชี่ยนกินแต่อาหารดีๆ บำรุงสุขภาพมาจนชิน พอเห็นอาหารบ้านๆ แบบนี้เลยไม่มีความอยากอาหารเลยสักนิด
“นี่เรียกหน่อไม้น้ำ เป็นผักทางใต้ ฉันเห็นที่ตลาดมีขายเลยซื้อมาหน่อย เชี่ยนเอ๋อร์ ลองชิมดูสิ” ฉวีเสวี่ยนั่งข้างเสี่ยวเชี่ยน ตรงข้ามเฉินหลิน
เสี่ยวเชี่ยนเลื่อนชามออก “ไม่อยากกิน”
ตะเกียบของฉวีเสวี่ยค้างอยู่กลางอากาศ เฉินหลินเห็นอย่างนั้นอยากเอาชามไปรับ แต่ฉวีเสวี่ยบุ้ยใบ้ห้ามไว้ เฉินหลินจึงก้มหน้าก้มตากิน ส่วนเสี่ยวเชี่ยนเบ้ปาก
เห็นแล้วก็หมดอารมณ์กิน
บางเรื่องถ้าไม่รู้ทุกอย่างก็ดูปกติ พอรู้แล้วก็ทำให้หมดอารมณ์
“ต้าหลงทำไมยังไม่กลับมา” เฉินหลินถามถึงลูกชาย
“ใครจะไปรู้ล่ะ เห็นบอกว่ามีเรียนเสริม วันนี้อาจกลับช้าหน่อย” เจี่ยซิ่วฟางพูด
“ร้านเน็ต” เสี่ยวเชี่ยนกินแบบไก่เขี่ย อาจเพราะรู้ว่ากับข้าวพวกนี้ฉวีเสวี่ยเป็นคนทำ เลยไม่อยากกินมากกว่าเดิม
“พูดจาเรื่อยเปื่อย เปิดเทอมนี้น้องแกก็มอสามแล้ว อีกปีก็จะสอบขึ้นมอปลาย ไปที่แบบนั้นได้ที่ไหน!” เจี่ยซิ่วฟางผลักลูกสาว
“ไปดูที่ร้านเน็ตเองสิ เดี๋ยวก็รู้”
ถึงเสี่ยวเชี่ยนจะเพิ่งได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ก็รู้จักนิสัยของเฉินจื่อหลงน้องชายตัวเองดี ถูกพ่อแม่ตามใจจนเสียคน ไม่ได้เรื่องสักอย่าง เฉินหลินเอาใบตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยของเธอไปซ่อนเพราะอยากส่งลูกชายเรียนแทน เฉินจื่อหลงเองก็ ‘พยายาม’ แต่แค่มอปลายก็ยังสอบไม่ติด
“เชี่ยนเอ๋อร์เป็นอะไรไป อารมณ์ไม่ดีเหรอจ๊ะ?” ฉวีเสวี่ยสังเกตได้ว่านับตั้งแต่กลับมาเสี่ยวเชี่ยนยังไม่ยิ้มเลย
อีกทั้งสายตาแบบนั้นน่ากลัวมาก คล้ายกับว่าไม่มีเรื่องอะไรที่ปิดบังเธอได้ ฉวีเสวี่ยจึงพูดจาอย่างระมัดระวังเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอ
“นี่พ่อ ขาเชี่ยนเอ๋อร์บาดเจ็บ กินข้าวเสร็จแล้วไปซื้อยามาหน่อย ยาที่มีอยู่แม่ว่าไม่ดีเท่าไร” เจี่ยซิ่วฟางคิดว่าที่ลูกสาวอารมณ์ไม่ดีเพราะเจ็บขา
“ทำไมขาบาดเจ็บได้ล่ะ?” ถ้าเจี่ยซิ่วฟางไม่พูดเขาก็ไม่รู้
เขาไปเล่นไพ่นกกระจอกมาตลอดช่วงบ่าย ไม่รู้เลยสักนิดว่าเมียกับลูกสาวถูกคนบ้าไล่ตี
“ก็ลูกชายที่เป็นบ้าของป้าเจ็ดนั่นแหละ หนีออกมาเอาแต่พูดว่าแม่กับเชี่ยนเอ๋อร์เป็นพวกญี่ปุ่น แล้วเอาไม้ฟาดพวกเราจนบาดเจ็บ” เจี่ยซิ่วฟางพอได้อ้าปากพูดก็ยาว
เธอพูดจาชอบไม่เรียงลำดับ แค่เรื่องเดียวแต่ต้องใช้เวลาถึงห้านาทีถึงจะเล่ารู้เรื่อง
เฉินหลินฟังจบก็โกรธมาก ตบโต๊ะจนชามคว่ำ
“เธอนี่มันใช้ไม่ได้! เชี่ยนเอ๋อร์ถูกตี เธอก็กลับบ้านมาดื้อๆแบบนี้เลยเหรอ?”
ถึงแม้เจี่ยซิ่วฟางจะดูเก่งนอกบ้าน แต่อยู่ในบ้านก็มีความเกรงกลัวเฉินหลิน พอเห็นเขาโกรธแบบนี้เสียงเธอจึงอ่อนลง
“ฉันหายาให้เชี่ยนเอ๋อร์แล้วนะ...”
“มันไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้น!” เฉินหลินไม่ได้สนว่าลูกสาวเจ็บหรือเปล่า เขาตบโต๊ะ แล้วชี้หน้าด่าเจี่ยซิ่วฟาง
“ปกติเธอก็ออกจะเก่งไม่ใช่เหรอ? ลูกชายเขามาตีคนของเราทำไมไม่ไปเคลียร์กับป้าเจ็ดล่ะ? บอกให้เขาจ่ายค่าทำขวัญสิ! เชี่ยนเอ๋อร์จะหมั้นอยู่อีกไม่นานนี้แล้ว ไปบอกเขาว่ากระดูกหัก ให้เขาชดใช้เงินมา!”
ลูกบาดเจ็บ ในสายตาของเฉินหลินไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการฉวยโอกาสหาเงิน เขาขึ้นชื่อเรื่องความขี้งก
ที่บ้านเปิดร้านซักรีดก็ต้องซื้อพวกของที่จำเป็นต้องใช้เข้ามา จริงๆ ควรจะซื้อแบบขายส่งยกมาเป็นลังๆ แต่เขาไม่ บังคับให้ทางร้านขายให้ตัวเองในราคาส่ง แต่ซื้อมาทีละถุง บางครั้งฉวยโอกาสตอนที่พนักงานไม่สนใจแอบเทออกมาหน่อย พอถูกจับได้ก็ปากแข็งบอกว่าทดลองใช้ เดี๋ยวไปโฆษณาให้ ทดสอบดูว่าประสิทธิภาพเป็นยังไงถึงจะเอาไปบอกคนอื่นได้ พนักงานพอได้ยินชื่อเฉินหลินก็พากันเบ้ปาก
“ลูกก็เป็นแบบนี้ไปแล้ว ฉันจะมีกะใจไปปั้นหน้าช่มขู่เขาได้ยังไงกันเล่า?” เจี่ยซิ่วฟางเองก็กลัว ถ้าไม่ได้ทหารคนนั้นโผล่มาช่วยไว้ เธอกับลูกสาวคงเจ็บหนัก พอเห็นลูกสาวได้รับบาดเจ็บเลยรีบกลับบ้าน ใครจะไปนึกถึงเรื่องเอาเงินคนอื่น
“เขาเรียกข่มขู่ที่ไหนกัน! เธอมันเป็นแม่ที่แย่ เขาต้องให้เงินเรา กินข้าวเสร็จรีบไปจัดการเลยนะ เอาเงินกลับมาให้ฉันไม่ได้ก็นอนบ้านนั้นไปเลย” วันนี้เขาเล่นไพ่นกกระจอกแพ้เสียเงิน กลับมาเลยอยากระบายอารมณ์
“นี่พ่อ ทำแบบนี้ไม่เกินไปหน่อยเหรอ ป้าเจ็ดก็ใช่ว่าจะมีเงินมากมาย ยังต้องดูแลคนบ้าอีก สามีก็ตายไว ขาของเชี่ยนเอ๋อร์ก็ไม่ได้เจ็บมาก ทายาเดี๋ยวก็หาย”
เพียะ! เฉินหลินฟาดมือไปที่หน้าเจี่ยซิ่วฟาง
“ว้าย พี่เขย ทำอะไรลงไปเนี่ย!” ฉวีเสวี่ยเข้าไปขวาง แต่ดูแล้วเหมือนไปขวางแบบไม่จริงใจเท่าไร
“หลบไป คนแบบนี้มันน่าตบนัก!”
ฉากตรงหน้าอย่างกับละครน้ำเน่าที่กำลังแสดงให้เสี่ยวเชี่ยนดู
พอเห็นแม่ถูกตบ พ่อคิดแต่จะเอาเงิน เสี่ยวเชี่ยนไม่พูดอะไร ลุกขึ้นยืน สองมือจับขอบโต๊ะ ออกแรงนิดหน่อย
โครม!
กับข้าวทั้งโต๊ะ ชามเชิม หม้อโจ๊ก ถูกเสี่ยวเชี่ยนล้มไปกองรวมกันหมด
เฉินหลินที่กำลังโมโห รวมถึงเจี่ยซิ่วฟางที่ถูกตบต่างก็งงกันไปหมด
ฉวีเสวี่ยน่าเวทนากว่า เสี่ยวเชี่ยนใช้สมองอันชาญฉลาดของตัวเองกะระยะอย่างแม่นยำให้หม้อโจ๊กหกใส่ฉวีเสวี่ย โจ๊กในนั้นยังร้อนๆ อยู่ เล่นเอาฉวีเสวี่ยถึงกับกรีดร้อง
โจ๊กที่เหนียวเหนอะไหลหยดติ๋งๆ ลงมาจากตัว
ปกติเสี่ยวเชี่ยนจะเหมือนไม่มีตัวตนในบ้าน เธอไม่ค่อยชอบพูด เอาแต่เรียนหนังสือเงียบๆ ดังนั้นพอเธอระเบิดอารมณ์ขึ้นมาไม่ใช่แค่เฉินหลินที่ตกใจ เจี่ยซิ่วฟางเองก็นึกไม่ถึง
ผ่านไปหลายวินาทีเฉินหลินก็ได้สติ พอเห็นโต๊ะหงาย จานแตก กับข้าวเละเทะก็โกรธจนพุ่งเข้าไปหาเสี่ยวเชี่ยน คว้าแขนขึ้นมาจะตี เจี่ยซิ่วฟางรีบเข้าไปขวาง
“พ่อ อย่าโกรธเลยนะ ลูกไม่ได้ตั้งใจ! เชี่ยนเอ๋อร์ อย่ามัวแต่อึ้งสิ รีบขอโทษพ่อเร็ว! บอกว่าแกไม่ได้ตั้งใจ!”
บางครั้งเจี่ยซิ่วฟางก็จะถูกสามีตบตี แต่ทุกครั้งล้วนทำกันแบบส่วนตัว น้อยครั้งที่จะทำให้ลูกเห็น เธอกลัวว่าเฉินหลินจะทำแบบนั้นกับเสี่ยวเชี่ยน
เสี่ยวเชี่ยนก้มหน้าหยิบเศษจานที่แตกขึ้นมาแล้วชี้ไปที่เฉินหลิน “กล้าเข้ามาก็ลองดู!”
“แกอยากลองดีใช่ไหม กล้าทำพ่อแกเหรอ!” เฉินหลินผลักเจี่ยซิ่วฟาง เสี่ยวเชี่ยนส่งเสียงหึออกมา เธอคว้าตัวฉวีเสวี่ยที่เต็มไปด้วยคราบโจ๊กมาแล้วเอาเศษจานจี้คอ ฉวีเสวี่ยตกใจจนกรีดร้อง
“หนูไม่ทำพ่อหรอก จะทำคนนี้!”
“พี่เขย! ช่วยด้วย! เชี่ยนเอ๋อร์ รีบเอาไอ้นี่วางลงเถอะนะ!” ฉวีเสวี่ยไม่รู้เลยว่าทำไมตัวเองถึงถูกลากเข้ามาเกี่ยวด้วย
เจี่ยซิ่วฟางเองก็ตกใจจนงงไปหมด “เชี่ยนเอ๋อร์ แกโดนของอะไรมาใช่ไหม แย่แล้ว เมืองนี้ไม่มีเทพอะไรเลยด้วย ทำไงดี พ่อ ลูกเราโดนของแล้ว!”
เด็กที่ว่านอนสอนง่ายคนหนึ่งทำไมอยู่ๆ เป็นอย่างนี้ไปได้
เฉินหลินเองก็รู้สึกกลัว แต่ยังปากแข็ง
“ให้มันกรีดเลย ถ้ามันเก่งขนาดนั้นแล้วทำไมสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยล่ะ” ในใจของเฉินหลิน ลูกสาวเป็นผู้หญิงที่อ่อนแอ ปกติไม่กล้าแม้แต่จะพูด แล้วจะกล้าทำร้ายคนได้ยังไง?
เสี่ยวเชี่ยนแสยะยิ้มให้ฉวีเสวี่ย “ได้ยินหรือยัง ‘พี่เขย’ ของเธอให้ฉันทำได้เลย งั้นฉันกรีดล่ะนะ!”
เธอยื่นมือออกไป แล้วลงมือกรีด!